<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006</id><updated>2011-08-02T14:57:52.761-07:00</updated><category term='มนุษย์'/><category term='การวิจัย'/><category term='สุขภาพ'/><category term='เครื่องประดับ'/><category term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><category term='ทรัพยากรน้ำ'/><category term='วัตถุ'/><category term='TV'/><category term='คอมพิวเตอร์ software'/><category term='สิ่งมีชีวิต'/><category term='หุ่นยนต์'/><category term='internet'/><category term='สัตว์'/><category term='การแพทย์'/><category term='วัตถุโบราณ'/><category term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><category term='มือถือ'/><category term='พลังงาน'/><title type='text'>science news update</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>69</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-9205806809267988011</id><published>2010-08-31T07:56:00.000-07:00</published><updated>2010-08-31T07:56:01.935-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><title type='text'>เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม</title><content type='html'>ปัญหาบัตรเครดิตปลอมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วโลกรวมทั้ง  ประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศ  โดยใช้วิธีการหลากหลายในการขโมยข้อมูลต่างๆ เช่น  การแจ้งบัตรหายหรือบัตรถูกขโมย แล้วกลับนำบัตรไปใช้ในการทุจริต  หรืออาจมีการปลอมแปลงเอกสารการสมัครเป็นชื่อบุคคลอื่นแล้วนำบัตรดังกล่าวไป ใช้ ที่พบเจอมากที่สุดก็คือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่  โดยคัดลอกข้อมูลในบัตรและปลอมบัตรใหม่ไปใช้  ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีความผิดเป็นอาชญากรข้ามชาติเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากผู้กระทำผิดในธุรกิจประเภทนี้มีทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่  เข้ามากระทำการในประเทศไทย โดยบุคคลทั้ง 2  กลุ่มนี้จะมีขั้นตอนการทำงานและวางแผนอย่างเป็นระบบ  ซึ่งที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้เคยจับกุมชาวต่างชาติกรณีใช้บัตรเครดิต ปลอม โดยใช้วิธีขโมยข้อมูลบัตรเครดิตผ่านทางสายโทรศัพท์ (wire&amp;nbsp; tapping)  ของบุคคลอื่น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะใช้เครื่องแปลงข้อมูลลงในบัตรใหม่  โดยมีการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมหรือหนังสือเดินทางปลอมใช้ควบคู่กับ  บัตรเครดิตที่ปลอมขึ้นและนำไปใช้ในทางทุจริต  มีข้อมูลตัวเลขความเสียจากการปลอมแปลงบัตรเครดิตในประเทศอังกฤษ  จากองค์กรชื่อ APAC  ซึ่งเป็นองค์กรทางด้านธุรกรรมทางการเงินได้สรุปรายงานล่าสุดออกมาเกี่ยวกับ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากบัตรปลอมที่ทำขึ้นเลียนแบบบัตร จริงที่ออกโดยหน่วยงานในประเทศอังกฤษ  ตัวเลขในรายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายในปี พ.ศ.  2552ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอังกฤษมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2551 19%  หรือคิดเป็น36.9 ล้านปอนด์  ในขณะที่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนอกประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 17%  หรือคิดเป็น 132.9 ล้านปอนด์ (รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จาก  www.cardwatch.org.uk )จากปัญหาดังกล่าวเนคเทคจึงได้วิจัยพัฒนา  “เครื่องตรวจสอบบัตรเครดิตปลอม”&amp;nbsp; ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;  &lt;img border="0" height="240" src="http://www.nstda.or.th/images/20100810-3cs_nwi007.jpg" title="เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม" width="320" /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;  &amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เครื่องตรวจสอบบัตรเครดิตปลอม”  เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งจากผลงานวิจัยของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโท นิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ นำโดย ดร.ศรัณย์  สัมฤทธิ์เดชขจร และ นายยุทธนา อินทรวันณี ที่ได้ผสมผสานความรู้ทางด้านแสง  อิเล็กทรอนิกส์ และ ซอฟท์แวร์ เข้าด้วยกัน ทั้งยังได้จดสิทธิบัตรคุ้มครอง  และ มีผลการทดสอบที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการระดับสากลในวารสารวิชาการ  Applied Optics เดือน ธันวาคม 2552 และ กุมภาพันธ์ 2553&lt;br /&gt;เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอมที่ทางหน่วยฯ  ได้พัฒนาขึ้นสามารถตรวจสอบตัวบัตรเครดิตได้ว่าเป็นบัตรเครดิตจริงหรือปลอม  โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลที่เก็บอยู่ในภายแถบแม่เหล็กหรือชิป  ทำให้ปราศจากข้อกังวลในเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล  เครื่องตรวจบัตรเครดิตรุ่นนี้ได้ผ่านการทดสอบในงานแสดงสินค้า ComMart  โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และ บริษัท  บัตรกรุงไทย จำกัด (KTC) มาแล้ว  ปัจจุบันหน่วยงานตรวจสอบบัตรเครดิตของบริษัท บัตรกรุงไทย (มหาชน) จำกัด  และของธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีเครื่องรุ่นนี้ไว้ใช้แล้ว นอกจากนี้ทางหน่วยฯ  ยังได้ขายสิทธิ์การผลิตให้แก่บริษัท นิวเวฟไอเดียส์ จำกัด  เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป  อนึ่งสำหรับบัตรเครดิตปลอมที่ตรวจสอบได้หมายถึงบัตรเครดิตที่ตัวบัตรเป็นของ ปลอม ไม่ใช่บัตรเครดิตจริงที่ถูกขโมยมา&lt;br /&gt;คุณสมบัติเบื้องต้น:&lt;br /&gt;&lt;table border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr style="background-color: #99ffff;"&gt;    &lt;td style="font-size: 12px;"&gt;     &amp;nbsp;ชนิดของบัตรเครดิต &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;    &lt;td&gt;     &amp;nbsp;VISA, MasterCard&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;tr style="background-color: #cce9fd;"&gt;    &lt;td style="font-size: 12px;"&gt;     &amp;nbsp;ความถูกต้อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;    &lt;td&gt;     &amp;nbsp;100%&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;tr style="background-color: #99ffff;"&gt;    &lt;td style="font-size: 12px;"&gt;     &amp;nbsp;เวลาที่ใช้ในการตรวจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;    &lt;td&gt;     &amp;nbsp;&amp;lt; 0.5 วินาที&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;tr style="background-color: #cce9fd;"&gt;    &lt;td style="font-size: 12px;"&gt;     &amp;nbsp; ขนาด (กxยxส) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;    &lt;td&gt;     &amp;nbsp; 9x17x10 ซม.3&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;tr style="background-color: #99ffff;"&gt;    &lt;td style="font-size: 12px;"&gt;     &amp;nbsp;แรงดันไฟฟ้าที่ต้องการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/td&gt;    &lt;td&gt;     &amp;nbsp;9-15 VDC, 1000 mA&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt; &lt;/table&gt;&amp;nbsp;ลักษณะเด่น:&amp;nbsp; ขนาดกะทัดรัด ใช้งานง่าย ประหยัดพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้งาน: เพียง เปิดเครื่องฯ  จากนั้นเสียบบัตรเครดิตที่ต้องการตรวจสอบเข้าช่องเสียบบัตร  แล้วสังเกตหน้าจอแสดงผล หลังจากที่ระบบประมวลผลเสร็จ  ตัวอักษรสีเขียวจะปรากฏบนหน้าจอ สำหรับกรณีบัตรเครดิตที่ตัวบัตรเป็นของจริง  แต่จะปรากฏเพียงแถบสีเขียวหรือหน้าจอว่างกรณีที่ตัวบัตรเป็นของปลอม&lt;br /&gt;ทำไมต้องตรวจสอบบัตรเครดิตด้วยเครื่องตรวจบัตรเครดิต? จริงๆ  แล้วบัตรเครดิตทั้งของ VISA และ MasterCard  มีเอกลักษณ์ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าสำหรับใช้จำแนกบัตรเครดิตจริงออก จากบัตรเครดิตปลอมอยู่ 5 ตำแหน่ง ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;   ชื่อผู้ถือบัตร และ ตัวเลข 16 หลัก ซึ่งบ่งบอกชนิดของบัตร และ หน่วยงานที่เป็นผู้ออกบัตรให้&lt;/li&gt;&lt;li&gt;   สัญลักษณ์ของบัตรเครดิต เช่น VISA และ MasterCard ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;   บริเวณเก็บข้อมูล เช่น แถบแม่เหล็ก และ ชิป รวมไปถึงตัวเลข 3 หลัก ที่อยู่ด้านหลังบัตรเครดิต&lt;/li&gt;&lt;li&gt;   ฮอโลแกรม หรือ รูปที่พิมพ์อยู่บนแถบโลหะ  ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีหรือรูปร่างไปมาได้เมื่อมุมของการสังเกตหรือมุมของแสง  เปลี่ยนไป สำหรับบัตร VISA จะเป็นรูปนก ส่วนบัตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; MasterCard  จะเป็นรูปลูกโลก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;   ภาพเรืองแสงบนตัวบัตรเมื่อมีแสงแบล๊คไลท์ส่่องไปยังตัวบัตร&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;table border="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;    &lt;td align="center"&gt;     &amp;nbsp;&lt;img border="0" height="187" src="http://www.nstda.or.th/images/20100810-visa.jpg" title="visa-card-1" width="223" /&gt;&lt;/td&gt;    &lt;td align="center"&gt;     &amp;nbsp;&lt;img border="0" height="187" src="http://www.nstda.or.th/images/20100811-visa.jpg" title="visa-card-2" width="237" /&gt;&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;    &lt;td align="center" style="font-size: 12px;"&gt;     &amp;nbsp;เอกลักษณ์ภายนอกที่ได้จากบัตรเครดิตจริง&lt;/td&gt;    &lt;td align="center"&gt;     &amp;nbsp; เอกลักษณ์ภายนอกที่ได้จากบัตรเครดิตปลอม&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt; &lt;/table&gt;&lt;br /&gt;ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลให้เอกลักษณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่บน ตัวบัตรเครดิตปลอมเช่นกัน  เพียงแต่ส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดในระดับไมโครเมตรหรือนาโนเมตรที่แตกต่างกัน ออกไป ซึ่งเกินความสามารถของตามนุษย์ที่จะแยกแยะความแตกต่างนี้ได้  เนื่องจากแสงมีความถี่สูง หรือ ความยาวคลื่นต่ำ ในระดับนาโนเมตร  เครื่องตรวจบัตรเครดิตที่ใช้การผสมผสานความรู้สามแขนงเข้าด้วยกันตามที่ได้ อธิบายข้างต้น  จึงสามารถแยกแยะความแตกต่างเบื้องต้นและแสดงให้เห็นได้ว่าตัวบัตรเครดิตที่  กำลังตรวจสอบนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&lt;br /&gt;ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการฝ่าย หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค&lt;br /&gt;081-4326928 เบอร์โทรศัพท์ 025646900ต่อ2102 E-mail   &lt;script language="JavaScript" type="text/javascript"&gt; &lt;!-- var prefix = '&amp;#109;a' + 'i&amp;#108;' + '&amp;#116;o'; var path = 'hr' + 'ef' + '='; var addy15254 = 's&amp;#97;r&amp;#117;n.s&amp;#117;mr&amp;#105;dd&amp;#101;tchk&amp;#97;j&amp;#111;rn' + '&amp;#64;'; addy15254 = addy15254 + 'n&amp;#101;ct&amp;#101;c' + '&amp;#46;' + '&amp;#111;r' + '&amp;#46;' + 'th'; document.write( '&lt;a ' + path + '\'' + prefix + ':' + addy15254 + '\'&gt;' ); document.write( addy15254 ); document.write( '&lt;\/a&gt;' ); //--&gt;\n &lt;/script&gt;&lt;a href="mailto:sarun.sumriddetchkajorn@nectec.or.th"&gt;sarun.sumriddetchkajorn@nectec.or.th&lt;/a&gt; &lt;script language="JavaScript" type="text/javascript"&gt; &lt;!-- document.write( '&lt;span style=\'display: none;\'&gt;' ); //--&gt; &lt;/script&gt;&lt;span style="display: none;"&gt;This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it  &lt;script language="JavaScript" type="text/javascript"&gt; &lt;!-- document.write( '&lt;/' ); document.write( 'span&gt;' ); //--&gt; &lt;/script&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์ เนคเทค (10 ส.ค.53)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-9205806809267988011?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/9205806809267988011/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/9205806809267988011'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/9205806809267988011'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-2036648081246390044</id><published>2010-08-31T07:52:00.000-07:00</published><updated>2010-08-31T07:52:07.275-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><title type='text'>เรือดำน้ำประหยัดพลังงาน 100%</title><content type='html'>&lt;a href="http://mcot-image01.mcot.gtis.co.th/content/images/stock/image_20100829122744BC50C861-DBAC-FCC9-0BFD022E475A9316.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="206" src="http://mcot-image01.mcot.gtis.co.th/content/images/stock/image_20100829122744BC50C861-DBAC-FCC9-0BFD022E475A9316.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://mcot-image01.mcot.gtis.co.th/content/images/stock/image_20100829122736BC50A7AB-DEEE-4A68-4C6E6176EA7034E6.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="214" src="http://mcot-image01.mcot.gtis.co.th/content/images/stock/image_20100829122736BC50A7AB-DEEE-4A68-4C6E6176EA7034E6.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรือดำน้ำ&lt;b&gt; "Scubster"&lt;/b&gt; สัญชาติฝรั่งเศส ประหยัดพลังงานได้ถึง 100% เพราะขับเคลื่อนโดยใช้คนปั่น&amp;nbsp; เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;b&gt; EndlessFlyers association &lt;/b&gt;กับ อีกสองมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีในฝรั่งเศส&amp;nbsp;  และสองหน่วยงานนี้จะเป็นตัวแทนจากฝรั่งเศสทีมแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันเรือ ดำน้ำระดับโลกที่จะจัดขึ้นที่อเมริกาอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา &lt;b&gt;สำนักข่าวไทย &lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-2036648081246390044?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/2036648081246390044/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2010/08/100.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2036648081246390044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2036648081246390044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2010/08/100.html' title='เรือดำน้ำประหยัดพลังงาน 100%'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-4479628108610595913</id><published>2009-05-05T09:09:00.001-07:00</published><updated>2009-05-05T09:14:54.645-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พลังงาน'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>ดวลปืน "เฟอร์มิแล็บ-เซิร์น" ตามล่าหา "อนุภาคพระเจ้า" ใครจะเจอก่อนกัน?</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;อาจจะไม่เร้าใจ เหมือนการดวลปืนของคาวบอย แต่การแข่งขันตามล่าหา "ฮิกกส์" ของห้องปฏิบัติการ "เฟอร์มิแล็บ" จากฟากสหรัฐฯ และ "เซิร์น" จากฝั่งยุโรป ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดานักฟิสิกส์ไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1179876"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 561px; CURSOR: hand; HEIGHT: 373px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1179876" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1179877"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 334px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1179877" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; อาจจะไม่เร้าใจ เหมือนการดวลปืนของคาวบอย แต่การแข่งขันตามล่าหา "ฮิกกส์" ของห้องปฏิบัติการ "เฟอร์มิแล็บ" จากฟากสหรัฐฯ และ "เซิร์น" จากฝั่งยุโรป ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดานักฟิสิกส์ไม่น้อย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              สำนักข่าวเอพีระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว เครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอน (Tevatron) ของห้องปฎิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคเฟอร์มิแห่งสหรัฐอเมริกา (Fermi National Accelerator Laboratory) หรือเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ในชานเมืองชิคาโก สหรัฐฯ กับเครื่องอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ของเซิร์น (CERN) ล้วนแข่งขัน เพื่อหาหลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของอนุภาคที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs) หรือที่รู้จักกันว่า "อนุภาคพระเจ้า" ซึ่งเชื่อว่าเป็นอนุภาคที่ก่อมวลให้กับสสารที่สร้างขึ้นเป็นเอกภพ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "อนุภาคดังกล่าว กลายเป็นเหมือนจอกศักดิ์สิทธิ์ของวงการฟิสิกส์พลังงานสูงมากว่า 30 ปี" โจ ลิคเกน (Joe Lykken) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของเฟอร์มิแล็บให้ความเห็น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;               เอพีระบุต่อว่าเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ปรากฏหลักฐานว่า อนุภาคฮิกกส์จะได้รับการค้นพบ โดยนักวิทยาศาสตร์จากเซิร์นซึ่งประจำอยู่ที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไม่ ใช่ที่เฟอร์ลิแล็บ ซึ่งลิคเกนก็ยอมรับว่า ผู้คนต่างหัวเราะในแนวคิดที่เฟอร์มิแล็บจะค้นพบอนุภาคฮิกกส์ โดยเครื่องเร่งอนุภาคของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อตามหาอนุภาคฮิกก์ส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ทั้งนี้ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งปัจจุบันคือเครื่องเร่งอนุภาคให้ชนกันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีสมรรถนภาพสูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอนมาก อีกทั้งยังเริ่มเดินเครื่องได้อย่างประทับใจคนทั่วโลกเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา โดยยิงลำอนุภาคโปรตอนด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง เข้าสู่ท่อลำเลียงลำอนุภาคของเครื่องเร่งในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี เพียงอาทิตย์กว่าๆ ให้หลังก็ต้องหยุดเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี เนื่องจากเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความผิดพลาดในการต่อสายไฟจนเป็นเหตุให้อุปกรณ์หลอมละลาย แต่ในเดือนนี้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเผยว่า ได้ซ่อมแซมและเพิ่มความปลอดภัยเพื่อป้องกันไฟไหม้อีกครั้ง โดยจะแล้วเสร็จในปลายเดือน ก.ย.นี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             ทางด้านนักวิทยาศาสตร์เฟอร์มิแล็บกล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคของพวกเขาก็เดินเครื่องไปได้ดี ซึ่งเพิ่มความหวังในการทดลองที่จะเกิดขึ้น คือการยิงลำอนุภาคโปรตรอนให้ชนกับลำปฏิโปรตรอน (antiproton) ว่าจะให้ผลเป็นอนุภาคฮิกก์สออกมา และดูเหมือนว่าการทดลองดังกล่าว จะเป็นหนทางในการใช้เงินอย่างชาญฉลาดด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              " เรากำลังพิจารณางบประมาณมหาศาล ที่ถูกตัดออกไปเมื่อปีก่อน และตอนนี้เรามีความหวังที่จะได้รับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังเร่งรีบที่จะหาวิธีใช้ประโยชน์เครื่องเร่งอนุภาคของเราให้ได้มากที่ สุด" ลิคเกนกล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ส่วน ดีมิทรี เดนิซอฟ (Dmitri Denisov) นักวิทยาศาสตร์ของเฟอร์มิแล็บกล่าวว่า มี ความเป็นไปได้ ที่เป็นเฟอร์มิแล็บจะพบอนุภาคฮิกก์สอยู่ 50-90% และเชื่อว่าพวกเขามี "ของจริง" และโอกาสที่พิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้ว คาดว่าจะพบอนุภาคฮิกก์สได้ก่อนปี 2553 หรือ 2554 &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับในสังคมวิทยาศาสตร์ว่า การค้นพบอนุภาคฮิกก์สจะทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "เรามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้จริงๆ เพื่อมีโอกาสดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมค้นหาที่บ้าคลั่ง" ความเห็นของ จาโคโบ โกนิกส์เบิร์ก (Jacobo Konigsberg) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ซึ่งทำงานอยู่ที่เฟอร์มิแล็บ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ตาม เขาและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งผู้ทำงานที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ได้ลดความสำคัญที่จะพูดเรื่องการแข่งขันลง แต่พุ่งเป้าไปยังงานที่นักวิทยาศาสตร์ต้องทำว่ามากเพียงใด รวมถึงความร่วมในการแบ่งปันข้อมูลกันโดยไม่ลังเล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ความเป็นมิตรระหว่างนักวิทยาศาสตร์จาก 2 ห้องปฏิบัติการ ที่แข่งขันหาสิ่งเดียวกันฉายชัดในเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของเฟอร์มิแล็บเอง ต่างก็ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ กับการทดสอบเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีครั้งใหญ่และครั้งแรก โดยที่แต่ละคนยังอยู่ในชุดนอน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "มันไม่ใช่การแข่งขัน จริงๆ นะ" ความเห็นของ ฮาร์วีย์ นิวแมน (Harvey Newman) ศาสตราจารย์ฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย หรือ คาลเทค (Caltech) ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่นำให้เกิดการวิจัยที่เซิร์น และกล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคของเฟอร์มิแล็บ มีกำลังเพียงพอที่จะแสดงความเป็นไปได้ของอนุภาคฮิกก์ส แต่ไม่ได้ให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่ค้นหาได้นั้นคือการค้นพบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พ้องกับความเห็นของลิคเกน เพียงแต่บางรายละเอียดต่างไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "เทวาตรอนไม่อาจชี้ชัดในที่สุดได้ และเรายังต้องการแอลเอชซี ให้ฟันธงว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นคือฮิกก์สจริงๆ แต่ หากเฟอร์มิแล็บค้นพบมากอย่างที่น่าจะเป็นฮิกก์สได้จริงๆ ปฏิกริยาที่ตามมาคงคล้ายแฟนทีมเบสบอลแสดงออกต่อชนะของทีมในดวงใจ และจะเป็นชัยชนะอันเหลือเชื่อสำหรับโครงการของสหรัฐฯ ที่ใช้เครื่องเร่งอนุภาคพลังงานต่ำที่เฟอร์มิแล็บ แล้วสร้างการค้นพบนี้" ลิคเกนกล่าว.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา &lt;/span&gt;&lt;a href="http://manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-4479628108610595913?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/4479628108610595913/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post_8998.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4479628108610595913'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4479628108610595913'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post_8998.html' title='ดวลปืน &quot;เฟอร์มิแล็บ-เซิร์น&quot; ตามล่าหา &quot;อนุภาคพระเจ้า&quot; ใครจะเจอก่อนกัน?'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-1458846890904844288</id><published>2009-05-05T09:05:00.000-07:00</published><updated>2009-05-05T09:08:31.839-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หุ่นยนต์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>สวิสทำหุ่นยนต์เลียนแบบแบคทีเรีย เล็กระดับไมโครเมตร</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000004720301.JPEG"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 600px; CURSOR: hand; HEIGHT: 350px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000004720301.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่มีความยาวเพียงระดับหลักสิบไมโครเมตรเท่านั้น ซึ่งทีมนักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ประดิษฐ์ขึ้นโดยเลียนแบบลักษณะของแบคทีเรีย ชนิดที่มีหางยาวคล้ายแส้สำหรับช่วยในการเคลื่อนที่ ซึ่งในอนาคตหวังว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ (ไซน์เดลี/IRIS)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       นักวิจัยสวิสสร้างหุ่นยนต์ขนาดเล็กระดับไมโครเมตรได้เป็นครั้งแรก เลียนแบบแบคทีเรีย อี โคไล เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงาน แต่อาศัยสนามแม่เหล็ก อนาคตหวังใช้เป็นตัวนำส่งยาเข้าร่างกายผู้ป่วยได้แม่นยำตรงจุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ศาสตราจารย์ แบรดลีย์ เนลสัน (Bradley Nelson) นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันการออกแบบหุ่นยนต์และระบบอัจฉริยะ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.iris.ethz.ch/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Institute of Robotics and Intelligent Systems: IRIS&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ประดิษฐ์หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วระดับไมโครเมตร โดยเลียนแบบให้มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น อี โคไล (E. coli) ซึ่งไซน์เดลีระบุว่า นักวิจัยตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในทางการแพทย์แห่งอนาคต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              หุ่นยนต์จิ๋วที่นักวิจัยสวิสรายนี้ประดิษฐ์ขึ้นมีชื่อเรียกว่า "เอบีเอฟส์" (Artificial Bacterial Flagella: ABFs) มีลักษณะคล้ายเกลียวสว่าน โดยมีหัวอยู่ตรงส่วนปลายด้านหนึ่ง มีขนาดยาวตั้งแต่ 25-60 ไมโครเมตร ซึ่งทำขึ้นเลียนแบบแบคทีเรียในธรรมชาติชนิดที่มีแฟลกเจลลา (Flagella) หรือ มีหางยาวคล้ายแส้ สำหรับช่วยในการเคลื่อนที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ทว่าส่วนแฟลกเจลลาของแบคทีเรีย ที่มีอยู่ในธรรมชาติมักมีความยาวแค่ 5-15 ไมโครเมตร และมีเพียงบางชนิดที่มีแฟลกเจลลายาวเกิน 20 ไมโครเมตร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              นักวิจัยประดิษฐ์หุ่นยนต์จิ๋ว หรือแบคทีเรียเทียมดังกล่าวได้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีการคิดค้นพัฒนา กันมา โดยทำขึ้นจากวัตถุดิบที่ประกอบด้วยแผ่นบางเฉียบของธาตุอินเดียม, แกลเลียม, อาร์เซนิก และโครเมียม ที่ซ้อนกันหลายๆ ชั้น และสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยเทคนิคการม้วนตัวเอง จากรูปร่างที่มีลักษณะเป็นเกลียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              รูปร่างเกลียวนี้เกิดขึ้นเองทันที หลังจากที่นักวิจัยดึงโครงร่างออกจากแผ่นโลหะที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น อันเนื่องมาจากโมเลกุลของโลหะหลายชนิดที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างหลายชั้น และรูปแบบการขดตัวเป็นเกลียว ก็ขึ้นอยู่กับความหนาและตำแหน่งการจัดวางชั้นของแผ่นโลหะวัตถุดิบโดยตรง ทำให้นักวิจัยสามารถกำหนดขนาดหรือทิศทางการหมุนของเกลียวหางได้ตามที่ต้อง การ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             สำหรับบริเวณที่เป็นส่วนหัวของหุ่นยนต์จิ๋วนั้น ทำจากแผ่นฟิล์ม 3 ชั้น ของโลหะโครเมียม นิเกิล และทอง โดยนำไปประกอบติดที่ส่วนปลายด้านใดด้านหนึ่งของเกลียว กลายเป็นหุ่นยนต์ขนาดไมโครเมตร ที่มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียมีหางแส้ดังกล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              นิ เกิลที่เป็นองค์ประกอบของส่วนหัวนั้น มีคุณสมบัติแม่เหล็กอ่อนๆ ขณะที่โลหะชนิดอื่นที่เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ไม่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก ส่วนหัวของหุ่นยนต์จิ๋ว จึงทำให้ตัวมันสามารถเคลื่อนที่ไปตามทิศทางในสนามแม่เหล็กได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ทีมวิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ช่วยบังคับหุ่นยนต์เอบีเอฟส์ให้เคลื่อนที่ไปทุกทิศทางด้วยสนามแม่เหล็ก ได้ โดยไม่ต้องอาศัยพลังงาน รวมทั้งเคลื่อนที่ไปในน้ำหรือของเหลวได้ด้วย โดยสามารถทำให้เคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วประมาณ 20 ไมโครเมตรต่อวินาที ขณะที่ อี โคไล เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 30 ไมโคเมตรต่อวินาที ซึ่งศาสตราจารย์เนลสันตั้งใจว่าจะพัฒนาให้หุ่นยนต์แบคทีเรียเคลื่อนที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่า 100 ไมโครเมตรต่อวินาที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ศาสตราจารย์เนลสันบอกว่าพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋ว ที่มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียในธรรมชาติก็เพื่อจะนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ในอนาคต เช่น ใช้ในการนำส่งยา กำจัดคราบที่อุดตันในเส้นเลือด หรือปรับปรุงโครงสร้างของเซลล์ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังต้องศึกษาและพัฒนาต่อไปอีกหลายขั้น ก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงกับผู้ป่วยได้ คือจะทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ปรับปรุงในเรื่องของการบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ การติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ และการระบุตำแหน่งของหุ่นยนต์ได้อย่างถูกต้องตลอดเวลา เช่น หากใช้นำส่งยา หุ่นยนต์จะต้องเคลื่อนที่ไปได้ถูกทิศทาง และปลดปล่อยยาออกมาได้ตรงกับจุดที่ต้องการให้ตัวยาเข้าถึงได้อย่างแม่นยำ.&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา  &lt;/span&gt;&lt;a href="http://manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-1458846890904844288?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/1458846890904844288/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post_7109.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1458846890904844288'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1458846890904844288'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post_7109.html' title='สวิสทำหุ่นยนต์เลียนแบบแบคทีเรีย เล็กระดับไมโครเมตร'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-5312978730472956643</id><published>2009-05-05T08:58:00.000-07:00</published><updated>2009-05-05T09:04:45.206-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอมพิวเตอร์ software'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น</title><content type='html'>&lt;a href="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1181653"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 409px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1181653" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.duke.edu/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Duke University&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการ สร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลาย เชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nih.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;National Institutes of Health&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.pnas.org/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ โดย ปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยา หรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่ง ในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิด อื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไป ได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้อง แล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่าย ดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบ ของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บ โดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไก ของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา &lt;/span&gt;&lt;a href="http://manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-5312978730472956643?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/5312978730472956643/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post_05.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5312978730472956643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5312978730472956643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post_05.html' title='นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-8652096143895958512</id><published>2009-05-05T08:54:00.000-07:00</published><updated>2009-05-05T08:57:09.213-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มือถือ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://news.mcot.net/_images/MNewsImages_90409.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://news.mcot.net/_images/MNewsImages_90409.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; วอชิงตัน 24 เม.ย.-นักออกแบบผลิตภัณฑ์ชาวเดนมาร์กพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะนอกจากตัวเครื่องจะทำมาจากไม้ไผ่แล้ว ภายในยังมี เมล็ดพันธุ์ไม้ไผ่บรรจุอยู่ถ้านำตัวเครื่องที่ใช้จนเสียไปกลบฝังในดินก็จะ ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้างในงอกออกมาเป็นต้นได้&lt;br /&gt;นักออกแบบรายนี้มีชื่อ ว่า เกิร์ท แจน แวน บรูเจล เขาตั้งใจออกแบบโทรศัพท์มือถือให้ย่อยสลายได้ง่าย และเมื่อใช้จนเสียแล้ว ก็สามารถงอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ได้ด้วย  เพื่อจะได้ลดจำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีน้อยลง  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โทรศัพท์มือถือรุ่น นี้ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้า  เพราะด้านหลังของเครื่องจะมีข้อต่อเอาไว้หมุนให้พลังงาน  ถ้าหมุนข้อต่อครบ 3 นาที จะช่วยให้ตัวเครื่องมีพลังงานเพียงพอสำหรับการรับส่งข้อความสั้น หรือโทรเข้าโทรออกได้ชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องนำแบตเตอรี่ไปชาร์จไฟอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;หลายฝ่ายคาดว่า โทรศัพท์มือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอีกไม่ กี่ปีข้างหน้า  เนื่องจากผู้บริโภคต่างใส่ใจในปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้น  ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังได้เห็นบริษัทผู้ผลิตมือถือหลายแห่งเปิดตัว โทรศัพท์มือถือทั้งในแบบที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์  ไปจนถึงตัวเครื่องที่ทำมาจากขวดพลาสติกรีไซเคิล  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แต่เนื่องจาก โทรศัพท์มือถือเหล่านี้มักมีราคาที่แพงกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วไป  ดังนั้น จึงยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่า ถ้ามีการวางขายอย่างจริงจัง  โทรศัพท์มือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ ซื้อหรือไม่ ผลการศึกษาจาก Strategy Analytics  พบว่า  ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในสหรัฐและยุโรป ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อมือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ส่วนกลุ่มที่ซื้อก็ยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ลูกเล่นในตัวเครื่องและรูปทรงการออกแบบ  ถ้าเป็นมือถือในแบบที่เชยเกินไปหรือไม่มีลูกเล่นการใช้งาน แม้จะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ก็คงไม่จูงใจให้ผู้บริโภคอยากซื้อมาใช้  เช่น โทรศัพท์มือถือที่ทำจากไม้ไผ่ของเกิร์ท แจน แวน บรูเจล ที่สามารถใช้งานได้แค่โทรเข้าโทรออกและส่งข้อความสั้นเท่านั้น.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา &lt;/span&gt;&lt;a href="http://news.mcot.net/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำนักข่าวไทย&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-8652096143895958512?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/8652096143895958512/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/24.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8652096143895958512'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8652096143895958512'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/24.html' title=''/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-1683911984691615063</id><published>2009-05-05T08:49:00.000-07:00</published><updated>2009-05-05T08:54:20.899-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สัตว์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>เกาหลีใต้โคลนนิงสุนัขเรืองแสง</title><content type='html'>&lt;a href="http://news.mcot.net/_images/MNewsImages_91209.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://news.mcot.net/_images/MNewsImages_91209.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โซล 29 เม..ย.- นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ในเกาหลีใต้ ได้เพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงออกมาเป็นสีแดง โดยใช้เทคนิคการลอกแบบพันธุกรรม หรือโคลนนิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกสุนัขสายพันธุ์บีเกิล 4 ตัว ที่ได้รับการโคลนนิ่ง ถูกเรียกว่า “ Ruppy “ ย่อมาจาก “ Ruby Puppy “ หรือแปลเป็นไทยว่า “ ลูกสุนัขสีแดงทับทิม “ โดยนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ได้นำโปรตีนเรืองแสงตัดต่อเข้าไปในลูกสุนัขเหล่า นี้ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่ในห้องทดลอง จากนั้น จึงนำตัวอ่อนซึ่งเป็นลูกสุนัขโคลนนิงฝังเข้าไปในท้องแม่สุนัข&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;จน กระทั่งพวกมันถือกำเนิดออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2550 นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่า ลูกสุนัขเหล่านี้เปล่งแสงออกมาเป็นสีแดงได้จริงเมื่ออยู่ภายใต้แสงอุลตรา ไวโอเลต แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด ก็จะเห็นผิวและอุ้งเท้าของมันเป็นสีชมพู &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตามปกติ สุนัขจะเป็นสัตว์ที่ไม่มียีนเรืองแสงในร่างกาย ผลการวิจัยครั้งนี้ จึงนับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการตัดต่อยีนต่างเผ่าพันธุ์ใส่เข้าไปในสุนัข จนทำให้พวกมันเรืองแสงออกมาได้ ก่อให้เกิดความหวังว่า ในอนาคตอาจมีการนำยีนที่เชื่อมโยงกับโรคภัยไข้เจ็บในมนุษย์ เช่น โรคพาร์คินสัน ปลูกถ่ายเข้าไปสุนัข เพื่อการศึกษาวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการโคลนนิงในเกาหลีใต้บอกว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีการเพาะพันธุ์แมว หนู และลิงเรืองแสงมาแล้ว แต่การเพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงต้องใช้ความพยายามมากกว่า เพราะสุนัขถือเป็นสัตว์ที่รับการปลูกถ่ายยีนต่างเผ่าพันธุ์ได้ยากมาก. &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา สำนักข่าวไทย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-1683911984691615063?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/1683911984691615063/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1683911984691615063'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1683911984691615063'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='เกาหลีใต้โคลนนิงสุนัขเรืองแสง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-7988074837041389040</id><published>2009-04-06T09:01:00.000-07:00</published><updated>2009-04-06T09:03:35.339-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัตถุ'/><title type='text'>ทุ่มมา 12 ปี สหรัฐฯ พร้อมสร้างดวงอาทิตย์(จำลอง)บนโลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SdonoC67ExI/AAAAAAAAAY0/DreeQ5WzmLw/s1600-h/sun.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5321609478623925010" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 226px; CURSOR: hand; HEIGHT: 226px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SdonoC67ExI/AAAAAAAAAY0/DreeQ5WzmLw/s320/sun.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สหรัฐฯ เตรียมยิงเลเซอร์ยักษ์ 192 ตัวใส่ไฮโดรเจน สร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่เกิดในใจกลางดวงอาทิตย์ไว้บนโลก ก่ออุณหภูมิได้ 100 ล้านองศา หลังทุ่มเทเวลามากว่า 12 ปี โดยเริ่มต้นการทดลองได้ มิ.ย.นี้ นับเป็นความหวังสร้างโรงไฟฟ้าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่ให้พลังงานมหาศาล&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หน่วยงานการเผาไหม้เครื่องยนต์แห่งสหรัฐฯ (The US National Ignition Facility) หรือเอ็นไอเอฟ ได้จำลองความเป็นไปได้ในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้พลังงานสะอาดหมดจดได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า ห้องปฏิบัติการของสำนักงานแห่งนี้ จะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.52 ด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์จากเครื่องกำเนิดขนาดใหญ่ 192 ตัวไปที่ก้อนเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งหากการทดลองได้ผลต้องมีพลังงานได้ออกมากกว่าพลังงานที่ใส่ให้ระบบ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ดร.เอ็ด โมเซส (Dr.Ed Moses) ผู้อำนวยการเอ็นไอเอฟกล่าวว่า การทดลองนี้ถือเป็นหลักไมล์สำคัญ และพวกเขากำลังไปได้สวย ในการทดลองเพื่อควบคุมการเกิดปฏฺกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันอันคงที่ และให้พลังงานออกมาเป็นครั้งแรก โดยสหรัฐฯ ใช้เวลาถึง 12 ปีเพื่อสร้างเครื่องไม้เครื่องมือและเลเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดนี้ ซึ่งการทดลองจะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.52 นี้ และคาดว่าจะได้ผลที่แสดงนัยสำคัญออกมาในช่วงปี 2553-2555&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันนั้น ถูกมองว่าเป็นเหมือน "จอกศักดิ์สิทธิ์" ของแหล่งพลังงาน ในแง่ของศักยภาพที่จะให้พลังงานสะอาดอย่างเกือบไร้ขีดจำกัด แต่นักวิทยาศาสตร์ยังห่างไกล ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชิวชันที่ใช้งานได้ เชิงปฏิบัติมาหลายทศวรรษ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แต่ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่า พวกเขากำลังเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว โดยการทดลองหลายๆ อย่างทั่วโลก พุ่งเป้าไปที่การก่อสร้างอาคารสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ ในกระบวนการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันนั้น ไฮโดรเจนในรูปไอโซโทปที่หนักกว่าอย่าง "ดิวเทอเรียม" (deuterium) และ "ทริเทียม" (tritium) จะหลอมรวมกันกลายเป็นฮีเลียม ซึ่งดิวเทอเรียมนั้นพบได้ทั่วไปในน้ำทะเล ขณะที่ทริเทียมก็เตรียมได้จากลิเธียม ซึ่งเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปในดิน และเมื่อไอโซโทปเหล่านี้รวมกันที่อุณหภูมิสูง มวลเพียงเล็กน้อยจะสูญเสียไปและพลังงานมหาศาลจะถูกปล่อยออกมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในธรรมชาติปฎิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน เกิดขึ้นที่ใจกลางของดาวฤกษ์ โดยที่ความดันมหาศาลเนื่องจากความโน้มถ่วงทำให้เกิดปฏิกิริยาที่อุณหภูมิประมาณ 10 ล้านองศาเซลเซียส แต่ในที่ความดันต่ำกว่ามากอย่างบนโลก จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงกว่านั้นมาก คือประมาณ 100 ล้านองศาเซลเซียส เพื่อให้เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น โดยหน่วยงานเอ็นไอเอฟของสหรัฐฯ ได้มุ่งทำการทดลองนี้โดยอาศัยเลเซอร์ที่มีกำลังสูงอย่างยิ่งยวด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เมื่อเลเซอร์ทั้งหมดของเอ็นไอเอฟเผาไหม้ที่พลังงานเต็มที่ จะปล่อยพลังงานจากรังสีอัลตราไวโอเลต 1.8 เมกะจูลส์ไปยังเป้าหมาย" ดร.โมเซสอธิบาย โดยความเข้มของพลังงานจากเลเซอร์ที่เอ็นไอเอฟผลิตขึ้นนี้มากกว่าระบบเลเซอร์ที่เคยมีถึง 60 เท่า&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่อเกิดการเผาไหม้จะมีพัลส์ (pulse) สั้นๆ ไม่กี่ "นาโนวินาที" (nanosecond) หรือประมาณ 1 ในพันล้านของวินาที แต่ปล่อยพลังงานออกมา 500 แสนล้านวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ เสียอีก และพลังงานที่เข้มมากนี้จะพุ่งตรงไปยังก้อนพลังงานที่เป็นก้อนกลมๆ จากนั้นละลายผิวของก้อนพลังงานแล้วหลอมรวมวัสดุที่เหลืออยู่ภายใน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"กระบวนการนี้ทำให้เกิดอุณหภูมิเป็น 100 ล้านองศาและมีความดันสูงกว่าความดันอากาศบนโลกพันล้านเท่า ขับให้นิวเคลียสของไฮโดรเจนหลอมรวม แล้วปลดปล่อยพลังงานออกมามากกว่าพลังงานเลเซอร์ที่ใช้จุดให้เกิดปฏิกิริยาหลายเท่า" ดร.มอสส์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หากการทดลองได้ผล เอ็นไอเอฟจะทำให้ได้พลังงานมากกว่าที่ใส่ให้เลเซอร์เพื่อเริ่มต้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ 10-100 เท่า และการทดลองอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นว่าการทำให้เกิดพลังงานลักษณะนี้เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีใครให้ภาพได้ว่าพลังงานสุทธิที่จะได้รับนั้นเป็นเท่าใด.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ และภาพจาก BBC&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-7988074837041389040?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/7988074837041389040/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7988074837041389040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7988074837041389040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/12.html' title='ทุ่มมา 12 ปี สหรัฐฯ พร้อมสร้างดวงอาทิตย์(จำลอง)บนโลก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SdonoC67ExI/AAAAAAAAAY0/DreeQ5WzmLw/s72-c/sun.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-5135379658263299264</id><published>2009-04-06T08:57:00.000-07:00</published><updated>2009-04-06T09:00:43.768-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>"เอเลียน" ไม่ต้องตามหาไกล อาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/Sdom8kqMQII/AAAAAAAAAYs/kM-kHL0ys10/s1600-h/nasa.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5321608731766308994" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 226px; CURSOR: hand; HEIGHT: 170px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/Sdom8kqMQII/AAAAAAAAAYs/kM-kHL0ys10/s320/nasa.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; "เอเลียน" อาจไม่ได้มีอยู่แค่ต่างดาว นักฟิสิกส์สหรัฐฯ เชื่อ โลกเราน่าจะเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด มีรูปแบบชีวิตและคุณสมบัติทางชีวเคมี ต่างไปจากที่เราคุ้นเคย หลบซ่อนอยู่ข้างๆ เรา ซ้ำยังทดลองสร้าง "เอเลี่ยน" เพื่อดูพัฒนาการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ศ.พอล เดวีส์ (Prof. Paul Davies) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอาริโซนาสเตท (Arizona State University) สหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า โลกของเราอาจเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ที่มีรูปแบบชีวิตต่างไปจากชีวิตที่เรารู้จัก โดยชีวิตแปลกประหลาดเหล่านี้ อาจซ่อนตัวอยู่ในทะเลสาบที่เต็มไปด้วยสารหนูอันเป็นพิษ หรือน้ำเดือดจากช่องเล็กๆ ที่ระบายความร้อน (hydrothermal vents) ใต้ทะเลลึก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บีบีซีนิวส์รายงานว่า ศ.เดวีส์เสนอความเห็นดังกล่าว ระหว่างการประชุมของสมาคมอเมริกัน เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (Association for the Advancement of Science: AAAS) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อกลางเดือน ก.พ.52 ที่ผ่านมา ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เราไม่จำเป็นต้องไปดาวอื่น เพื่อหาสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดแต่อย่างใด เราอาจเริ่มต้นจากปลายจมูก หรือแม้แต่ในจมูกของเรานี่เอง มีเหตุผลเป็นไปได้ที่คาดหวังได้ว่า เราจะพบแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต ที่หลบซ่อนอยู่บนโลกนี่เอง แต่ไม่มีใครบากบั่นที่จะค้นหา คำถามคือทำไมล่ะ? ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงมาก อาจจะเป็นแค่เศษเสี้ยวของเงินที่เราใช้เพื่อค้นหาชีวิตต่างดาวด้วยซ้ำ" ศ.เดวีส์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ นักฟิสิกส์จากอาริโซนาสเตทเชื่อว่า น่าจะมีวิวัฒนาการของชีวิตบนโลกมานานแล้ว และลูกหลานของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ก็อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ใน "ชาโดว์ไบโอสเฟียร์" (shadow biosphere) หรือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ และหลุดรอดจากการตรวจจับจากเรดาร์ของเราไปได้ เพราะรูปแบบของชีวเคมีที่แตกต่างจากเรามาก &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เขาเชื่อด้วยว่า กล้องจุลทรรศน์ที่มีอยู่นั้น เหมาะสมเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จัก จึงไม่มีใครเคยพบจุลินทรีย์ที่มีชีวเคมีต่างไป และอาจก็ไม่อาจคาดเดาหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดนี้ ซึ่งความเป็นไปได้อันไม่จำกัด ทำให้ยากต่อการตามหา อย่างไรก็ดีเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นน่าจะมีดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอ หากแต่รหัสพันธุกรรม หรือกรดอะมิโนที่มีต่างไปจากที่เราคุ้นเคย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ศ.เดวีส์กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าหนึ่งในธาตุที่ก่อให้เกิดเป็นสิ่งมีีชีวิต อย่างคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส นั้นอาจถูกแทนที่ด้วยธาตุอย่างอื่น แล้วกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างไปจากเราอย่างมาก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“พอผมพูดอย่างนี้ ทุกๆ คนคงคิดถึงสิ่งมีชีวิตที่มีซิลิกอนเป็นองค์ประกอบทันที จากอิทธิพลของหนังเรื่องสตาร์เทรค แต่ผมไม่พูดถึงอะไรที่เป็นนิยายแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น สารหนูซึ่งมีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบนั้นเป็นพิษต่อมนุษย์ แต่อาจเป็นโครงสร้างของจุลินทรีย์ได้" ศ.เดวีส์ระบุ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เคยพบมาก่อนบนโลกนี้ ศ.เดวีส์แนะนำว่า อย่างแรกเราควรเริ่มจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย อาทิ ทะเลทราย ทะเลสาบที่เค็มจัด บริเวณที่มีความกดอากาศสูง อุณหภูมิร้อนจัดและมีปริมาณรังสียูวีมาก ซึ่งปฏิบัติการตามล่าหาสิ่งมีชีวิตเอเลียนนี้มีสถานที่มากมายให้ค้นหา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ยกตัวอย่างเช่น หากเราตามหาสิ่งมีชีวิตที่อิงกับสารหนู เราก็มุ่งหน้าไปยังสิ่่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารหนู และมีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ อย่างในช่องระบายความร้อนใต้ทะเลลึก เป็นต้น" ศ.เดวีส์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เขาบอกด้วยว่าที่แคลิฟอร์เนียมีทะเลสาบโมโน (Mono Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีการปนเปื้อนของสารหนูในปริมาณมาก และให้ความเห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่อิงต่อสารหนูนั้น สูบสารหนูเข้าสู่ตัวเองแล้วปล่อยออกมา ไม่ใช่หายใจเข้าไป หรืออีกนับหนึ่งสิ่งมีชีวิตรูปแบบดังกล่าวล้วนอยู่รอบๆ ตัวเราและผสานเป็นส่วนหนึ่งของเรา จึงจำเป็นต้องแยกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นออกมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อีกวิธีที่จะประเมินได้ว่า มนุษย์ต่างดาว หรือ เอเลียนที่ซ่อนอยู่ในโลกของเรานั้นหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น ศ.สตีเฟน เบนเนอร์ (Prof.Steven Benner) จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) บอกว่า คือ การสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นขึ้นมาจากห้องปฏิบัติการด้วยตัวของเราเอง โดยเขาและทีมได้ร่วมกันสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกับรูปแบบของสิ่งมีชีิวิต ที่สร้างโดยมนุษย์ขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แม้ว่าสิ่งที่ทีมวิจัยของ ศ.เบนเนอร์สร้างขึ้นมาจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการป้อนอาหารของนักศึกษาที่ร่วมทีม แต่สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นก็มีวิวัฒนาการ โดยได้เปลี่่ยนแปลงเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ จากรหัสพันธุกรรมของเราที่มี 4 ตัว ไปเป็นรหัสพันธุกรรมที่มี 6 ตัว และทำสำเนาซ้ำได้ ด้วยเอนไซม์พอลิเมอเรสและความร้อนโดยธรรมชาติ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ส่วนงานขึ้นต่อไปคือการสร้างปัจจัยเพื่อให้การคัดเลือก โดยการเลือกภาวะกดดันให้กับสิ่งที่พวกเขาสร้างขึนมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อย่างไรก็ดี เขาได้ตั้งคำถามการนิยามถึงการมีชีวิตของคนเราเป็นมุมมองที่ยึดโลกเป็นศูนย์กลางมากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“จำไว้ว่า เพียงเพราะคุณคือระบบสารเคมีที่มีความมั่นคงในตังเอง และมีการวิวัฒนาการตามทฤษฎีของดาร์วิน นั่นไม่ได้หมายความว่า เป็นคำนิยามสิ่งมีชีวิตของเอกภพ" ศ.เบนเนอร์ให้ความเห็น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และภาพจาก NASA/BBC&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-5135379658263299264?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/5135379658263299264/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/blog-post_1678.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5135379658263299264'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5135379658263299264'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/blog-post_1678.html' title='&quot;เอเลียน&quot; ไม่ต้องตามหาไกล อาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/Sdom8kqMQII/AAAAAAAAAYs/kM-kHL0ys10/s72-c/nasa.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-3362102579605736963</id><published>2009-04-06T08:51:00.001-07:00</published><updated>2009-04-06T08:55:58.017-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/Sdol4KFqO0I/AAAAAAAAAYk/7mOnz7jbqXY/s1600-h/resist.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5321607556402658114" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 196px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/Sdol4KFqO0I/AAAAAAAAAYk/7mOnz7jbqXY/s200/resist.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.duke.edu/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Duke University&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการสร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลายเชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nih.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;National Institutes of Health&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.pnas.org/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ โดยปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยาหรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่งในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิดอื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไปได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่ายดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บโดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไกของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-3362102579605736963?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/3362102579605736963/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/blog-post_06.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3362102579605736963'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3362102579605736963'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/blog-post_06.html' title='นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/Sdol4KFqO0I/AAAAAAAAAYk/7mOnz7jbqXY/s72-c/resist.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-5566152525699709394</id><published>2009-04-06T08:45:00.000-07:00</published><updated>2009-04-06T08:51:07.514-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>เศรษฐีซอฟต์แวร์ได้เบิ้ลเที่ยวอวกาศก่อนปิดกิจการ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SdokhlV9MdI/AAAAAAAAAYU/nZMmtBPI2f4/s1600-h/simone.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5321606069070148050" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 130px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SdokhlV9MdI/AAAAAAAAAYU/nZMmtBPI2f4/s200/simone.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ครั้งเดียวคงไม่พอ "ซิโมนี" เศรษฐีโปรแกรมอเมริกันผู้พัฒนาไมโครซอฟท์เวิร์ดและเอ็กเซล จ่ายอีก 1,250 ล้านบาท เพื่อท่องอวกาศรอบสอง ไม่แคร์วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถล่มสหรัฐฯ ส่งท้ายปิดกิจการทัวร์อวกาศของรัสเซีย โดยจะขึ้นไปพร้อมนักอวกาศที่จะขึ้นไปประจำบนสถานีอวกาศพฤหัสนี้ ส่วนเขาจะใช้เวลาอยู่นอกโลกนาน 2 สัปดาห์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ชาร์ลส ซิโมนี (Charles Simonyi) (คนซ้ายมือ) เศรษฐีอเมริกัน ผู้มีส่วนในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของไมโครซอฟท์ (Microsoft) จะกลายเป็นลูกทัวร์อวกาศคนแรก ที่ได้ขึ้นไปสถานีอวกาศถึง 2 ครั้ง เมื่อทะยานฟ้าไปพร้อมนักบินอวกาศมืออาชีพชาวสหรัฐฯ และรัสเซีย 2 คนในวันที่ 26 มี.ค.52 นี้ โดยนักบินอวกาศจะประจำอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลา 6 เดือน ขณะที่เศรษฐีอเมริกัน จะใช้เวลาชื่นชมบรรยากาศนอนกโลกเป็นเวลา 2 สัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;การท่องอวกาศรอบ 2 นี้ สำนักข่าวเอพีระบุว่า ซิโมนีได้จ่ายถึง 1,250 ล้านบาท ซึ่งรวมกับรายจ่ายครั้งก่อนแล้ว เขาใช้เงินไปกับการท่องนอกโลกกว่า 2,100 ล้านบาท และครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย ที่รัฐบาลรัสเซียจะอนุญาตให้มีลูกทัวร์ติดตามขึ้นไปบนสถานีอวกาศด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ด้วยวัย 60 ปีของซิโมนีนับเป็นผู้ที่อายุค่อนข้างมากที่ได้ท่องอวกาศ ขณะที่สถิติของผู้มีอายุมากที่สุดที่ได้ขึ้นไปสู่วงโคจรรอบโลกคือ จอห์น เกลนน์ (John Glenn') ผู้ท่องอวกาศขณะมีอายุ 77 ปี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ซิมอนีบอกกับภรรยาคนใหม่ ลิซา เปอร์ดอทเตอร์ (Lisa Persdotter) ชาวสวีเดนวัย 28 ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกที่เขาแต่งงานด้วยว่า การเดินทางสู่อวกาศครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเขา โดยได้บอกแผนการเดินทางดังกล่าวกับภรรยาคนใหม่ขณะหมั้นกัน และเธอก็สนับสนุนแผนการของเขาอย่างยิ่ง แต่มีข้อแม้ว่าอนุญาตให้เดินทางได้แค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ซิโมนี" เศรษฐีอเมริกันเชื้อชาติฮังการี ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในซีแอตเทิล เป็นหนึ่งใน 6 เศรษฐีที่ซื้อทัวร์อวกาศผ่านบริษัท "สเปซแอดเวนเจอร์ส" (Space Adventures) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเวอร์จิเนีย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ด้าน ไมค์ เซิร์ฟเฟอดินี (Mike Suffredini) ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศ ปฏิบัติกับกับซิโมนีเหมือนกันทุกๆ คนที่ขึ้นไปสถานีอวกาศ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ไปเยือน จะเข้าใจในข้อจำกัดภายใต้ความซับซ้อนของวงโคจร โดยเขาได้ให้ความเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ทุกคน เช่นเดียวกับที่ทำต่อนักบินอวกาศและสถานีอวกาศอวกาศเอง โดยค่อนข้างมีข้อจำกัดอย่างมากว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในสถานีอวกาศฝั่งของสหรัฐฯ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทางฟากเจ้าหน้าองค์การอวกาศรัสเซียประเมินว่า หลังจากปีนี้แล้วไม่น่าจะมีที่นั่งพอสำหรับลูกทัวร์อวกาศอีก นั่นเป็นเพราะลูกเรือของสถานีอวกาศได้เพิ่มจำนวน 2 เท่า กลายเป็น 6 คน โดยหวังว่า จะขยายพื้นที่รองรับได้ทันสิ้นเดือน พ.ค.นี้ อีกทั้งพื้นที่สำหรับนักบินมืออาชีพก็ถูกวางตำแหน่งไว้หมดแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หลังกลับจากทัวร์อวกาศครั้งแรก เพียง 2 สัปดาห์เมื่อเดือน เม.ย.50 ซิโมนีกล่าวว่า นักบินอวกาศรัสเซียบอกกับเขาว่า เป็นความแตกต่างและคุ้มค่ามากเพียงใด หากได้กลับไปเยือนอวกาศเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นเมื่อทัวร์อวกาศกำลังจะหยุดกิจการ เขาจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป และเนื่องจากการฝึกครั้งแรก ไม่ห่างจากการเดินทางครั้งนี้เท่าไหร่นัก เขาจึงได้รับสิทธิ์ในการย่นย่อตารางฝึกบิน ซึ่งปกติต้องใช้เวลา 6-8 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน และเขาจะกลับสู่โลก ในการเดินทางครั้งล่าสุดนี้วันที่ 7 เม.ย.52&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ผมมองดูว่า ครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากเที่ยวบินแรก เหตุผลก็เหมือนเดิม เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางด้านอวกาศ เพื่อสร้างความนิยมในเที่ยวบินอวกาศแก่พลเรือน และสื่อสารถึงความน่าตื่นเต้นของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไปยังเด็กๆ" ซิโมนีกล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ซิโมนี มีความสนใจในอวกาศตั้งแต่วัยเด็ก เขาเป็นตัวแทนนักบินอวกาศรุ่นเยาว์ของฮังการีเมื่ออายุ 13 และได้รางวัลในการเดินทางไปกรุงมอสโคว์ของรัสเซีย เพื่อพบกับหนึ่งในมนุษย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียต แต่ความสนใจในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้นำพาเข้าสู่สหรัฐอเมริกา และได้เป็นพลเมืองของสหรัฐฯ มา 27 ปีแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ เขาจบปริญญาเอกทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และได้พัฒนาโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ดและไมโครซอฟท์เอกเซล จากนั้นเขาได้ลาออกจากไมโครซอฟท์เมื่อปี 2545 และตั้งบริษัทอินเทอร์เนชันแนล ซอฟต์แวร์ (Intentional Software Corp.) และกองทุนชาร์ลซิโมนีเพื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Charles Simonyi Fund for Arts and Sciences)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่ออยู่ในวงโคจร ซิโมนีเสนอตัวที่จะทดลองทางการแพทย์ และการทดลองทางด้านรังสีขณะอยู่ในวงโคจร และจะใช้โปรแกรมวินโดว์สเพื่อบันทึกภาพของโลกไว้ ส่วนภรรยาซึ่งแต่งงานกันมาได้ 4 เดือน จะไปให้กำลังใจเขาที่ฐานปล่อยจรวดในคาซัคสถาน ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนๆ อีกนับสิบ แต่บิล เกตส์ (Bill Gates) จะไม่ได้ไปร่วมในวันนั้นด้วย.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ และภาพจากสำนักข่าว AP&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-5566152525699709394?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/5566152525699709394/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5566152525699709394'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5566152525699709394'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='เศรษฐีซอฟต์แวร์ได้เบิ้ลเที่ยวอวกาศก่อนปิดกิจการ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SdokhlV9MdI/AAAAAAAAAYU/nZMmtBPI2f4/s72-c/simone.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-8057336715058274591</id><published>2009-03-31T22:40:00.000-07:00</published><updated>2009-03-31T23:49:28.364-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอมพิวเตอร์ software'/><title type='text'>ไอบีเอ็มเผย 5 นวัตกรรม</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;ไอบีเอ็มเปิดเผยรายงานประจำปี "IBM Next Five in Five" ฉบับที่สาม ซึ่งแสดงรายการนวัตกรรมที่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนเราในช่วง 5 ปีข้างหน้า รายการดังกล่าวอ้างอิงแนวโน้มตลาดและแนวโน้มทางสังคมที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรารวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ จากห้องปฏิบัติการทั่วโลกของไอบีเอ็ม ซึ่งจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเหล่านี้ให้กลายเป็นจริง&lt;br /&gt;ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีดังต่อไปนี้:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่จะถูกติดตั้งไว้ตามพื้นถนน ผนังอาคาร และหน้าต่าง&lt;br /&gt;ท่านเคยสงสัยไหมว่าเราจะสามารถผลิตพลังงานได้มากเท่าไร หากมีการติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ตามทางเดิน ถนนหนทาง รางรถไฟ กำแพง หลังคา และหน้าต่าง ในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาไม่แพง ปัจจุบันวัสดุและกระบวนการผลิตเซลล์สุริยะหรือโซลาร์เซลล์ที่ใช้ในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ามีราคาแพงเกินกว่าที่จะสามารถนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ในอนาคต ปัญหาดังกล่าวจะไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไป เนื่องจากการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะทำผ่านเซลล์สุริยะแบบ “ฟิล์มบาง” (thin-film) ซึ่งเป็นชุดเซลล์สุริยะราคาประหยัดที่มีความบางกว่าเซลล์สุริยะแบบแผ่นซิลิคอนถึง 100 เท่า และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เซลล์สุริยะแบบฟิล์มบางนี้ถูก “พิมพ์” และจัดเรียงไว้บนแผงรองรับที่ยืดหยุ่น โดยนอกจากจะติดตั้งบนหลังคาได้แล้ว ยังสามารถติดตั้งไว้ที่ผนังด้านข้างของอาคาร หน้าต่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รถยนต์ และแม้กระทั่งเสื้อผ้าได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• แพทย์จะสามารถพยากรณ์อนาคของสุขภาพท่านได้&lt;br /&gt;ภายใน 5 ปีข้างหน้า แพทย์จะสามารถนำเสนอแผนที่พันธุกรรมที่บอกท่านได้ว่าสุขภาพของท่านมีแนวโน้มจะเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง พร้อมทั้งวิธีการที่แน่ชัดในการป้องกันสิ่งเหล่านั้น โดยอ้างอิงจากดีเอ็นเอของท่านเอง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 7,000 บาท (200 เหรียญสหรัฐฯ) เพราะการที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีจัดทำแผนที่จีโนมทั้งหมดของมนุษย์ เท่ากับเป็นการเผยความลับของพันธุกรรม และใช้ข้อมูลนี้ในการแนะนำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตและการรักษา นอกจากนั้น บริษัทยายังสามารถพัฒนายาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนโดยเฉพาะ การจัดทำแผนที่พันธุกรรมจะเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพของคนเราในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ท่านจะสามารถพูดคุยโต้ตอบกับเว็บได้&lt;br /&gt;“การเข้าชม” เว็บกำลังจะเปลี่ยนไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า ในอนาคต ท่านจะสามารถท่องอินเทอร์เน็ตแบบแฮนด์ฟรีโดยใช้เสียงแทนข้อความโดยไม่ต้องใช้หน้าจอหรือคีย์บอร์ด ทั้งนี้ ในบางประเทศ เช่น อินเดีย ถ้อยคำที่พูดมีความสำคัญมากกว่าภาษาเขียนในระบบการศึกษา การบริหารราชการ และวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ “การพูดคุย” กับเว็บกำลังพัฒนาแซงหน้าอินเทอร์เฟซอื่นๆ ทั้งหมด และโทรศัพท์มือถือก็กำลังเข้ามาแทนที่พีซีด้วยการใช้งาน “เว็บไซต์เสียง” (VoiceSite) ซึ่งสะดวกและเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และผู้ไม่รู้หนังสือได้ และเมื่อเว็บสามารถเข้าใช้งานได้โดยใช้เสียง ทุกๆ คนจะสามารถใช้งานเว็บได้ง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ท่านจะมีผู้ช่วยช๊อปปิ้งดิจิตอลส่วนตัวของท่านเอง&lt;br /&gt;ท่านเคยติดอยู่ในห้องลองเสื้อพร้อมด้วยเสื้อผ้าผิดขนาดโดยที่ไม่มีพนักงานขายอยู่แถวนั้นเลยหรือไม่? ภายใน 5 ปีข้างหน้า ท่านจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แทนที่จะต้องรอความช่วยเหลือจากพนักงานขายในห้าง การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคใหม่จะทำให้การช้อปปิ้งเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น เพราะอีกไม่นานเราจะมีผู้ช่วยช้อปปิ้งดิจิตอล (Digital Shopping Assistant)ในห้องลองเสื้อ ซึ่งประกอบด้วยจอแบบทัชสกรีน และตู้บริการ (Kiosk) ที่สั่งงานด้วยเสียง ซึ่งจะทำให้ท่านเลือกหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แบบครบชุด เมื่อท่านเลือกสินค้าผ่านผู้ช่วยช้อปปิ้งดิจิตอล พนักงานขายจะได้รับแจ้งและรวบรวมสินค้าเพื่อส่งให้ท่านโดยตรง นอกจากนี้ ท่านยังสามารถถ่ายภาพตัวเองในชุดต่างๆ และอีเมลหรือส่ง SMS ภาพเหล่านั้นไปให้เพื่อนๆ เพื่อพิจารณาว่าจะซื้อ..หรือไม่ซื้อ นอกจากนี้ ท่านยังจะสามารถเรียกดูความคิดเห็นและเรตติ้งที่ลูกค้าท่านอื่นได้ให้ความเห็นไว้ได้ รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดคูปองส่วนลดสำหรับสินค้าที่ต้องการซื้อได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ความหลงลืมจะกลายเป็นเรื่องราวในอดึต&lt;br /&gt;ท่านคงเคยมีปัญหาหรือกังวลกับความพยายามจดจำข้อมูลมากมายมหาศาลต่าง ๆ รอบตัวหรือไม่ ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ปัญหาดังกล่าวอาจหมดไป เนื่องจากท่านจะจำได้ง่ายขึ้น ว่าต้องซื้ออะไร ที่ไหน ท่านมีนัดพบปะกับใครและเมื่อใด ร ายละเอียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จะถูกบันทึก จัดเก็บ วิเคราะห์ และจัดเตรียมให้เมื่อถึงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยไมโครโฟน และกล้องวิดีโอ ซึ่งจะบันทึกบทสนทนาและกิจกรรมต่างๆเอาไว้ จากนั้นจะจัดเก็บและวิเคราะห์โดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำให้เราสามารถ“จดจำ” ได้ทันทีถึงการพูดคุยสนทนาทางโทรศัพท์กับบุคคลในครอบครัวหรือแม้แต่กับแพทย์ประจำตัว นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยเตือนความจำให้ท่านเวลาแวะซื้อของใช้หรือแวะซื้อยาตามใบสั่งเมื่อเดินทางผ่าน&lt;br /&gt;ที่มา &lt;/span&gt;&lt;a href="http://technology.impaqmsn.com/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;MSN เทคโนโลยี&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-8057336715058274591?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/8057336715058274591/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/5.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8057336715058274591'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8057336715058274591'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/5.html' title='ไอบีเอ็มเผย 5 นวัตกรรม'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-64628571828742982</id><published>2009-03-31T18:35:00.000-07:00</published><updated>2009-03-31T18:40:16.334-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>ไม่มีให้ดูบ่อย! เหล่าบริวารทั้ง 4 ชุมนุมกันหน้าดาวเสาร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000003327702.JPEG"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;img style="WIDTH: 472px; CURSOR: hand; HEIGHT: 380px" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000003327702.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ดวงจันทรืบริวารทั้ง 4 ดวง เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดิออน (Dione) ไททัน (Titan) และไมมัส (Mimas) ผ่านหน้าดาวเสาร์ (ภาพประกอบทั้งหมดดัดแปลงจากต้นฉบับรอยเตอร์) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;กล้องฮับเบิลบันทึกภาพจันทร์บริวารทั้ง 4 ผ่านหน้าดาวเสาร์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ดูได้ไม่บ่อยนัก โดยเกิดขึ้นเมื่อดาวเสาร์เกือบจะเข้าสู่ปรากฏการณ์ "ไร้วงแหวน" ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000003327704.JPEG"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 408px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000003327704.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ภาพที่ทาง&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nasa.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt; และองค์การอวกาศยุโรป (อีซา) นำมาเผยแพร่นี้ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เมื่อวันที่ 24 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นจันทร์บริวารทั้ง 4 คือ เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดิออน (Dione) ไททัน (Titan) และไมมัส (Mimas) อยู่หน้าดาวเสาร์หรือเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า "ดวงจันทร์ผ่านหน้า" (moon transit)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ในภาพดวงจันทร์ไททันอยู่ใกล้ๆ กับขั้วเหนือ และทอดเงาทับขั้วเหนือ บริเวณกลางดาวเสาร์ใกล้ๆ กับวงแหวน มีจุดขาวเล็กๆ คือภาพของไมมัสที่ทอดเงาลงบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร และทางซ้ายออกไปเหนือวงแหวนมีจันทร์บริวารอีก 2 ดวงคือ ดิออนที่สว่างกว่าซึ่งเห็นเยื้องไปทางขวาของอีกดวง และเอ็นเซลาดัสที่เห็นจางกว่าและอยู่เยื้องไปทางซ้ายล่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ทั้งนี้สเปซดอทคอมระบุว่า ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ผ่านหน้าดาวเสาร์พร้อมกันหลายๆ นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก และเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อวงแหวนดาวเสาร์เอียงจนเกือบจะหายไปเมื่อสังเกตจากโลก หรือเรียกปรากฏการณ์ที่วงแหวนดาวเสาร์หายไปว่า "เอดจ์ออน" (edge on) ซึ่งในปีนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ส.ค.และ 4 ก.ย. แต่โชคร้ายที่ช่วงเวลาดังกล่าวดาวเสาร์จะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากมุมบนโลก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;สำหรับปรากฏการณ์ที่วงแหวนหายไปหรือ "ระนาบวงแหวนปิด" (ring plane crossing) นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี โดยเมื่อปี 2538-2539 กล้องฮับเบิลได้สังเกตเห็นระนาบวงแหวนค่อยๆ หายไป พร้อมกับที่ดวงจันทร์หลายดวงผ่านหน้าดาวเคราะห์ ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งนั้นช่วยให้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์ได้เพิ่มขึ้นอีกหลายดวง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-64628571828742982?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/64628571828742982/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/4.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/64628571828742982'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/64628571828742982'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/4.html' title='ไม่มีให้ดูบ่อย! เหล่าบริวารทั้ง 4 ชุมนุมกันหน้าดาวเสาร์'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-2666000882718355265</id><published>2009-03-31T18:27:00.000-07:00</published><updated>2009-03-31T18:32:27.720-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มนุษย์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>จะจำใบหน้าของใครให้ได้แม่นยำ ต้องจ้องคอยดูที่ลูกตา</title><content type='html'>&lt;a href="http://blog.spu.ac.th/home/blog_data/669/669/images/27.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 307px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://blog.spu.ac.th/home/blog_data/669/669/images/27.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt; นักวิจัยเมืองกระทิงดุแนะนำว่า หากจะจำหน้าใครให้แม่น ให้มองดูที่ดวงตาของเขา พวกเขาได้บทเรียนจากการศึกษามาว่า สมองของเราจะกลั่น กรองเอาข้อมูลสำคัญของใบหน้า โดยเอาจากลูกตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะนักวิจัยได้ศึกษาด้วยการวิ-เคราะห์ใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิง จำนวนฝ่ายละ 868 คน ได้พบว่า จะได้ พบข้อมูลสำคัญลักษณะของใบหน้า จากดวงตา มากกว่าจากปากและจมูก เป็นการส่อให้เห็นว่ากลไกจดจำใบหน้าของสมอง จะถนัดกับการจ้องดูที่ตามากกว่าที่แห่งอื่น.&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-2666000882718355265?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/2666000882718355265/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_31.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2666000882718355265'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2666000882718355265'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_31.html' title='จะจำใบหน้าของใครให้ได้แม่นยำ ต้องจ้องคอยดูที่ลูกตา'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-5171913119589414223</id><published>2009-03-17T05:51:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:52:21.613-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>วิตามินซีช่วยสุขภาพชายหนุ่ม ลดโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเกาต์</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;รายงานการศึกษาของนักวิจัยในอเมริกาพบว่าผู้ชายที่ได้กินวิตามินซีในปริมาณที่สูงกว่า  มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ น้อยกว่า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานวิจัยในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างการรับวิตามินซี กับการเกิดโรคเกาต์ ทำการศึกษากับชายจำนวน 46,994 คน ระหว่างปี พ.ศ.2529 - 2549 โดยฮีออน เค ชอย จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย แต่ปัจจุบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ติดตามสอบถามถึงแบบแผนการกินของกลุ่มชายดังกล่าวทุก 4 ปี และดูว่าพวกเขากินอาหารที่มีวิตามินซี และอาหารเสริมหรือไม่ และในทุก 2 ปี ผู้เข้าร่วมศึกษาจะรายงานผลการตรวจโรคเกาต์ว่าโรคพัฒนาไปอย่างไรบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลปรากฏว่าในระหว่าง 20 ปีนั้น มีผู้ชาย 1,317 รายที่เป็นโรคเกาต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชายที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ ค่อนข้างจะลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ สำหรับกลุ่มที่รับวิตามินซีวันละ 500-999 มิลลิกรัม ลดลง 34 เปอร์เซ็นต์เมื่อรับวิตามินซี 1,000-1,499 มิลลิกรัม และปัจจัยเสี่ยงลดลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรับวิตามินซี 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือสูงกว่านั้น   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วารสารอาร์ไคฟ์ออฟอินเทอร์นัลเมดิซิน รายงานผลการวิจัยชิ้นนี้และอ้างคำแถลงของผู้วิจัยด้วยว่า วิตามินซีอาจส่งผลต่อไตในการดูดซึมกรดยูริค เพิ่มความเร็วในการทำงานของไต หรือป้องกันการอักเสบ ซึ่งทั้งหมดนั้นช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ลงได้.   &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-5171913119589414223?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/5171913119589414223/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_606.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5171913119589414223'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5171913119589414223'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_606.html' title='วิตามินซีช่วยสุขภาพชายหนุ่ม ลดโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเกาต์'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-546141957498054335</id><published>2009-03-17T05:48:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:50:37.986-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วัตถุโบราณ'/><title type='text'>สร้างเครื่องเอกซเรย์กำลังสูง ใช้ตรวจส่องงาน โบราณคดี</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ “ไทมส์” อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ แจ้งว่า นักวิจัยได้ช่วยกันประดิษฐ์เครื่องเอกซเรย์ซึ่งจะมีแสง สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ หลายร้อยดวง เพื่อฉายตรวจลึกเข้าไปดูภายในของศพอาบยา และเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยโบราณอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดี จะได้ใช้เครื่องมือนี้ ในการตรวจศึกษาวัตถุ ที่เป็นก้อนทึบโตๆ เพื่อจะวิเคราะห์องค์ ประกอบให้รู้ว่าทำมาอย่างไร โดยจะใช้ ศึกษาศพอาบยา ที่ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อียิปต์โบราณของอังกฤษก่อนอื่น&lt;br /&gt; นายเจน ฮิลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ร่วมประดิษฐ์เครื่องเอกซเรย์กำลังสูงเครื่องนี้กล่าวว่า  จะได้ให้นักโบราณคดีใช้ศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยโบราณต่างๆด้วย โดยไม่ต้องเจาะไชเข้าไปภายในแต่อย่างใด “ยังไม่เคยมีเครื่องมือที่จะสามารถตรวจกวาดและถ่ายภาพวัตถุ โบราณขนาดใหญ่ให้แม่นยำได้เท่านี้มาก่อนเลย”. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-546141957498054335?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/546141957498054335/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_6887.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/546141957498054335'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/546141957498054335'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_6887.html' title='สร้างเครื่องเอกซเรย์กำลังสูง ใช้ตรวจส่องงาน โบราณคดี'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-4154578238287066241</id><published>2009-03-17T05:47:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:48:25.093-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หุ่นยนต์'/><title type='text'>ญี่ปุ่นระดมสร้างพลเมืองหุ่นยนต์ เป็นครูสอนหนังสือเด็ก</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักเรียนญี่ปุ่นรุ่นต่อไป จะต้องรู้สึกชอบเรียนวิชาคำนวณและวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น เพราะจะมีหุ่นยนต์เป็นครูคอยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายวัน “เดอะ เดลี่ เทเลกราฟ” ของอังกฤษ รายงานว่าญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ครั้งสำคัญ เมื่อสร้างหุ่นยนต์ครูสอนหนังสือขึ้นได้ สามารถจะเรียกชื่อ และดุว่านักเรียนได้ โดยขณะนี้กำลังทดลองในโรงเรียนประถมศึกษา ในกรุงโตเกียวแห่งหนึ่งอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หุ่นยนต์ครูมีชื่อว่า “ซายา” พูดได้หลายภาษา เรียกชื่อนักเรียน และสั่งงานให้เด็กทำได้ มีใบหน้าทำด้วยยาง สามารถแสดงสีหน้าได้ต่างๆ ตั้งแต่อาการโกรธเกรี้ยวก็ได้ เนื่อง จากภายในติดตั้งมอเตอร์รวมด้วยกัน 18 เครื่อง ข่าวกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีโครงการจะสร้างหุ่นยนต์สำหรับทำงานต่างๆ ตั้งแต่เป็นพนักงาน เลขานุการ เพื่อจะช่วยให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้แรงงานลงได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์ฮิโรชิ โคบายาชิ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ได้สร้างหุ่นยนต์ มานาน 15 ปีแล้ว เป็นผู้สร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้งานในชีวิตด้านต่างๆ ในญี่ปุ่น&lt;br /&gt; อย่างเช่นหุ่นยนต์ควบคุมการจราจร และกำลังประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้เป็นผู้คอยดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอยู่&lt;br /&gt; รัฐบาลชาติอาทิตย์อุทัยตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2558 นี้ บ้านในญี่ปุ่นทุกหลัง จะมีหุ่นยนต์คนใช้กันหมด โดยได้ทุ่มงบเกือบ 1,150 ล้านบาท ในการสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะขึ้น เนื่องจากความห่วงใยว่า ญี่ปุ่นกำลังมียอดพลเมืองที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ภายในเวลา 7 ปีข้างหน้านี้ ชาวญี่ปุ่นใน 4 คน จะเป็นผู้สูงอายุ อายุเกิน 65 ปี เสีย 1 คน.&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-4154578238287066241?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/4154578238287066241/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_9901.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4154578238287066241'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4154578238287066241'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_9901.html' title='ญี่ปุ่นระดมสร้างพลเมืองหุ่นยนต์ เป็นครูสอนหนังสือเด็ก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-1277192287086363430</id><published>2009-03-17T05:45:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:46:41.360-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>น้ำแอปเปิ้ลสกัด ส่งผลหยุดเนื้อร้ายมะเร็งได้ชะงัด</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิจัยสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา เปิดเผยว่า หนูเป็นมะเร็งที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัด แสดงให้เห็นว่า มันสามารถจะถ่วงมะเร็งเนื้อร้ายจากเนื้อเยื่อต่อมไม่ให้เติบโตอีกต่อไปได้ และยิ่งให้หนูกินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มะเร็งชะงักหยุดได้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์ริว ไอลิง หัวหน้านักวิจัยเล่าว่า ไม่แต่เพียงสังเกตว่าหนูมีเนื้อร้ายน้อยลงเท่านั้น หากเนื้อร้ายยังหดเล็กลง คลายพิษของเนื้อร้ายลง และเติบโตได้ช้าลง เมื่อเทียบกับหนูตัวอื่นที่ไม่มีการรักษา ยิ่งหนูตัวที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัดมากถึงวันละ 6 ลูก เนื้อร้ายจะแพร่กระจายเหลือเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ทั้งนี้เป็นอิทธิพลของพวกสารพฤกษเคมี เช่น ฟลาโวนอยด์หรือฟีโนลิก ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและการแพร่กระจายภายในเซลล์ของร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-1277192287086363430?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/1277192287086363430/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_7555.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1277192287086363430'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1277192287086363430'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_7555.html' title='น้ำแอปเปิ้ลสกัด ส่งผลหยุดเนื้อร้ายมะเร็งได้ชะงัด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-8873112479366385727</id><published>2009-03-17T05:42:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:44:22.604-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>ดูรูปสาวนุ่งผ้าน้อยชิ้นบ่อยเข้า ทำสมองชายชินชา</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันที่อเมริกา พบว่า การได้เห็นรูปผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยบ่อยๆ ทำให้สมองผู้ชายบางคนชินชา มองเห็นแล้วรู้สึกเหมือนกับเห็นเป็นสิ่งของธรรมดาไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาได้ศึกษากับผู้ชาย โดยให้ดูรูปสาวในชุดอาบน้ำบิกินี พร้อมกับใช้เครื่องตรวจสแกนสมองไปด้วยพบว่าในผู้ชายบางคนจะมีสมองส่วนที่แสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งของเท่านั้นที่ตื่น กับผู้ชายคนที่รู้กันว่าเป็นคนเจ้าชู้ ส่วนของสมองซึ่งเคยแสดงความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นรูปมาก่อน แต่คราวนี้กลับนิ่งเฉย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์ซูซาน ฟิสก์ อธิบายผลการศึกษาแสดงว่า ผู้ชายบางคนไม่รู้สึกเมื่อเห็นภาพผู้หญิงรูปร่างยวนสวาทเป็นมนุษย์ปุถุชน “ดิฉันไม่ได้พูดว่า พวกเขาเห็นเธอเป็นสิ่งของ เขาก็ยังรู้อยู่ว่าเธอเป็นมนุษย์อยู่ดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์รายวันฉบับยักษ์ “เดอะ เทเลกราฟ” ของอังกฤษ รายงานต่อไปว่า อาจารย์ซูซานกล่าวว่า “เครื่องตรวจสแกนสมองแสดงให้เห็นว่า ปฏิกิริยาของผู้ชายที่มีต่อรูปภาพ เป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งของ ไม่ได้เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อมนุษย์ที่เป็น 3 มิติเต็มตัวเลย” พร้อมกับเสริมว่า “เรื่องนี้ต้องโทษที่สังคมถูกถล่มปูพรมด้วยรูปสาวโป๊ๆ อยู่อย่างไม่ขาดสาย ทำให้ปฏิกิริยาของสมองของผู้ชายบางคน ที่มีความรู้สึกอย่างที่มีกับมนุษย์เฉื่อยชาลงไป พร้อมกับเทียบว่า แบบเดียวกับความรุนแรงที่พบเห็นกันอยู่ ในทีวี ก็เคยมีการศึกษาพบว่าทำให้คนจะรู้สึกชินชากับเรื่องร้ายแรงต่างๆ ได้เช่นกัน”.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-8873112479366385727?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/8873112479366385727/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_3178.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8873112479366385727'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8873112479366385727'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_3178.html' title='ดูรูปสาวนุ่งผ้าน้อยชิ้นบ่อยเข้า ทำสมองชายชินชา'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-2794101148736062874</id><published>2009-03-17T05:11:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:36:47.177-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='TV'/><title type='text'>7 เหตุผลดีๆที่คุณควรพิจารณามาใช้ HDTV</title><content type='html'>&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; เหตุผลที่ 1 : รายละเอียดของภาพ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              หากคุณข้ามหัวข้อเกี่ยวกับประวัติของ HDTV มาอ่านที่หัวข้อนี้เลย ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าระบบทีวีที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนั้นเป็นแบบ SD (Standard Definition) ฟรีทีวีในบ้านเรา (ช่อง 3, 5, 7, 9 และอื่นๆ), หนังวีซีดี, ดีวีดี และภาพจากเกม Playstation และ Playstation 2 จัดว่าเป็นแบบ SD ทั้งสิ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              สิ่งแรกที่สะดุดตาคุณมากที่สุดเมื่อคุณได้มีโอกาสชม HDTV เป็นครั้งแรกนั่นคือความละเอียด และความคมชัดของภาพแบบ HD (High definition) เมื่ออธิบายด้วยภาษาง่ายๆ แบบไม่ใช่เชิงเทคนิค ภาพที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ (ไม่ว่าจะเป็นแบบ SD หรือ HD ก็ตาม) จะประกอบไปด้วย "จุด" หรือ "พิกเซล (pixel)" จำนวนมหาศาลที่เรียงชิดกันเป็นภาพที่เราเห็นบนจอ ฉะนั้น ยิ่งภาพมีจำนวนพิกเซลเรียงหนาแน่นมากเท่าใด คุณก็สามารถสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆของภาพได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งตีความได้ว่าภาพที่ได้จะคมชัดกว่านั่นเอง แน่นอนว่าระบบ SD มีจำนวนพิกเซลที่ประกอบเป็นภาพน้อยกว่าระบบ HD หลายเท่า จึงทำให้ภาพแบบ SD นั้นดูหยาบกว่า โดยเฉพาะเมื่อนำไปแสดงบนจอที่มีขนาดใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       เมื่อสังเกต คุณจะพบว่า&lt;br /&gt;       - ภาพแรกจากด้านซ้ายมือนั้นเป็นภาพที่มีความละเอียด HD แบบ 1080 เส้น&lt;br /&gt;       - ภาพตรงกลางเป็นภาพที่มีความละเอียด HD แบบ 720 เส้น&lt;br /&gt;       - ภาพขวามือเป็นภาพแบบ SD ที่มีความละเอียด 480 เส้น&lt;br /&gt;       - ภาพแบบ HD 1080 จะมีความคมชัดสูงสุด เนื่องจากจำนวนพิกเซลที่มากกว่า รองลงมาคือภาพแบบ HD 720 และภาพแบบ SD (480 เส้น) นั้นมีความคมชัดต่ำที่สุด&lt;br /&gt;              เมื่อคุณไปเดินซื้อหา HDTV ในห้างสรรพสินค้าสักเครื่อง คุณจะพบ HDTV แบบ 720p หรือ 768p ที่ผู้ผลิตเรียกว่า "HD Ready" และแบบ 1080p หรือที่ผู้ผลิตเรียกว่า "Full HD" นั่นเอง ถึงแม้ว่าคำว่า "HD Ready" นั้นจะค่อนข้างก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามันไม่ใช่ HD อย่างแท้จริงก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง "HD Ready" และ "Full HD" ก็ถือว่าเป็นมาตรฐาน HDTV ทั้งคู่ ทั้งสองคำดังกล่าวจึงถือว่าเป็น term ทางการตลาดเพื่อแยกแยะระหว่างจอแบบ 720p กับจอ 1080p เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับความละเอียด (resolution) ของภาพ และความแตกต่างของ 480i, 480p, 720i, 720p, 1080i และ 1080p คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.lcdspec.com/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;lcdspec.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เหตุผลที่ 2 : คุณภาพของภาพ (Picture Quality)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เกณฑ์การตัดสิน HDTV นั้นอยู่ที่ความสามารถในการแสดงภาพของพวกมัน ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้สามารถนำมาตีวงให้แคบลง และแบ่งออกเป็นการตัดสินในแง่ต่างๆ เช่น ความคมชัด (sharpness), คอนทราสต์ (contrast), และสี (color) เราจึงสามารถตัดสินคุณภาพของภาพที่แสดงบนจอด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ (แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็ไม่ใช่ประเด็นในการพิจารณาทั้งหมด เพราะการตัดสินคุณภาพจะต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 3 องค์ประกอบที่กล่าวไปแล้วในการตัดสินด้วย)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              แน่นอนว่า HDTV สามารถแสดงภาพที่คุณภาพดีกว่า SDTV อยู่หลายขุม แต่ปัญหาก็คือ คำว่า "ภาพสวย" หรือ "คมชัด" นั้นค่อนข้าง subjective (เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความคิดเห็นแตกแยก) ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะชอบภาพที่มีสีสันจัดจ้าน ในขณะที่บางคนชอบภาพที่มีสีสันแบบธรรมชาติ การเลือก HDTV ที่แสดงภาพได้สวยถูกใจคุณ จะต้องอาศัยการทำการบ้านโดยการรวบรวมข้อมูล และความแตกต่างทางเทคนิคเสียก่อน และบวกกับความชอบและความพึงพอใจส่วนตัวของคุณเป็นหลัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เนื่องจากเราได้เข้าสู่โลกดิจิตอลของ HDTV จึงทำให้คุณภาพของภาพที่แสดงบนจอนั้นดีกว่าภาพบน SDTV ทั่วไป เนื่องจากสัญญาณดิจิตอลถูกรบกวนได้ยากกว่าสัญญาณอนาล็อก จึงทำให้โอกาสที่สัญญาณภาพจะถูกรบกวนจนผิดเพี้ยนไปนั้นมีน้อยกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหตุผลที่ 3 : ความสามารถในการแสดงผลจากสื่อความละเอียดสูง (High definition content)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              แน่นอนว่าหากคุณตัดสินใจที่จะซื้อ HDTV สักเครื่อง คุณคงมีแผนที่จะเอา HDTV ตัวเก่งของคุณมาแสดงภาพ HD แน่ๆ เพราะคุณคงคงไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จาก HDTV เท่าใดนัก หากคุณเอามันมาแสดงภาพแบบ SD&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อีกหนึ่งเหตุผลที่ HDTV กำลังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในต่างประเทศคือ ในต่างประเทศมีเริ่มมีการออกอากาศสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลแบบ HD แล้ว ณ เวลาที่เรียบเรียงบทความนี้ สถานีโทรทัศน์ช่องหลักๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ทยอยแพร่ภาพแบบ HD ตั้งแต่ต้นปี 2009 ซึ่งกำหนดการเดิมนั้นทีวีทุกช่องในสหรัฐอเมริกาจะเป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 แต่เนื่องจากติดขัดในแง่ของความพร้อมของประชาชน ทำให้สภาสูงแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศเลื่อนเส้นตายการออกอากาศแบบดิจิตอลไปเป็นเดือนเมษายน ปี 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถซื้อกล่องรับสัญญาณ HD มาต่อกับ SDTV ตัวเก่าของคุณเพื่อรับสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลก็ตาม คุณจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากความละเอียดของภาพที่เพิ่มขึ้นจากสัญญาณ HD การที่สถานีโทรทัศน์เปลี่ยนมาออกอากาศแบบ HD จึงเป็นการบังคับทางอ้อมให้คุณเปลี่ยนโทรทัศน์นั่นเอง              สำหรับบ้านเรา เนื่องจากโครงการออกอากาศแบบ HD ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เมื่อคุณซื้อ HDTV ในวันนี้ คุณจึงต้องบริโภคสื่อความละเอียดสูง (High definition content) จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ฟรีทีวีไปก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีตัวเลือกให้คุณมากมาย เช่น&lt;br /&gt;             - สัญญาณภาพจากเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์&lt;br /&gt;       - สัญญาณภาพจากเครื่อง Upscaling DVD Player (เครื่องดีวีดีอัพสเกล)&lt;br /&gt;       - สัญญาณภาพ HD จากเครื่องเล่นเกม (Game console) ใหม่ๆ เช่น Xbox 360 และ Playstation 3       - ภาพนิ่งจากกล้องดิจิตอลความละเอียดสูง&lt;br /&gt;       - ภาพวีดีโอจากกล้องวีดีโอแบบ HD&lt;br /&gt;       - ภาพจากไฟล์ภาพยนตร์ความละเอียดสูงจากอินเทอร์เน็ต เช่นไฟล์ WMV-HD, MKV, MP4-AVC เป็นต้น&lt;br /&gt;       - การต่อเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงภาพความละเอียดสูง เช่น การชมภาพนิ่ง การเล่นเกม และการชมคลิปภาพยนตร์ความละเอียดสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหตุผลที่ 4 : ขนาด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เนื่องจากคอนเทนต์แบบ HD นั้นมีความละเอียดสูง จึงทำให้มันสามารถแสดงบนจอขนาดใหญ่ๆ ได้โดยไม่ทำให้ภาพเบลอมากนัก HDTV จึงมีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักชมภาพยนตร์เลยทีเดียว เพราะจอที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ของคุณได้เป็นอย่างมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              คุณสามารถบอกลา SDTV ขนาดจิ๋วไปได้เลย เพราะ HDTV นั้นมีให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดไม่ถึง 20 นิ้ว ไปจนถึงขนาดเป็นร้อยนิ้ว จอ HDTV แบบ LCD มีขนาดเริ่มต้นที่ 19 นิ้ว ส่วนจอพลาสมานั้นมีขนาดเริ่มต้นที่ 42 นิ้ว (แต่มีพลาสมาบางยี่ห้อที่เริ่มต้นด้วยขนาด 32 นิ้ว เช่น LG และ Vizio) หลายๆ คนคิดว่า "ใหญ่กว่าย่อมดีกว่า" แต่นั่นไม่เป็นความจริงเสมอไป การเลือกขนาด HDTV ที่เหมาะสม นอกจากพิจารณาจากงบประมาณแล้ว จะต้องพิจารณาถึงระยะห่างที่คุณตั้งใจว่าจะรับชมเป็นหลัก สำหรับวิธีการเลือกขนาดจอที่เหมาะสม สามารถศึกษาได้จากบทความในเว็บไซต์ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.lcdspec.com/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;lcdspec.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เหตุผลที่ 5 : ความสามารถ และลูกเล่นต่างๆ ของ HDTV&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ปัจจุบันผู้ผลิตได้หันไปโฟกัสที่การผลิต HDTV มากกว่า SDTV ทำให้ HDTV ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีลูกเล่นต่างๆ ให้คุณเลือกมากมายตามความต้องการ รสนิยม และงบประมาณในกระเป๋าของคุณ ตัวอย่างของฟีเจอร์เหล่านี้คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              - ระบบการแสดงภาพเคลื่อนไหวแบบ x Hertz (เช่น 100 Hz, 120 Hz หรือ 200 Hz เป็นต้น) เพื่อช่วยให้สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       - การใช้ LED Backlight กับจอ LCD เพื่อปรับปรุงอัตราส่วนคอนทราสท์ และเพิ่มความสมจริงของสีให้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       - ความสามารถในการแสดงภาพซ้อนภาพ (Picture in Picture)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       - ความสามารถในการแสดงภาพนิ่ง/วีดีโอคลิปจากพอร์ท USB&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       - ความสามารถในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียจาก Media Server (DLNA) ผ่านระบบเครือข่าย และเล่น streaming content (เช่นวีดีโอคลิปจากเว็บ Youtube) จากอินเทอร์เน็ต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;       - ความสามารถในการแสดง active content และ Widget จากอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหตุผลที่ 6 : ดีไซน์&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             สิ่งแรกที่เตะตาคุณเมื่อเห็น HDTV ครั้งแรก ก็คงหนีไม่พ้นหุ่นที่ผอมเพรียวของมัน และคุณสมบัตินี้ก็กลายเป็นจุดขายของ HDTV มาโดยตลอด และมันทำให้ SDTV ตัวเก่าของคุณดูใหญ่เทอะทะขึ้นมาทันที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ขนาดที่บางลงหมายถึงคุณมีอิสระในการจัดวาง HDTV ในห้องของคุณมากยิ่งขึ้น และด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ทำให้มันกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านได้อีกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;HDTV มีน้ำหนักเบา และมีความบางพอที่จะติดผนังได้สบายๆ ด้วยอุปกรณ์เสริมสำหรับติดจอกับผนัง&lt;br /&gt;       และถ้าคุณคิดว่า HDTV ในปัจจุบันมีความ "บาง" มากอยู่แล้ว คุณจะต้องแปลกใจเมื่อพบว่า trend ใหม่ๆ ของจอ LCD นั้นกำลังจะบางลงเรื่อยๆ ในอนาคต จอ HDTV ราคาถูกที่มี Panel บางกว่า 1 เซนติเมตร คงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป&lt;br /&gt;Sony Bravia ZX1 หนาเพียง 9.9 มิลลิเมตร สามารถแขวนไว้กับผนังเหมือนกับเป็นกรอบรูปได้สบายๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;strong&gt;เหตุผลข้อสุดท้าย ด้วยการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของผู้ผลิต HDTV&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;         ทำให้จอ HDTV มีราคาถูกลงจนกระทั่งคนส่วนใหญ่สามารถเป็นเจ้าของได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเทคโนโลยีการผลิต HDTV ก็มาถึงจุดที่มีวุฒิภาวะสูงพอ ทำให้มันไม่ใช่เทคโนโลยีแปลกใหม่ ซึ่งจำกัดผู้บริโภคอยู่แต่ในวง early adopter อีกต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ยุคทองของ HDTV เริ่มต้นแล้วล่ะครับ&lt;br /&gt;Company Related Links : &lt;/span&gt;&lt;a class="innerlink" href="http://www.lcdspec.com/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;LCDSPEC&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; &lt;br /&gt;ที่มาจาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-2794101148736062874?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/2794101148736062874/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/7-hdtv.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2794101148736062874'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2794101148736062874'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/7-hdtv.html' title='7 เหตุผลดีๆที่คุณควรพิจารณามาใช้ HDTV'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-6187562329612841363</id><published>2009-03-17T05:09:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:10:40.305-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอมพิวเตอร์ software'/><title type='text'>เดลล์เผยโฉมโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;เดลล์พร้อมวางจำหน่ายโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลกภายใต้ชื่อ "Adamo" มีความบางเพียง 0.65 นิ้ว (16.5 มิลลิเมตร) เฉือนเอาชนะ X300 ของ เลอโนโว ที่บาง 0.73 นิ้ว (18.5 มิลลิเมตร) และ Macbook Air ที่ 0.76 นิ้ว (19.4 มิลลิเมตร)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              Adamo มาจากภาษาละตินแปลว่า ตกหลุมรัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ในรุ่นนี้ของเดลล์จะผลิตมาตอบสนองลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีดีไซน์สวยงาม เหมาะกับการใช้งานส่วนบุคคล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมแผ่นเดียว มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว สัดส่วนภาพ 16:9 รองรับความละเอียด 720p ใช้หน่วยประมวลผล Core 2 Duo ภายใต้ชิปเซ็ต Intel Mobile 965 หน่วยความจำ DDR3 2GB (สูงสุด 4GB) การเชื่อมต่อไวเลสมาตรฐาน 802.11n บลูทูธ 2.1 หน่วยบันทึกข้อมูลแบบ SSD&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อจะมี ยูเอสบี 2 พอร์ต คอมโบยูเอสบี และ eSATA 1 พอร์ต ช่องพิเศษสำหรับต่ออุปกรณ์เสริมสำหรับต่อพอร์ต HDMI, VGA และ DVI และช่องเสียบสายแลน นอกจากนี้ยังมีระบุไว้ว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ชั่วโมง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ในส่วนของระบบปฏิบัติการเนื่องจากใช้ Core 2 Duo ทำให้สามารถใช้งาน Windows Vista Home Premium Edition SP1 แบบ 64 บิต สำหรับราคาจำหน่ายในสเปก Core 2 Duo 1.2GHz SSD 128 GB จะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 71,000 บาท) ส่วน Core 2 Duo 1.4GHz พร้อมหน่วยความจำ 4 GB จะอยู่ที่ประมาณ 2,700 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 96,000 บาท) โดยทางเดลล์จะเริ่มทยอยส่งสินค้าล็อตแรกวันที่ 26 มีนาคมนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-6187562329612841363?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/6187562329612841363/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_6241.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6187562329612841363'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6187562329612841363'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_6241.html' title='เดลล์เผยโฉมโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-5520589665784510402</id><published>2009-03-17T05:05:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:07:02.665-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><title type='text'>พบสาหร่ายอยู่ร่วมกันกว่า 200 ล้านปี ร่องรอยจากสัตว์เซลล์เดียวสู่ชีวิตซับซ้อน</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาดีเอ็นเอของ วอลวอกซ์ สาหร่ายเซลล์เดียว ที่ชอบดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พบว่าแต่ละเซลล์เริ่มดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคมตั้งแต่เมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว จากเดิมที่เชื่อว่าน่าจะเริ่มรวมกลุ่มกันเมื่อ 35 ล้านปีก่อน และบางสปีชีส์ยังแบ่งหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ เป็นตัวอย่างช่วยให้เข้าใจหลักการวิวัฒน์จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มาเป็นพืชและสัตว์หลายเซลล์มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              แมทธิว ดี เฮอร์รอน นำทีมนักวิจัยด้านชีววิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) เมืองทูซอน มลรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เป็นบรรพบุรุษของสาหร่ายวอลวอกซ์ (Volvox sp.) มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่าโคโลนี (colony) ตั้งแต่เมื่อราว 200 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปไกลกว่าที่เคยคาดคิดกันไว้แต่เดิมที่สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของวอลวอกซ์เกิดขึ้นเมื่อราว 50 ล้านปีก่อน และเริ่มมาใช้ชีวิตรวมกลุ่มกันเมื่อ 35 ล้านปีก่อน ตามรายงานข่าวในไซน์เดลี &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             วอลวอกซ์ เป็นสาหร่ายสีเขียวชนิดหนึ่งพบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติ จัดเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว มีหลายสปีชีส์ บางสปีชีส์ก็ยังดำรงชีวิตอยู่เป็นเซลล์เดียวโดดๆ แต่บางสปีชีส์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแบบหลายเซลล์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหากศึกษาจนเข้าใจได้ว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหลายๆเซลล์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ย่างไร ก็น่าจะทำให้เข้าใจกลไกการวิวัฒนาของพืชและสัตว์ที่พัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวได้ เพราะต้องผ่านช่วงเวลาที่เคยมีสถานะเช่นนั้นมาก่อนเหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงแรก น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของหลายๆเซลล์ และการขัดแย้งกันระหว่างหลายเซลล์ และสุดท้ายลงเอยด้วยการแยกแยะกันทำหน้าที่ของแต่ละกลุ่มเซลล์" ข้อสันนิษฐานของเฮอร์รอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              นักวิจัยศึกษาสำดับดีเอ็นเอของสาหร่ายในสกุลวอลวอกซ์จำนวน 45 สปีชีส์ และสปีชีส์ที่เกี่ยวข้องกันอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อลองสร้างแผนภูมิลำดับเครือญาติขึ้นมาใหม่ และวิเคราะห์ว่าวอลวอกซ์โคโลนีแรกเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงเวลาใด พบว่าเกิดขึ้นในช่วงราว 200 ล้านปีก่อน หรือในยุคไทรแอสซิก (Triassic Period) ซึ่งตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.pnas.org/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Proceedings of the National Academy of Sciences&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) เมื่อเร็วๆนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ทั้งนี้ เราอาจสังเกตเห็นโคโลนีของสาหร่ายวอลวอกซ์ได้ด้วยตาเปล่า โดยมองเห็นเป็นทรงกลมเล็กๆ สีเขียว กลิ้งไปมาอยู่ในน้ำ บางโคโลนีมีมากถึง 50,000 เซลล์ และบางสปีชีส์ที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ก็มีการแบ่งหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ด้วย เช่น บางเซลล์ทำหน้าที่ว่ายน้ำ บางเซลล์มีหน้าที่ขยายพันธุ์ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              นักวิจัยวิเคราะห์ว่าการที่วอลวอกซ์หลายเซลล์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น น่าจะช่วยให้พวกมันรอดจากศัตรูผู้ล่าบางชนิดได้ และในระยะแรกของการวิวัฒนาการเป็นโคโลนีจะมีการสร้างสารบางอย่างคล้ายวุ้นใสเพื่อช่วยให้แต่ละเซลล์เดี่ยวสามารถเกาะกลุ่มอยู่รวมกันได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี ในการสร้างจะสร้างสารระหว่างเซลล์ (extracellular matrix) ที่เป็นไกลโคโปรตีน จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและความร่วมมือของแต่ละเซลล์มากกว่านี้อีกหลายเท่า โดยนักวิจัยยกตัวอย่างว่า อาจต้องอยู่ร่วมกันถึง 4 โคโลนี โดยที่ 3 โคโลนีมีหน้าที่สร้างสารระหว่างเซลล์ และอีก 1 โคโลนี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงานที่แตกต่างกันชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พัฒนาต่อไปกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ได้ และสิ่งที่เป็นตัวกำหนดให้ว่าเซลล์ไหนจะมีหน้าที่อย่างไรก็คือพันธุกรรมนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-5520589665784510402?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/5520589665784510402/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/200.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5520589665784510402'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5520589665784510402'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/200.html' title='พบสาหร่ายอยู่ร่วมกันกว่า 200 ล้านปี ร่องรอยจากสัตว์เซลล์เดียวสู่ชีวิตซับซ้อน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-3066698156338188493</id><published>2009-03-17T05:01:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:04:34.774-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>มีดาวเคราะห์คล้ายโลก อยู่ในกาแลกซี่เดียวกับเราอีกมาก</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000066;"&gt;นักดาราศาสตร์สหรัฐฯ เผยกาแลกซีเรา อาจเต็มไปด้วยดาวเคราะห์คล้ายโลก โคจรอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ ในทางช้างเผือกในระยะ 10-30 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ และคาดจะได้พบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลก หลังนาซาส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรต้น มี.ค.นี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              "มีดาวที่คล้ายดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเราอยู่ 20-30 ดวง ในระยะ 30 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ของเรา ผมคิดว่าเป็นจำนวนที่ใช้ได้ เป็นไปได้ว่าครึ่งหนึ่งของดาวเหล่านั้น จะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ ดังนั้นผมคิดว่ามีโอกาสดีมากๆ ที่เราจะค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลก ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ออกไป 10 20 หรือ 30 ปีแสง"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;               เอเอฟพีระบุคำพูดของ อลัน บอสส์ (Alan Boss) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ จากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) สหรัฐฯ ซึ่งเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ระหว่างการประชุมประจำปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ของสมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science: AASS)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              ทั้งนี้ 1 ปีแสง เท่ากับระยะทางที่แสงเดินทางใน 1 ปี ด้วยความเร็ววินาทีละ 300,000 กิโลเมตร โดยบอสส์ยังมั่นใจด้วยว่า ดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกนั้น จะได้รับการค้นพบ โดยกล้องโทรทัศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler space telescope) ซึ่งองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) มีแผนที่จะส่งขึ้นไปในวันที่ 5 มี.ค.นี้ หรือกล้องโทรทัศน์ที่ติดตั้งบนดาวเทียมโครอท (COROT) ของฝรั่งเศสและยุโรป ซึ่งส่งขึ้นสู่วงโคจรตั้งแต่ปี 2549 อาจค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              "ผมจะแปลกใจมาก ถ้าเคปเลอร์หรือโครอทไม่พบดาวเคราะห์คล้ายโลกเลย เพราะเบื้องต้นเราได้พบดาวเหล่านั้นแล้ว" บอสส์ตอบภายในงานแถลงข่าว หลังถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีความเชื่อมั่นอย่างมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              อีกทั้ง เอเอฟพีระบุด้วยว่า ดาวเทียมโครอทได้ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่อยู่ไกลโพ้น ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้รายงานเรื่องดังกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ และด้วยขนาดที่เล็กกว่าโลกเกิน 2 เท่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวจึงอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ในระบบมาก อีกทั้งยังร้อนอย่างมากด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              บอสส์กล่าวอีกว่า กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ และดาวเทียมโครอทจะค้นพบดาวคล้ายโลกจำนวนมาก ซึ่งเป็นการบอกเราว่า จะเดินหน้าและสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศอันใหม่ต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะได้ไปและสำรวจดาวเคราะห์เหล่านั้น หลังจากที่เรารู้ว่า ดาวเคราะห์เหล่านั้นอยู่ที่นั่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              นอกจากนี้ภาพถ่ายของดาว จะช่วยจำแนกลักษณะชั้นบรรยากาศและบอกเราได้ว่าชั้นบรรยากาศของดาวมีก๊าซมีเทนและออกซิเจนหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าดาวเหล่านั้นไม่เพียงแค่เอื้อต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              "ผมกำลังพูดถึงดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอยู่ ผมกล่าวทั่วๆ ไปว่า หากคุณมีโลกที่ดำรงชีวิตอยู่ได้...อยู่ที่นั่น ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม ด้วยน้ำที่เพียงพอมาเป็นพันล้านปี ต้องมีบางอย่างออกมาจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยเราก็จะได้พบจุลินทรีย์บ้างแหละ" บอสส์ให้ความเห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              ส่วนบีบีซีนิวส์รายงานว่า จนถึงทุกวันนี้กล้องโทรทรรศน์ได้ตรวจพบดาวเคราะห์กว่า 300 ดวงนอกระบบสุริยะของเรา แต่มีไม่กี่ดวงที่จะเอื้อต่อการการดำรงชีวิตได้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นดาวก๊าซขนาดใหญ่เช่นเดียวกับดาวพฤหัส และอีกจำนวนมากที่โคจรเข้าใกล้ดาวฤกษ์ของตัวเองมากเกิดซึ่งจุลินทรีย์บนดาวดวงนั้นต้องดำรงชีวิตอยู่บนอุณหภูมิที่ย่างให้สุกนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;              อย่างไรก็ดี บนพื้นฐานของดาวเคราะห์ที่พบจนถึงทุกวันนี้ บอสส์ประมาณว่าดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ทุกๆ 1 ดวงจะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกโดยเฉลี่ยระบบละ 1 ดวง ซึ่งการคำนวณแบบคร่าวๆ นี้ทำให้เราได้จำนวนดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตจำนวนมาก.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-3066698156338188493?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/3066698156338188493/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_17.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3066698156338188493'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3066698156338188493'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post_17.html' title='มีดาวเคราะห์คล้ายโลก อยู่ในกาแลกซี่เดียวกับเราอีกมาก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-715211317599545681</id><published>2009-03-17T04:55:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T05:01:14.344-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องประดับ'/><title type='text'>พัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ เพิ่มกำลังผลิตเครื่องประดับแฟชัน</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;นิสิตวิศวะ จุฬาฯ พัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ พร้อมโปรแกรมออกแบบพลอย หวังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้อุตสาหกรรมเครื่องประดับในไทย ที่กำลังได้รับความนิยมสูง ตัวเครื่องเจียระไนพลอยได้หลายเม็ดพร้อมกัน คุณภาพทัดเทียมฝีมือคน แต่ไม่เหมาะใช้กับอัญมณีราคาแพง&lt;br /&gt;              นายการเกรียงไกร สินธุเดชากุล และนายปรัชญา พิพัฒนานนท์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับทีมข่าว "วิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์" ว่าได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ สำหรับใช้ทดแทนแรงงานคนในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่ต้องใช้พลอยขนาดสม่ำเสมอและเป็นจำนวนมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "อุตสาหกรรมเครื่องประดับ มีความต้องการพลอยสีที่มีรูปแบบและขนาดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันการเจียระไนพลอยยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก แต่ละคนสามารถเจียระไนได้ทีละเม็ด เราจึงออกแบบและพัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยแบบอัตโนมัติที่สามารถเจียระไนได้พร้อมกันครั้งละหลายเม็ด เพื่อช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้มากขึ้น" นายปรัชญาอธิบาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              สำหรับหลักการทำงานของเครื่องเจียระไนพลอยนั้น คล้ายกับการใช้แรงงานคนในการเจียระไน แต่เปลี่ยนมาเป็นใช้มอเตอร์ควบคุมการเจียระไนแทน และสามารถออกแบบพลอยให้มีรูปทรงตามที่ต้องการเจียระไนได้โดยใช้โปรแกรม ซียู-โซลิด (CU-SOLID) ช่วยในการออกแบบเหลี่ยมมุมของพลอย เพื่อคำนวณเป็นค่าพารามิเตอร์ 3 ค่า ได้แก่ มุมยก มุมดรรชนี และความลึกในการกัด สำหรับนำมาใช้ในโปรแกรม ซียู เจมส์ (CU Gems) เพื่อควบคุมให้เครื่องจักรเจียระไนพลอยตามที่ออกแบบไว้ โดยพลอยที่จะนำมาเจียระไนนั้นจะต้องผ่านการตัดแต่งรูปทรงเบื้องต้นมาก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เครื่องเจียระไนอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นสามารถเจียระไนพลอยได้พร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 10 เม็ด ขณะที่หากเป็นช่างเจียระไนจะทำได้เพียงครั้งละ 1 เม็ดเท่านั้น ส่วนพลอยเจียระไนที่ได้นั้นมีคุณภาพทัดเทียมกัน ทั้งนี้พวกเขามีโครงการจะพัฒนาต่อเพื่อให้เครื่องจักรมีขนาดเล็กลง และเจียระไนพลอยได้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี นายการเกรียงไกร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัตินี้เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับหรืออัญมณีที่มีความต้องการมากและราคาไม่สูงมาก ซึ่งต้องใช้พลอยเจียระไนที่มีรูปทรง ขนาด และคุณภาพระดับเดียวกันเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องประดับรูปแบบต่างๆ หรือพลอยสำหรับประดับตกแต่งเสื้อผ้า นาฬิกา กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อีกทั้งยังใช้เจียระไนแก้วหรือกระจกก็ได้ แต่หากเป็นอุตสาหกรรมอัญมณีราคาแพงนั้นคงยังต้องพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลักเช่นเดิม เพราะต้องการความปราณีตและสวยงามมากกว่า.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-715211317599545681?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/715211317599545681/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/715211317599545681'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/715211317599545681'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='พัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ เพิ่มกำลังผลิตเครื่องประดับแฟชัน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-7696642089520504333</id><published>2009-03-17T04:52:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T04:55:47.834-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='internet'/><title type='text'>เซิร์นฉลอง 20 ปี "World Wide Web" พร้อม "เบอร์เนอร์ส-ลี" คนต้นคิด</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;www มีอายุครบ 20 ปีแล้ว เซิร์นในฐานะบ้านเกิด จึงจัดงานฉลอง พร้อมเชิญเหล่านักวิทย์ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ มาบรรยายแลกเปลี่ยนทัศนะ "ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี" ผู้ให้กำเนิด "เวิลด์ ไวด์ เว็บ" ตัวจริง ก็มาร่วมเป็นคีย์โนตด้วย พร้อมเตือนผู้ใช้เว็บไซต์ให้ระมัดระวังการโพสต์ประวัติส่วนตัว เพราะอาจถูกสอดแนมจากผู้ไม่ประสงค์ดีได้&lt;br /&gt;              องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ หรือเซิร์น (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.cern.ch/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;European Center for Nuclear Research: CERN&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) จัดงานฉลองครบรอบ 20 ปี กำเนิด "www" หรือ "เวิลด์ ไวด์ เว็บ" (World Wide Web) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.52 ณ โกลบ ออฟ ไซน์ แอนด์ อินโนเวชั่น (Globe of Science and Innovation) ที่เซิร์น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีสื่อมวลชนมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง&lt;br /&gt;              www ที่เป็นประตูสู่โลกอินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลกในทุกวันนี้มีอายุครบ 20 ปี พอดีในเดือน มี.ค. ปีนี้ จากการสร้างสรรค์และพัฒนาโดย ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) นักพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติอังกฤษของเซิร์น และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนในองค์กรเดียวกัน&lt;br /&gt;              สำนักข่าวเอเอฟพี พาย้อนกลับไปเมื่อเดือน มี.ค. ของ 20 ปีก่อน ที่ เบอร์เนอร์ส-ลี นำเอกสารโครงงานฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล (Information Management: a proposal) ไปเสนอต่อ ไมค์ เซนดอล (Mike Sendall) หัวหน้าของเขา เมื่อเซนดอลได้อ่านดูแล้วก็บอกว่า มันยังดูไม่ค่อยมีความชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเรื่องที่หน้าตื่นเต้นมากทีเดียว&lt;br /&gt;              ทว่าเซนดอลก็เปิดไฟเขียวให้เบอร์เนอร์ส-ลี เดินหน้าโครงการนั้นต่อไปได้ โดยมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนร่วมกันพัฒนา จนสามารถทำให้เว็บบราวเซอร์เรียกเกิดขึ้นในเดือน ต.ค. 2533 และต่อจากนั้นจนถึงปัจจุบันก็มีเว็บบราวเซอร์ เกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน&lt;br /&gt;              ทั้งนี้ ปัจจุบันเบอร์เนอร์ส-ลี เป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) สหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน (Southampton University) อังกฤษ รวมทั้งเป็นประธานองค์กรความร่วมมือเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web Consortium: 3WC)&lt;br /&gt;              สำหรับกิจกรรมที่เซิร์นจัดขึ้นนั้น เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 13 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับ 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ที่ผ่านมา สื่มมวลชนและแขกรับเชิญ เริ่มทยอยลงทะเบียนเข้างาน และถ่ายภาพก่อนเริ่มงาน โดยมีการจำกัดจำนวนสื่อมวลชนให้ร่วมได้เพียงสื่อละ 1 คนเท่านั้น เนื่องจากสถานที่ค่อนข้างจำกัด จากนั้น 14.00 น. รอล์ฟ ฮอยเออร์ (Rolf Heuer) ผู้จัดการทั่วไปของเซิร์นได้กล่าวเปิดงาน&lt;br /&gt;              ต่อด้วยการบรรยายพิเศษ จากนักวิทยาศาสตร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์อีกหลายคน เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไปจนถึงแนวทางการพัฒนาและความเป็นไปอนาคต โดยมีเบอร์เนอร์ส-ลี เป็นผู้ปาฐกถาหลัก&lt;br /&gt;              ทั้งนี้ เบอร์เนอร์ส-ลี ได้แสดงความกังวล เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวอยู่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น และจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลออนไลน์โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวได้ง่าย ดังนั้นผู้ใช้จึงควรหลีกเลี่ยงเว็บไซต์เว็บไซต์จำพวกนี้ และปิดท้ายการฉลอง 20 ปี www ด้วยงานเลี้ยงค็อกเทลที่สิ้นสุดลงในเวลา 19.00 น.&lt;br /&gt;              สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับกิจกรรมครบรอบ 20 ปี www และประวัติความเป็นมาของ www โดยละเอียด สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์นี้ &lt;/span&gt;&lt;a href="http://info.cern.ch/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;http://info.cern.ch/&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; และเป็นเว็บไซต์แรกของโลกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Source: &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-7696642089520504333?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/7696642089520504333/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/20-world-wide-web.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7696642089520504333'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7696642089520504333'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/20-world-wide-web.html' title='เซิร์นฉลอง 20 ปี &quot;World Wide Web&quot; พร้อม &quot;เบอร์เนอร์ส-ลี&quot; คนต้นคิด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-797531594569923946</id><published>2009-03-17T04:46:00.000-07:00</published><updated>2009-03-17T04:51:58.834-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทรัพยากรน้ำ'/><title type='text'>เวทีน้ำโลกย้ำวิกฤติ อีก 20 ปีคนครึ่งโลกขาดน้ำจืด</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;เริ่มแล้วการประชุมระดับโลกทางด้านน้ำจืด "เวิล์ด วอเตอร์ ฟอรั่ม" มีผู้เข้าประชุมมากเป็นประวัติการณ์ ซ้ำข้อมูลยูเอ็นเผยอีก 20 ปีประชากรโลกจะขาดน้ำจืดเกือบครึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในจีนและเอเชียใต้ เร่งสร้างจิตสำนึกมีความรับผิดชอบต่อน้ำ ย้ำแนวคิด “รักษาน้ำเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิต”&lt;br /&gt;              การประชุมน้ำโลกครั้งที่ 5 หรือ "เดอะ ฟิฟธ์ เวริล์ด วอเตอร์ ฟอรั่ม" (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.worldwaterforum5.org/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;The 5th World Water Forum&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 3 ปี โดยในปีนี้เริ่มขึ้นแล้ว ณ กรุงอีสตันบุล ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 16-22 มี.ค.52&lt;br /&gt;              ทั้งนี้ ในการประชุมแต่ละครั้ง ก็จะมีการประกาศประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับน้ำ ทั้งความขาดแคลน แนวโน้มความเสี่ยงอันนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศเหนือแม่น้ำ ทะเลสาบต่างๆ รวมถึงทางออกในการรักษาน้ำสะอาด และสร้างน้ำให้สุขอนามัยเพียงพอแก่ประชากรนับพันล้าน โดยปีนี้มีแนวคิดว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤติน้ำจืดมากยิ่งขึ้น และมุ่งการรณรงค์ไปที่ “รักษาสมบัติอันล้ำค่าต่อชีวิต” (to save the precious stuff of life)&lt;br /&gt;             ทว่า ก่อนการเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าได้มีประชาชนกว่า 300 คนเดินขบวนประท้วงไปยังสถานที่จัดประชุม ส่งผลให้ตำรวจต้องสลายด้วยแก๊สน้ำตา เพราะกลุ่มผู้ประท้วงได้ขว้างก้อนหิน และใช้ไม้เข้าตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากสลายกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว เจ้าหน้าที่จับผู้ประท้วงได้อย่างน้อย 15 ราย และคุมตัวไว้สอบสวนต้อไป ส่วนกิจกรรมการประชุมก็สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ&lt;br /&gt;              สำหรับพิธีเปิดการประชุมเริ่มขึ้น โดย โลอิค โฟชง (Loic Fauchon) ประธานสภาน้ำโลก (World Water Council : WWC) กล่าวปาฐกาว่า มนุษยชาติต้องแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการทำให้น้ำเสีย และการใช้น้ำในทางที่ผิด เพราะน้ำนั้นช่วยประทังชีวิต “พวกเราต้องมีความรับผิดชอบ”&lt;br /&gt;              “มีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดต่อน้ำ มีความรับผิดชอบต่อภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้โลกเปลี่ยนไป และมีความรับผิดชอบต่อผลพวงต่างๆ ที่นำไปสู่ปริมาณน้ำจืดที่ลดลง ซึ่งน้ำจืดเหล่านั้นมีผลต่อการมีชีวิตรอดของมวลมนุษยชาติ” โฟชงกล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              นอกจากนี้ เขายังเสริมอีกว่า ทุกๆ ครั้งเมื่อเอ่ยถึงประวัติศาสตร์น้ำ จะพบว่า พวกเรามักใช้ทรัพยากรน้ำมากเกิน ทว่าในเวลาเดียวกันเราก็ต้องปกป้อง ปรับปรุงคุณภาพน้ำ และแม้กระทั่งนำน้ำกลับมาใช้ใหม่&lt;br /&gt;              ทั้งนี้ ประชากรโลกในปัจจุบันมีมากกว่า 6.5 พันล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านในช่วงกลางศตวรรษ (ประมาณปี ค.ศ.2050) นั่นหมายความว่า จะมีความต้องการน้ำจำนวนมหาศาล มากกว่าปริมาณน้ำที่จะจัดหาได้ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;              ตามข้อมูลขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD) ระบุว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีปัญหาน้ำอย่างรุนแรงนั้น คาดว่าจะสูงถึง 3.9 พันล้านคนในปี ค.ศ.2030 นับว่าเกือบครึ่งของประชากรทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้จะอยู่ในจีน และเอเชียใต้&lt;br /&gt;              นั่นยังไม่รวมถึงผลกระทบจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โลกร้อน (Global warming) มีผลต่อรูปแบบลมฟ้าอากาศไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาและสถานที่ฝนหรือหิมะตก ตามการศึกษาข้อผู้เชี่ยวชาญ&lt;br /&gt;              นอกจากนี้ ประชากรอีกราว 2.5 พันล้านคนยังไม่มีโอกาสเข้าถึงสุขอนามัยที่เหมาะสม ซึ่งนับเป็นอุปสรรค ต่อการบรรลุหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (UN's Millennium Development Goals)&lt;br /&gt;              ข้อมูลจากนักอุทกวิทยาหลายฝ่าย ยังชี้ว่ารากเหง้าของวิกฤติของการขาดน้ำที่แท้จริง เกิดจากการทำเกษตรเกินพอดี การรั่วไหลของน้ำจากแหล่งส่งน้ำเมือง มลพิษของแม่น้ำ และการกักกันแหล่งน้ำจากแหล่งต่างๆ อย่างไร้การควบคุม&lt;br /&gt;              เวทีน้ำในครั้งนี้ จัดขึ้นที่กรุงอีสตันบูล และจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 22 มี.ค.52 ซึ่งการประชุมเริ่มด้วย การประชุมกลุ่มย่อยของเหล่าผู้นำรัฐและรัฐบาล นำโดยตุรกี และจะสรุปด้วยการประชุมใหญ่ระดับรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันหาหนทาง สร้างข้อแนะนำ (guideline) ในการจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด รวมถึงการจัดการกับความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากแหล่งน้ำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              นอกจากภาระที่เป็นของฝ่ายการเมืองแล้ว ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้รวมบริษัทและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำเข้ามาร่วมแสดงความเห็นอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากรายงานการพัฒนาน้ำสำหรับโลกที่ 3 (the third World Water Development Report) ระบุว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องใช้งบประมาณปีละ 92.4 – 148 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างและรักษาระบบการสำรองน้ำ รวมถึงการทำให้น้ำสะอาด และการเกษตร ลำพังที่จีนและบางประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ก็ต้องใช้งบประมาณมากถึงปึละ 38.2-51.4 พันล้านเหรียญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              “จะทำให้อย่างไร ให้การลงทุนทุ่มเงินเหล่านี้มีประสิทธิภาพ และเพียงพอที่จะจัดการน้ำ” นับเป็นโจทย์สำคัญในการประชุมครั้งนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             มาร์ก ฮาเยส (Mark Hayes) นักรณรงค์จากกลุ่ม ซีเอไอ (Corporate Accountability International : CAI) ซึ่งติดตามการดำเนินงานของบริษัทมหาชนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ว่า สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำจากแหล่งใหญ่สู่ประชาชน ทั้งการจัดส่งน้ำ ราคาค่าน้ำ และการจัดการน้ำ ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งจากวิกฤติน้ำและการดำเนินการของบริษัทเหล่านี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              “ขณะนี้ ประชาชนที่กำลังหิวกระหาย ไม่สามารถส่งเสียงของพวกเขาต่อที่ประชุม” ฮาเยสกล่าว ซึ่งการประชุมเวิล์ดวอเตอร์ฟอรั่มครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 27,000 คน จากกว่า 100 ประเทศ นับว่าทำลายสถิติผู้เข้าร่วมประชุม 4 ครั้งก่อนหน้านี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นผู้นำจากประเทศหรืออุตสาหกรรมแล้ว ยังมีคนสำคัญที่น่าจับตามอง อาทิ เจ้าชายวิลเลียม อเล็กซานเดอร์ มกุฏราชกุมารแห่งเนเธอร์แลนด์, เจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดียาลัล ตอลาบานี แห่งอิรัก, ประธานาธิบดีอีโมมาลี ราห์มอน แห่งทาจิกิสถาน และนายกรัฐมนตรีแห่งเกลาหลีใต้ เป็นต้น โดยผู้นำบางท่านจะอยู่ร่วมประชุมตลอดสัปดาห์.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-797531594569923946?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/797531594569923946/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/797531594569923946'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/797531594569923946'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/20.html' title='เวทีน้ำโลกย้ำวิกฤติ อีก 20 ปีคนครึ่งโลกขาดน้ำจืด'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-1773521177537556288</id><published>2009-03-02T06:03:00.000-08:00</published><updated>2009-03-02T06:05:50.537-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><title type='text'>CES : ซัมซุงโชว์แอลซีดียักษ์บางที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;a style="color: rgb(0, 0, 153);" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://www.arip.co.th/images/news/buzz/it/computer6.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 172px; height: 124px;" src="http://www.arip.co.th/images/news/buzz/it/computer6.jpg" alt="" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;เมื่อสองปีก่อน  การพูดถึงความบางของหน้าจอแอลซีดีในหน่วยเซนติเมตรก็เป็นเรื่องตื่นเต้นมากแล้ว  แต่ล่าสุด ผู้ผลิตแดนกิมจิและปลาดิบโชว์แอลซีดีความบางไม่ถึง 1 เซนติเมตร  บุกมหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคหรือ Consumer Electronics Show  (CES) งานนี้ซัมซุงคว้าแชมป์ผู้ผลิตแอลซีดีบางที่สุดสำเร็จด้วยสถิติ 6.5 มม.  เฉือนเจวีซีซึ่งผลิตได้ 7 มม.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;  &lt;p style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;       เจวีซีหรือ Victor Company of Japan  นั้นเปิดตัวหน้าจอแอลซีดีบางพิเศษขนาด 32 นิ้วในงาน CES  โดยรุ่นต้นแบบเป็นหน้าจอแอลซีดีคุณภาพความละเอียดสูงเต็มขั้นหรือ full  high-definition ความหนา 7 มม.น้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัม  กำหนดการวางจำหน่ายภายในปีนี้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ความหนา 7  มม.นั้นหนากว่าผลงานของซัมซุง (Samsung Electronics) ซึ่งเป็น   เจ้าของตำแหน่งผู้ผลิตจอแอลซีดีบางที่สุดในโลกในขณะนี้ สถิติความบางคือ 6.5 มม.หรือ  0.26 นิ้ว เป็นความบางที่เหนือกว่าโทรศัพท์มือถือบางที่สุดในโลก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       งาน 2009 International CES นั้นมีกำหนดจัดที่ลาสเวกัสในวันที่ 8-11  มกราคม ท่ามกลางผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์  โทรศัพท์เคลื่อนที่ ชิป และอื่นๆกว่า 2,700  บริษัทที่จะร่วมแสดงเทคโนโลยีใหม่ของค่าย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       นอกจากความบาง  ผู้ผลิตแอลซีดียังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีภาพสามมิติซึ่งเชื่อว่าจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอนาคต  โดยรายงานระบุว่ายักษ์ใหญ่แดนปลาดิบอย่างโซนี่จะสาธิตเทคโนโลยีกระจายสัญญาณภาพการแข่งขันกีฬาฟุตบอลแบบสามมิติครั้งแรกในงานนี้ด้วย  คาดว่าจะเรียกเสียงฮือฮาจากผู้เข้าชมอย่าง&lt;/p&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;ข้อมูลดีๆ จากห&lt;/span&gt;&lt;a style="color: rgb(0, 0, 153);" href="p://www.manager.co.th"&gt;นังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-1773521177537556288?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/1773521177537556288/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/ces.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1773521177537556288'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1773521177537556288'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/03/ces.html' title='CES : ซัมซุงโชว์แอลซีดียักษ์บางที่สุดในโลก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-4360175945298194845</id><published>2009-02-25T17:10:00.000-08:00</published><updated>2009-02-25T17:16:02.717-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='internet'/><title type='text'>กูเกิลขออภัยกรณีเว็บ Gmail ล่ม</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000002331601.JPEG"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 110px; CURSOR: hand; HEIGHT: 106px" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000002331601.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;กูเกิลขออภัยกรณีบริการฟรีอีเมลนาม "จีเมล (Gmail)" ใช้งานไม่ได้ช่วง 21.30-24.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย กระทบกับสมาชิกหลายล้านคนทั่วโลก ท่ามกลางฝรั่งต่างชาติที่ล้อเลียนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า Gfail&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แอนดรู โควาค์ส (Andrew Kovacs) ประชาสัมพันธ์ของกูเกิลให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่า แม้จีเมลจะใช้การได้แล้วในขณะนี้แต่กูเกิลก็ยังคงเร่งดำเนินการเพื่อสืบหาสาเหตุข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เราจะรีบแจ้งข้อมูลแก่ผู้ใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บริการจีเมลที่ไม่สามารถใช้งานได้นั้น หากคำนวณตามเวลาสหรัฐฯ ปัญหาดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วง 9.30 น. ของวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ โดยบริการใช้การไม่ได้ราว 2 ชั่วโมงครึ่ง จุดนี้อาซาซิโอ ครูซ (Acacio Cruz) ผู้จัดการบริการจีเมลได้โพสต์ข้อความขออภัยที่บริการเกิดความผิดพลาดในวันทำงาน กูเกิลรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้รีบดำเนินการทุกอย่างเพื่อกู้สถานการณ์อย่างรวดเร็วที่สุดแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ 2 ชั่วโมงครึ่งตามที่รายงานข่าวต่างประเทศระบุ โดยผู้ใช้จีเมลชาวไทยบางรายเผยว่าใช้งานจีเมลไม่ได้ตั้งแต่ช่วง 16.00-17.00 น. ของวันอังคาร (24) ตามเวลาในประเทศไทยแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ปัจจุบัน สมาชิกจีเมลทั่วยุโรป เอเซีย สหรัฐฯ และพื้นที่อื่นๆในขณะนี้มีจำนวนกว่า 113 ล้านคน โดยช่วงปีที่แล้ว มีการรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริการจีเมลราว 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ผู้ใช้จีเมลพบหน้าเออเรอร์ หรือต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าถึงกล่องเมลของตัวเองได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับปัญหาในครั้งนี้ ล่าสุดนักแพร่ภาพโป๊หัวใสได้ใช้ชื่อ "Gmail Down" เป็นชื่อลวงผู้ใช้จีเมลที่ต้องการสืบค้นข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยหากกดลิงค์เข้าไปจะพบภาพและวีดีโอลามกแทนที่จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพผู้จัดการออนไลน์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-4360175945298194845?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/4360175945298194845/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/gmail.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4360175945298194845'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4360175945298194845'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/gmail.html' title='กูเกิลขออภัยกรณีเว็บ Gmail ล่ม'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-7302883532677667093</id><published>2009-02-25T17:07:00.000-08:00</published><updated>2009-02-25T17:09:44.128-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>แม่น้ำคงคามีมลพิษ เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์เป็นมะเร็ง</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.polpage.com/meemonk022.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 560px; CURSOR: hand; HEIGHT: 420px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.polpage.com/meemonk022.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;นักชีววิทยาอเมริกันพบว่า น้ำในแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำที่ชนชาวฮินดูถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์หลายช่วง เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์ ที่ล้วนเป็นโรคเนื้อร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพลงก์ตอนเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งไม่สามารถว่ายน้ำไปตามต้องการได้อิสระ จำแนกได้เป็น แพลงก์ตอนพืช และแพลงก์ตอนสัตว์ โดยเหตุที่แพลงก์ตอนมีความสำคัญ เป็นข้อต้นของห่วงโซ่อาหาร ของสัตว์ต่างๆ เมื่อพวกมันเป็นเนื้อร้าย ก็จะพลอยทำให้ปลาเล็กปลาน้อยซึ่งกินมันเป็นอาหารพลอยติดโรคไปด้วย และเมื่อปลาใหญ่กินปลาเล็กกินอาหารอีกทอดหนึ่ง ก็พลอยติดโรคต่อกันไปเป็นทอดๆ ซึ่งจะรวมถึงคนที่ไปกินปลาในแม่น้ำเป็นอาหารในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำคงคา ช่วงที่ไหลผ่านเมืองหริวอร์, กันปุระ, พาราณสี, ปัตนา และกัลกัตตาไปศึกษาที่ห้องปฏิบัติการในอเมริกา และได้นำมารายงานในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์ที่เมืองปัตนาว่า “มันเป็นเครื่องแสดงว่า แม่น้ำคงคามีปัญหาสุขภาพของสิ่งแวดล้อม และถ้าหากแพลงก์ตอนต้องตายเกลี้ยง ในแม่น้ำก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย” และกล่าวเสริมว่า “เป็นเพราะการทิ้งขยะมูลฝอยลงแม่น้ำ ไปเลี้ยงให้พวกแบคทีเรียเจริญเติบโต”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีการประมาณว่า นับแม่น้ำคงคาช่วงตั้งแต่เมืองกอมุก ไปจนไหลลงสู่อ่าวเบงกอล ระยะทาง 2,510 กม.ได้มีการปล่อยน้ำโสโครกทิ้งลงสู่แม่น้ำเป็นปริมาณเกือบ1 พันล้านลิตร.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-7302883532677667093?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/7302883532677667093/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_7626.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7302883532677667093'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7302883532677667093'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_7626.html' title='แม่น้ำคงคามีมลพิษ เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์เป็นมะเร็ง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-2704590143413904554</id><published>2009-02-25T17:04:00.000-08:00</published><updated>2009-02-25T17:30:28.216-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><title type='text'>ยุงตามไล่กัดถึงบนอวกาศ สามารถอยู่ในสภาพนอกโลกนานเป็นปี</title><content type='html'>&lt;a href="http://learners.in.th/file/yongtangrue/1190740164__x_mosquito.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 430px; CURSOR: hand; HEIGHT: 307px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://learners.in.th/file/yongtangrue/1190740164__x_mosquito.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ถึงมนุษย์จะอวดอิทธิฤทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินทางออกนอกโลกได้ แต่ก็ไม่อาจจะหนีรอดพ้นยุงไปได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้แจ้งว่า พวกสัตว์ที่กินเลือดพวกเราเป็นอาหารเหล่านี้ สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ใน อวกาศ ได้นานถึง 1 ปีครึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รองนายกสมาคมวิทยาศาสตร์รัสเซีย นายอนาโทลี ไกรกอร์เยฟ เปิด เผยว่า “เราได้พามันออกไปนอกโลกและกลับลงมาบ้าน มันยังมีชีวิตอยู่ ได้” เขาเล่าว่าได้นำมันขึ้นไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศสากล เพื่อจะดูว่าสภาพอวกาศจะเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่ เป็นโครงการทดลองกับพืชและสัตว์ต่างๆ ด้วย&lt;br /&gt;ยุงที่เอาไปศึกษาเป็นยุงแอฟริกา ซึ่งเคยเลี้ยงตัวอ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้น เนื่องจากดินฟ้าอากาศที่แล้งฝนของกาฬทวีป หากแต่ มันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ยากลำบาก โดยที่มันทำตัวเองให้อยู่ในสภาพจำศีล สามารถให้ร่างกายพักงานใหญ่ๆ ไว้ชั่วคราว.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-2704590143413904554?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/2704590143413904554/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6030.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2704590143413904554'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/2704590143413904554'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6030.html' title='ยุงตามไล่กัดถึงบนอวกาศ สามารถอยู่ในสภาพนอกโลกนานเป็นปี'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-3242846834538818437</id><published>2009-02-25T17:01:00.000-08:00</published><updated>2009-02-25T17:03:20.479-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='หุ่นยนต์'/><title type='text'>สร้างหุ่นยนต์อยู่คู่กับคน มีใบหน้าแสดงความรู้สึกรักและชังได้</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.thairath.co.th/2552/technology/Feb/library/26/tec.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 150px; CURSOR: hand; HEIGHT: 200px" alt="" src="http://www.thairath.co.th/2552/technology/Feb/library/26/tec.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;วารสารเรื่องวิทยาศาสตร์ “นิว ไซเอนทิสต์” ชื่อดังเปิดเผยว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังเปิดตัวหุ่นยนต์เหมือนคนและสุนัข ที่มีบุคลิกลักษณะพิเศษ เพื่อให้สามารถอยู่รวมกับมนุษย์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์โลลา คานาเมโร แห่งมหาวิทยาลัยเฮิร์ต ฟอร์เชียร์ ที่อังกฤษ ผู้สร้างหุ่นยนต์เหล่านี้แจ้งว่า ได้สร้างหุ่นยนต์ที่เรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมในสังคม โดยนำออกแสดงในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ของกรุงลอนดอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้ได้เริ่มสร้างหุ่นยนต์ที่มีหัวแสดงอารมณ์ได้อยู่ตัวหนึ่ง มันสามารถจะติดต่อกับผู้คน โดยทำสีหน้า เพื่อต้องการจะรู้ถึงปฏิกิริยาของคนว่า จะยอมรับหุ่นยนต์ได้หรือไม่ ทั้งเพื่อจะเอาความรู้มาพัฒนาหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถจะทำงานเคียงข้างมนุษย์ ทั้งในฐานะผู้ให้บริการหรือเป็นสัตว์เลี้ยงต่อไปด้วย. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-3242846834538818437?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/3242846834538818437/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3242846834538818437'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3242846834538818437'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_25.html' title='สร้างหุ่นยนต์อยู่คู่กับคน มีใบหน้าแสดงความรู้สึกรักและชังได้'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-266034394862523813</id><published>2009-02-23T17:58:00.000-08:00</published><updated>2009-02-23T18:00:39.365-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มือถือ'/><title type='text'>ZTE คลอดมือถือพลังงานแสงอาทิตย์ราคาไม่ถึง 1,400 บาท</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1174886"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 365px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1174886" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ยักษ์ใหญ่จากจีน ZTE เปิดตัวโทรศัพท์มือถือพลังงานแสงอาทิตย์ราคาประหยัดรุ่นแรกของโลก พุ่งเป้ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยในโลกกำลังพัฒนาที่มีไฟฟ้าใช้อย่างจำกัด พร้อมเปิดตลาดเดือนมิถุนายนนี้ในราคาไม่ถึง 40 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,400 บาท&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หวังหยงซุง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ZTE เปิดเผยว่าได้จับมือโอเปเรเตอร์ผู้ให้บริการเครือข่ายนาม Digicel เพื่อเตรียมวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือพลังงานแสงอาทิตย์ราคาประหยัดในสาธารณรัฐเฮติ รัฐเอกราชซามัว และปาปัวนิวกินี มั่นใจว่ายอดจำหน่ายในปีแรกจะมีจำนวนสูงในหลักล้านเครื่อง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เราคาดว่า ยังมีประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือมีแต่ก็สามารถใช้งานได้อย่างจำกัด" &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โทรศัพท์เครื่องนี้ใช้ชื่อเรียกว่า Coral-200-Solar ใช้เทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งพัฒนาพาแนลเซลแสงอาทิตย์ให้มีขนาดเล็ก 3x7 เซนติเมตร (1.2x2.8 นิ้ว) สำหรับติดไว้ด้านหลังของโทรศัพท์ ข้อมูลระบุว่า หากนำโทรศัพท์มือถือไปวางกลางแดด 1 ชั่วโมง จะสามารถให้พลังงานในการคุยโทรศัพท์ได้นาน 15 นาที โดยโทรศัพท์นี้สามารถชาร์จพลังงานด้วยไฟฟ้าได้เช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทอม ไบรอันท์ (Tom Bryant) ผู้บริหารของ Digicel ระบุว่าตลาดของบริษัทซึ่งได้แก่กลุ่มประเทศในแถบคาบสมุทรแคริบเบียน อเมริกากลาง และแปซิฟิกบางแห่งยังเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้งานไฟฟ้าได้อย่างจำกัด และในประเทศเหล่านี้ก็ไม่มีสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เลือกมากนัก จุดนี้ไบรอันท์ระบุว่า บริษัทจะตั้งราคาจำหน่ายให้ไม่เกินกำลังที่ผู้บริโภคจะซื้อได้ คาดว่าราคาจะไม่เกิน 40 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,400 บาท&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือพลังงานแสงอาทิตย์ราคาประหยัดจะเป็นทางเลือกที่ดีของประชาชนในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนบางกลุ่มยังต้องเสียค่าบริการชาร์จไฟในโทรศัพท์มือถือเพราะที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้งาน และไม่ใช่เพียงโทรศัพท์มือถือเท่านั้น นักวิเคราะห์เชื่อว่าการติดตั้งเซลพลังงานแสงอาทิตย์ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดอื่นๆก็มีแนวโน้มไปได้สวยในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;งานนี้ ผู้บริหารของ ZTE ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อทำตลาดโทรศัพท์มือถือพลังงานแสงอาทิตย์ราคาประหยัดกับโอเปอเรเตอร์หลายรายในขณะนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แนวโน้มการนำพลังงานทางเลือกมาใช้กับโทรศัพท์มือถือแทนไฟฟ้านั้นเกิดขึ้นมานานและมีทิศทางเด่นชัดขึ้นทุกทีในปัจจุบัน เฉพาะในงาน MWC 2009 ที่สเปน ซัมซุง (Samsung) ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ Blue Earth ซึ่งฝังเซลพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ด้านหลังเครื่อง ชนกับแอลจี (LG) ที่เปิดตัวต้นแบบโทรศัพท์พลังงานแสงอาทิตย์ (ยังไม่เปิดเผยชื่อรุ่น) เช่นกัน ทั้งหมดโชว์ตัวท่ามกลางคำการันตีจาก ZTE ว่า โทรศัพท์ Coral-200-Solar นี้มีความสามารถในการจัดการพลังงานสูงกว่าโทรศัพท์แสงอาทิตย์ที่มีในท้องตลาดขณะนี้ถึง 2 เท่าตัว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-266034394862523813?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/266034394862523813/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/zte-1400.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/266034394862523813'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/266034394862523813'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/zte-1400.html' title='ZTE คลอดมือถือพลังงานแสงอาทิตย์ราคาไม่ถึง 1,400 บาท'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-3879691132613284044</id><published>2009-02-23T17:53:00.000-08:00</published><updated>2009-02-23T17:57:33.334-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มือถือ'/><title type='text'>วันที่รอคอย...ส่งมอบโนเกีย 5800 XpressMusic</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=552000000524433"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 375px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=552000000524433" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000000524402.JPEG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 333px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000000524402.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;div&gt;จบลงไปเรียบร้อยด้วยดีสำหรับงาน "วันที่รอคอย...ส่งมอบโนเกีย 5800 XpressMusic" (ศุกร์ที่ 20 ก.พ. 52) ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ งานนี้คนที่ได้จับจองเครื่องไว้ก่อนหน้านี้ทั้งผ่านออนไลน์ และไทยแลนด์ โมบายล์ เอ็กซ์โป 2009 ต่างทยอยเข้ามารับเครื่องตามนัดหมายกันอย่างพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องทะลุชั้นบรรยากาศลงมาแบบไม่เกรงใจใคร แต่คนที่ยืนรอทางด้านล่างก็ไม่ได้ย่อท้อ แถมใบหน้าแต่ละคนนอกจากจะเปื้อนเหงื่อแล้วยังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอ่อนๆด้วย&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ผมได้ยินหลายเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงงานนี้ค่อนข้างหนาหู ซึ่งเรื่องที่พูดกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องความประทับใจของการจัดงานครั้งนี้ ที่ให้การบริการคอยอำนวยความสะดวกลูกค้าได้เป็นอย่างดี และผมก็เชื่อว่าหลายคนที่มารับเครื่องแต่หัววันนั้นยอมโดดงาน เฮ่ย! ยอมลางานเพื่อมารอรับเครื่องโดยเฉพาะ :)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คนแรกที่มาจองคิวตั้งแต่เช้า(มืด) และอยู่จนกระทั่งจบงานเห็นจะเป็นน้องเอ็ม นายสิทธิรัช จิรปรมัตถ์ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จากโรงเรียนหอวัง นั่นเอง ต้องขอนับถือในความมานะ อดทนจริงๆสำหรับลูกค้าคนแรกในงานนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการฝ่าแสงแดดจ้าในช่วงกลางวัน ช่วงเย็นทางโนเกียก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันต่อ เรียกว่างานนี้แรงไม่หมดไม่ต้องกลับบ้าน ซึ่งกิจกกรมเป็นการแสดงคอนเสิร์ตโดยมีดีเจฝีปากกล้าจาก 2 คลื่นวิทยุมาประชันกัน คือ 91.5 Hot FM กับ 94 EFM ส่วนศิลปินที่มาขึ้นเวทีร่วมแสดงในงานนี้ ได้แก่ Play Ground, Zeal, Buddha Bless, Paradox, Modern Dog และปิดท้ายด้วยGroove Riders&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;งานนี้เล่นเอาหลายคนอาบเหงื่อแทนน้ำกันถ้วนนะ และผมเองก็เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า "หูดับตับไหม้" ในงานนี้เองครับ เพราะหลังจากจบคอนเสิร์ตหูผมใช้การไม่ได้ชั่วคราวไปหนึ่งข้างครับ :) และผมก็ไม่พลาดเก็บบรรยากาศเหล่านั้นมาให้ชาว CbiZReview ได้ชมกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่ก่อนจะไปชมภาพบรรยากาศในงาน ทางโนเกียได้ฝากมาประชาสัมพันธ์ว่า โนเกีย 5800 XpressMusic ยังเอาใจคอเพลงด้วย XpressMusic Hit List บริการทางดนตรีอย่างสมบูรณ์แบบ โดยได้รับความร่วมมือจาก 3 ค่ายเพลงดัง ได้แก่ โซนี่ มิวสิค, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และอาร์เอส ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดเพลงได้ฟรี เป็นเวลา 6 เดือนหลังจากลงทะเบียน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโดยตรงสู่มือถือได้เลย หรือผ่านพีซีก็ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-3879691132613284044?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/3879691132613284044/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/5800-xpressmusic.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3879691132613284044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3879691132613284044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/5800-xpressmusic.html' title='วันที่รอคอย...ส่งมอบโนเกีย 5800 XpressMusic'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-4492987808277439167</id><published>2009-02-23T17:49:00.000-08:00</published><updated>2009-02-23T17:51:59.202-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สัตว์'/><title type='text'>กิมจิย้ำศักยภาพ โชว์ "ลูกสุนัขโคลนนิง" จากสเต็มเซลล์ไขมันครั้งแรก</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000001189101.JPEG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 375px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000001189101.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโคลนนิงสุนัขอีกครั้ง หลังบริษัทวิจัยในเกาหลีใต้ทำสำเร็จ โคลนนิงลูกสุนัขบีเกิลได้ 2 ตัว จากเซลล์ต้นกำเนิด ในเนื้อเยื่อไขมันของสุนัขตัวต้นแบบเป็นครั้งแรก โอกาสสำเร็จสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง เปิดทางสู่ธุรกิจโคลนนิงสัตว์เลี้ยง และเอื้อประโยชน์ต่องานวิจัยทางการแพทย์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อาร์เอ็นแอล ไบโอ (&lt;/span&gt;&lt;a href="https://rnl.co.kr/eng/main.asp" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;RNL Bio&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) บริษัทเอกชนด้านพันธุวิศวกรรมแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ โชว์ความสำเร็จงดงามด้วยการโคลนนิงลูกสุนัข 2 ตัว ด้วยเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ (stem cell) จากเนื้อเยื่อไขมันของสุนัขตัวต้นแบบพันธุ์บีเกิล โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการโคลนนิงสำเร็จโดยใช้สเต็มเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน และมีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา ในกรุงโซล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เอเอฟพีระบุว่าทีมนักวิจัยของอาร์เอ็นแอล ไบโอ เริ่มแยกตัวอย่างเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) จากสุนัขพันธุ์บีเกิลเมื่อเดือน ต.ค. 51 จากนั้นแยกเอาสเต็มเซลล์ออกมาเพาะเลี้ยงต่อในห้องแล็บ แล้วทำการโคลนนิงโดยนำดีเอ็นเอจากเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อไขมันไปใส่ในเซลล์ไข่ของสุนัข และเพาะเลี้ยงได้ตัวอ่อนจำนวน 84 ตัว แล้วนำไปแบ่งฝากในท้องแม่สุนัขอุ้มบุญจำนวน 5 ตัว เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 51&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;จนกระทั่งเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. 52 แม่สุนัขตัวหนึ่งชื่อ ริเวอร์ (River) คลอดลูกสุนัขโคลนนิงออกมา 2 ตัว ซึ่งทีมวิจัยตั้งชื่อให้ลูกสุนัข 2 ตัวนี้ว่า เมจิก (Magic) กับ สเต็ม (Stem) นับว่าเป็นลูกสุนัขคู่แรกที่เกิดจากเทคนิคการโคลนนิงแบบใหม่ที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งนักวิจัยระบุว่ามีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการโคลนนิงโดยทั่วไปที่มักใช้เซลล์ร่างกาย (somatic cells) ของสิ่งมีชีวิตต้นแบบ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"หากเราพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้จนสมบูรณ์ การโคลนนิงสุนัขก็จะง่ายขึ้นเยอะ และยังลดต้นทุนในการโคลนนิงลงได้อีกมากด้วย" คำกล่าวของ รา จองชาน (Ra Jeong-Chan) ผู้บริหารของอาร์เอ็นแอล ไบโอ ซึ่งระบุอยู่ในรอยเตอร์ส พร้อมกับบอกด้วยว่าวิธีนี้จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการโคลนนิงสุนัขลดลงเหลือเพียงแค่ราว 50,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,750,000 บาท) ได้ภายใน 3 ปีนี้ จากเดิมที่เจ้าของสุนัขต้องควักกระเป๋าจ่ายไม่ต่ำกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,500,000 บาท) หากอยากโคลนนิงสุนัขแสนรักที่ตายไปแล้ว ทั้งยังจะเป็นประโยชน์ในการโคลนนิงสุนัขดมกลิ่นสำหรับใช้ในราชการด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทีมวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าเทคนิคนี้ยังมีประโยชน์ในด้านการศึกษาหาวิธีรักษาโรคทางพันธุกรรมในสุนัขที่คล้ายกับโรคในคน เช่น เบาหวาน เป็นต้น อีกทั้งเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อไขมันยังมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ส เบาหวาน ข้ออักเสบ และอีกหลายโรคด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวนักวิจัยแสดงให้ดูเฉพาะภาพถ่ายของลูกสุนัขทั้ง 2 ตัว เท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้เห็นลูกสุนัขตัวจริง เนื่องจากเกรงว่าแม่สุนัขจะตกใจและอาจทำอันตรายลูกสุนัขได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ด้าน ปาร์ก เซ-ปิล (Park Se-Pill) ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิงของเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับบริษัท อาร์เอ็นแอล ไบโอ กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีการโคลนนิงสัตว์ให้ก้าวหน้ามากขึ้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี และมีส่วนช่วยลดต้นทุนให้ถูกลงได้ รวมทั้งทำให้อุตสาหกรรมโคลนนิงสัตว์เลี้ยงมีโอกาสเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้ว อาร์เอ็นแอล ไบโอ ยังได้โคลนนิงสุนัขจากเซลล์ใบหูของสุนัขพันธุ์พิตบูลเทอร์เรียแช่แข็ง สัตว์เลี้ยงแสนรักของหญิงชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งเธอก็ยอมจ่ายเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้บริษัทดังกล่าวโคลนนิงสุนัขแสนรักให้กลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง และนับว่าเป็นการโคลนนิงสัตว์เลี้ยงเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของโลกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-4492987808277439167?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/4492987808277439167/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_9001.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4492987808277439167'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/4492987808277439167'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_9001.html' title='กิมจิย้ำศักยภาพ โชว์ &quot;ลูกสุนัขโคลนนิง&quot; จากสเต็มเซลล์ไขมันครั้งแรก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-908985245978237035</id><published>2009-02-23T17:44:00.000-08:00</published><updated>2009-02-23T17:48:26.168-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1147766"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 314px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1147766" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิจัยมะกัน พัฒนาท่อนำแสง ทำแสงให้มีขนาดนาโน ช่วยดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในของไหลได้ดี พร้อมนำส่งไปยังทิศทางที่ต้องการได้สะดวก อนาคตเห็นทางทำไบโอเซนเซอร์ตรวจโรคแม่นยำสูง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.cornell.edu/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Cornell University&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) สหรัฐฯ ค้นพบวิธีดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในสารละลายไหล โดยใช้ลำแสงขนาดนาโน ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารเนเจอร์ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nature.com/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Nature&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ตามที่ระบุในไซน์เดลี โดยนักวิจัยหวังว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาเป็นไบโอเซนเซอร์ความแม่นยำสูง หรือประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและนำส่งอนุภาคนาโน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;วิลเลียม ชูลทส์ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐฯ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nsf.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;National Science Foundation: NSF&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการวิจัยนี้ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในงานด้านวิศวกรรมในการจัดการกับวัตถุระดับโมเลกุลและอะตอม โดยเฉพาะวัตถุที่บรรจุอยู่ในของเหลว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ประโยชน์จากแสงในการจัดการกับเซลล์และวัตถุขนาดนาโนอยู่แล้ว ทว่าเทคนิคใหม่ที่ว่านี้นี้ช่วยให้นักวิจัยทำงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและยาวนานขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ด้าน เดวิด อีริคสัน (David Erickson) วิศวกร คอร์เนล กล่าวว่า เรามองแสงเป็นชุดของอนุภาคที่ไม่มีมวลโดยเรียกว่าโฟตอน (photon) ซึ่งพวกเขาได้ทดลองหาวิธีรวมอนุภาคโฟตอนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กมาก แล้วทำให้ส่องผ่านไปตามท่อนำคลื่น (waveguide) ชนิดพิเศษ ซึ่งคล้ายกับเส้นใยแก้วนำแสงขนาดนาโน เมื่อชิ้นส่วนของวัตถุใด ซึ่งอาจจะเป็นดีเอ็นเอ หรืออนุภาคนาโน ลอยเข้ามาใกล้กับลำแสงโฟตอนดังกล่าว จะถูกดูดเข้ามาข้างในและไหลไปตามลำแสง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาท่อนำคลื่นเพื่อทำให้แสงกลายเป็นลำแสงขนาดเล็ก และพัฒนาต่อไปเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในกับดักจับดีเอ็นเอ หรือวัตถุอื่นที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรที่ไหลอยู่ในของเหลวได้ดียิ่งขึ้น โดยท่อเล็กๆ แต่ละท่อที่อยู่ภายในท่อนำคลื่นนั้นมีความกว้างเพียง 60-120 นาโนเมตร เท่านั้น ซึ่งบางกว่าความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์อินฟราเรดที่มีขนาด 1,500 นาโนเมตร ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยขจัดข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมอันเกิดจากการกระจายของลำแสงเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และท่อขนาดนาโนภายในท่อนำแสงดังกล่าวยังช่วยให้ใช้แสงในการดักจับหรือขนส่งวัตถุนาโนได้ดียิ่งขึ้นด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิจัยทดลองโดยนำสารละลายที่มีดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโน มาชะให้ไหลผ่านไปตามท่อนำแสงที่มีช่องแสงผ่านขนาดไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 80 ไมโครเมตรต่อวินาที ผลปรากฏว่าระบบดังกล่าวสามารถดักจับดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโนเข้ามาภายในลำแสงได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ส่วนของอนุภาคทั้งหมด ทว่าเมื่อทดลองใช้ท่อนำแสงที่มีช่องแสงขนาดเล็กลง อัตราการไหลช้าลง และลำแสงมีพลังงานสูงกว่า ปริมาณอนุภาคที่ดักจับได้ก็มีอัตราเพิ่มขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"สิ่งที่เรากำลังหวังจะทำในตอนนี้ คือทำความเข้าใจกับหลักการทางฟิสิกส์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เห็นอะไรก็ตาม ที่อาจเป็นไปได้เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น ครั้งท้ายสุดเรานึกถึงการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านแสงที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ในการสื่อสารและงานอื่นๆ ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีการประยุกต์นำไปใช้ทางด้านระบบนาโน ซึ่งความหวังในอนาคตของเราคือสามารถขนส่งผ่านแต่ละสายของดีเอ็นเอได้คล้ายกับการขนส่งผ่านแสงที่ทำได้แล้วในปัจจุบัน" อีริคสัน กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อีกทั้งในอนาคตอาจมีการนำเทคโนโลยีในไปใช้ในการดักจับ หรือนำส่งดีเอ็นเอหรืออนุภาคอื่นให้ไปยังทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้องได้ อาทิ ใชัในการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวินิจฉัยต่างๆ หรือสำหรับรวบรวมอนุภาคที่มีโครงสร้างตามที่ต้องการ.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-908985245978237035?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/908985245978237035/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_23.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/908985245978237035'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/908985245978237035'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_23.html' title='ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-226716972086430565</id><published>2009-02-16T22:02:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T22:10:10.387-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='internet'/><title type='text'>เจาะตลาดทางเน็ต (ESM)</title><content type='html'>&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5303644554120521010" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 137px; CURSOR: hand; HEIGHT: 97px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SZpUnz9J5TI/AAAAAAAAAXo/73Z8qfbRx7c/s200/emarket.jpg" border="0" /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เรื่องบริการเจาะหาตลาดด้วยอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า อีเอสเอ็ม หรือ Enterprise Search Market มีโอกาสรุ่งเรือง โดยล่าสุด บริษัทการ์ทเนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยทางการตลาดคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท ในปี 2010 น่าจะเป็นตลาดใหม่ที่มีอนาคต &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สถิติทางด้านการตลาดของอีเอสเอ็มเท่าที่ผ่านมาเป็นดังนี้ครับ คือปี 2006 มีรายได้ 717.2 ล้านดอลลาร์ หรือ 25,500 ล้านบาท ปี 2007 รายได้ 860.6 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,000 ล้านบาท ปี 2008 รายได้ 989.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 35,600 ล้านบาท ปี 2009 รายได้ 1,108.5 ล้านดอลลาร์ หรือ 40,000 ล้านบาท &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อีเอสเอ็มจะต่างจากเอสอีเอ็ม หรือ Search Engine Marketing SEM โดยที่ อีเอสเอ็มนั้นจะเจาะตลาดลึกลงไปแล้วจะทำการวัดและวิเคราะห์ถึงธุรกิจต่าง ๆ ให้เสร็จเลยว่า ตลาดอยู่ในบริเวณไหนบ้าง งบประมาณที่ใช้เท่าไร ตลาดแยกตามภาษาต่าง ๆ ได้ ผู้เข้าชมน่าจะมีเท่าไรในเว็บ แถมคำนวณผลตอบแทนการลงทุนให้เสร็จ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ฟังดูแล้วอัศจรรย์แต่ข้อมูลที่ได้ก็แพงเพราะค่าโฆษณาแบบนี้เขามีวิธีคิดเงินหลายแบบมาก และที่นิยมคือ จ่ายเป็นคลิกละเท่าไร โดยนับจากจำนวนผู้เข้าชม ส่วนของจริงจะได้หรือไม่ ตามที่อีเอสเอ็มคำนวณ ก็อยู่ที่บริษัทจะจ้างโฆษณาตัดสินใจเอาเอง ขณะนี้จากข่าวที่บริษัทไอบีเอ็ม ไมโครซอฟต์ โอราเคิล และเอสเอพี ที่เข้าร่วมกันทำตลาดอีเอสเอ็ม ก็ยังจะทำต่อไป โดยมีฟังก์ชันอีกหลายอย่างที่เสริมความมั่นใจให้ลูกค้าผู้เข้ามาโฆษณา &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับประเทศไทย เหมาะสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่จะคิดซื้อโฆษณา บริษัท เล็ก ๆ หรือกลางก็คงซื้อได้จากเว็บดัง ๆ ของไทย ราคายังถูกกว่ามากมายมหาศาล คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านตามสมควรนะครับ.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ รองศาสตราจารย์ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล &lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:boonmark@rsu.ac.th"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;boonmark@rsu.ac.th&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-226716972086430565?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/226716972086430565/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/esm.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/226716972086430565'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/226716972086430565'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/esm.html' title='เจาะตลาดทางเน็ต (ESM)'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_TcmvfDPM0Cg/SZpUnz9J5TI/AAAAAAAAAXo/73Z8qfbRx7c/s72-c/emarket.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-5408290884648395998</id><published>2009-02-16T21:56:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T21:59:54.153-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทรัพยากรน้ำ'/><title type='text'>พระอัจฉริยภาพไม่มีที่ใดเสมอเหมือน</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/photo/355355.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px" alt="" src="http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/photo/355355.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#000066;"&gt;พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานวิธีแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ จากปัญหาภัยแล้ง รับสั่งให้บริหารจัดการนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออกโดยทรงแนะนำให้นำน้ำจากจังหวัดจันทบุรี มาบริหารจัดการให้จังหวัดระยอง เพราะที่จันทบุรีมีน้ำมากก็ไหลลงทะเลหมด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;และเตรียมให้พร้อมกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซึ่งคาดว่า ในปีนี้จะมีน้ำจำนวนมาก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสุเมธ ตันติเวชกุล และนาย รอยล จิตรดอน เข้าเฝ้า เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทยปี 2551 การคาดการณ์สภาพอากาศประเทศไทยปี 2552 รวมทั้งความก้าวหน้าโครงการแก้มลิงอเนกประสงค์คลองสนามชัย-มหาชัย กรุงเทพมหานคร-สมุทรสาคร&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;หลายครั้งที่เราชาวไทยได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อคาดว่าจะมีภัยมาถึงประชาชน พระองค์ท่านก็จะทรงแนะนำ ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ปฏิบัติได้ง่าย อย่างไม่มีผู้ใดจะมาเสมอเหมือน เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนของพระองค์ทุกครั้ง พระองค์ทรงรับสั่งเพิ่มเติมว่า “ทรงห่วง สถานการณ์น้ำที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยอง โดยเฉพาะช่วงที่ฝนเยอะ ถ้าจัดการไม่ดีมีถนนขวางทางน้ำ จะทำให้น้ำท่วม ทรงแนะว่าควรมีขบวนการเก็บน้ำโดยจัดการแก้ไขถนนที่ขวางทางน้ำ มีการระบาย กักเก็บซึ่งเป็นการช่วยทั้งการป้องกันน้ำท่วมและทำให้มีน้ำใช้ ขณะเดียวกันทรงห่วงสถานการณ์น้ำทางภาคใต้ กรณีที่มีถนนขวางทางน้ำจะทำให้น้ำท่วม ทรงแนะนำว่า กรมชลประทานและกรมทางหลวงควรทำงานร่วมกัน” อันที่จริง แนวพระราชดำรินี้เป็นส่วนหนึ่งของพระอัจฉริยภาพด้วยนวัตกรรมอันมากมายที่พระองค์ท่านได้ทรงคิดประดิษฐ์ขึ้น โดยมีผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หลายประเภท เช่น ด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร 8 ฉบับ ตัวอย่างคือ กังหันชัยพัฒนา ฝนหลวง โครงการแก้มลิง และอื่น ๆ เครื่องหมายการค้ารวม 13 คำขอ และลิขสิทธิ์เพลงพระราชนิพนธ์ หนังสือต่าง ๆ ภาพถ่ายและภาพวาดฝีพระหัตถ์ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ได้มีหลายองค์การที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ทางปัญญาได้เคยทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล และประกาศนียบัตรแด่พระองค์มากมายเช่น ฮังการี เกาหลีใต้ ซึ่งผลงานพระองค์ในฐานะนักประดิษฐ์ในระดับโลก ในวันที่ 14 มกราคม 2552 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลกหรือไวโป WIPO World Intellectual Property Organization ซึ่งมีสมาชิก 184 ประเทศตั้งแต่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และไทย จนถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยผู้อำนวยการใหญ่ นายฟรานซิส เกอร์รี่ ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ รางวัลโกลบอลลีดเดอร์อวอร์ด หรือรางวัลผู้นำโลก ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;นับเป็นพระองค์แรก ยกย่องพระมหากษัตริย์ทรงอุทิศตนและใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาส่งเสริมพัฒนาประเทศ ให้ชีวิตความเป็นอยู่ชาวไทยดีขึ้น นับตั้งแต่องค์การนี้ซึ่งเป็นองค์การพิเศษ ขององค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นที่เรารู้จักกัน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2510 หรือกว่า 41 ปีมาแล้ว ยังไม่มีผู้นำประเทศใดในโลกได้รับ เรารักพระเจ้าอยู่หัวที่สุดในโลก.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล&lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:boonmark@rsu.ac.th"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;boonmark@rsu.ac.th&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-5408290884648395998?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/5408290884648395998/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6260.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5408290884648395998'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/5408290884648395998'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6260.html' title='พระอัจฉริยภาพไม่มีที่ใดเสมอเหมือน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-7412260827994638207</id><published>2009-02-16T21:44:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T21:55:34.108-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='internet'/><title type='text'>จีนยักษ์ใหญ่ไซเบอร์โลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.foxnews.com/images/308636/5_61_china_internet2.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://www.foxnews.com/images/308636/5_61_china_internet2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ประเทศจีนเป็นข่าวใหญ่ เรื่องจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดของโลกอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยเศรษฐกิจของจีนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดย แซงประเทศเยอรมนีไปเรียบร้อยโรงเรียน จีน นับเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าทั้งตัวเลขทางไซเบอร์และเศรษฐกิจของจีนยังมีโมเมนตัมแรงไม่ตกทั้ง ๆ ที่จีนมีข่าวร้ายเยอะในปีที่ผ่านมาทั้งวิกฤติเศรษฐกิจจากแฮมเบอร์เกอร์สหรัฐ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ประชาชนตายนับแสนเศรษฐกิจพังพินาศ ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องทิเบตที่ประเทศตะวันตกชอบประโคมข่าวให้ และเรื่องเมลามีน นมพิษ เด็กตายหลายคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;นับว่าประเทศจีนอึด อดทน และมีความตั้งใจจริงและที่ชัดเจนที่ผมเขียนในบทความนี้ คือเรื่องไซเบอร์ของจีนซึ่งประเทศจีนเอาจริง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ในวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ผมเคยเขียนบทความ “จีนใช้เน็ตมากที่สุดในโลก” ซึ่งขณะนั้นสำรวจได้ว่าจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 253 ล้านคน ส่วนสหรัฐอเมริกามีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 223 ล้านคนจากการสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 คือตอนกลางปี&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;เริ่มต้นปี 2552 จีนก็ประกาศใหม่หลังจากการสำรวจเสร็จตอนปลายปีคือสิ้นสุดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 298 ล้านคน คือแซงสหรัฐอเมริกาให้ ขาดเลยจะได้หายสงสัยจากสถิติของปีที่ผ่านมา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;สรุปได้ว่าอัตราการเจริญเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของจีนปี 2551 โตกว่าปี 2550 ถึง 41.9% ซึ่งนับเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;จากการศึกษาวิจัยที่น่าสนใจของสถิติอีกตัวเลขหนึ่งคือ จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือของจีนมีถึง 633.8 ล้านเครื่องมากที่สุดของโลกอีกเช่นกัน ซึ่งประเทศจีนกำลังจะได้ใช้โทรศัพท์มือถือยกขึ้นเป็นระดับ 3 จี หรือ Third Generation (3 G) สัปดาห์นี้ (ขณะเขียนบทความ) ซึ่งจะทำให้การส่งข้อมูลและการบริการยกสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งไปเลยคือ ใช้ได้ทั้งดูทีวี เล่นเกมออนไลน์ โทรศัพท์ได้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางในประเทศ และเล่นเน็ตได้อย่างสนุกสนานสบายใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;จากเรื่องที่จีนยกระดับการบริการโทรคมนาคมเป็น 3 จีนี่เองยิ่งจะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีอัตราเจริญเติบโตเร็วขึ้นไปอีก สถิติที่น่าสนใจอีกตัวเลขหนึ่งคือ ภาษาที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใช้กันมากที่สุดในโลกขณะนี้คือ ภาษาอังกฤษมีจำนวนประมาณ 430 ล้านคน ส่วนภาษาที่มากเป็นอันดับสองที่ใช้กันในอินเทอร์เน็ตคือจีน 298 ล้านคน ผมก็เลยคาดเดาว่าอีก 2 ปีข้างหน้า ภาษาจีนจะเป็นภาษาทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันมากที่สุดในโลก คือ จะแซงภาษาอังกฤษ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;แต่ที่ผมว่าทิศทางการพัฒนาไอซีทีของจีนในชนบทเติบโตถึง 60.8% ทำให้มีประชากรในชนบทได้ใช้อินเทอร์เน็ตในปีที่ผ่านมาเพิ่มถึง 84.6 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณในเมืองซึ่งเติบโตเพียง 35.6% นับว่าน้อยกว่าเท่าตัว และปรากฏว่าเด็กนักเรียนของจีนนี่แหละคือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตัวจริง ซึ่งจากสถิติพบว่านักเรียน 43.5% ใช้มือถือสำหรับอ่านข่าว ดาวน์โหลดเพลง เช็กอีเมล และก็ทำเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ท่านผู้อ่านพิจารณาแล้วคิดว่าเรื่องไซเบอร์ของไทยน่าจะไปทางไหนดีครับ.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล &lt;/span&gt;&lt;a href="mailto:ศิริเนาวกุลboonmrak@rsu.ac.th"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;boonmrak@rsu.ac.th&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000066;"&gt;หนังสือพิพม์เดลินิวส์&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-7412260827994638207?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/7412260827994638207/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_891.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7412260827994638207'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7412260827994638207'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_891.html' title='จีนยักษ์ใหญ่ไซเบอร์โลก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-6267181745015188559</id><published>2009-02-16T21:41:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T21:44:29.987-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มือถือ'/><title type='text'>ซัมซุงเผยโฉมมือถือพลังงานแสงอาทิตย์</title><content type='html'>&lt;a href="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2009/technology/2/17/191045_93433.jpg"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 247px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px" alt="" src="http://ads.dailynews.co.th/news/images/2009/technology/2/17/191045_93433.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลกที่ชาร์จไฟโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซัมซุงเผยโฉมครั้งแรกในงานโมบาย เวิลด์ สเปน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จด้านการวิจัยและพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่น “บลูเอิร์ธ” ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบลูเอิร์ธ เป็นโทรศัพท์จอสัมผัสเต็มรูปแบบ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ มีแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ติดอยู่บริเวณฝาหลัง สามารถชาร์จไฟได้ตลอดเวลา ไม่มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมด และชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกก็ใช้วัสดุรีไซเคิลที่เรียกว่า พีซีเอ็ม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โทรศัพท์มือถือบลูเอิร์ธ เป็นเครื่องแรกของโลกที่แบตเตอรี่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดตัวให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้สัมผัสและทดลองใช้งานอย่างเป็นทางการภายในงานโมบาย เวิลด์ ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เป็นโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีโหมดประหยัดพลังงานผ่านฟังก์ชันที่เรียกว่า อีโค-โหมด จุดเด่นอีกด้านก็คือ อีโค-วอล์ก ซึ่งเป็นฟังก์ชันนับจำนวนก้าวที่เดินของเจ้าของเครื่อง แล้วคำนวณออกมาเป็นจำนวนต้นไม้ที่จะช่วยอนุรักษ์ไว้หากเราลดการใช้พลังงานจาก รถยนต์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แม้แต่กล่องบรรจุโทรศัพท์รุ่นนี้ก็ออกแบบให้เล็กและเบา ใช้กระดาษรีไซเคิล ประหยัดพลังงานระดับ 5 ดาว ตามมาตรฐานยุโรป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นายเจเค ชิน รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์มือถือซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่า ซัมซุงบลูเอิร์ธ ถือเป็นพันธสัญญาของซัมซุง ที่มีต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคใช้งาน ได้จริง.&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.dailynews.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-6267181745015188559?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/6267181745015188559/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_3578.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6267181745015188559'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6267181745015188559'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_3578.html' title='ซัมซุงเผยโฉมมือถือพลังงานแสงอาทิตย์'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-3306279720252810403</id><published>2009-02-16T18:06:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T18:11:01.542-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill02.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 140px; CURSOR: hand; HEIGHT: 120px" alt="" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill02.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-3306279720252810403?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/3306279720252810403/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_2362.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3306279720252810403'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3306279720252810403'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_2362.html' title='นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-8485711920734599563</id><published>2009-02-16T18:02:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T18:06:16.239-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุขภาพ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>อานุภาพของรสจูบ ส่งท้ายโอกาสเทศกาล'วัน วาเลนไทน์'</title><content type='html'>&lt;a href="http://my.opera.com/Umman/homes/blog/Last_Kiss_by_Gwarf.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 550px; CURSOR: hand; HEIGHT: 368px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://my.opera.com/Umman/homes/blog/Last_Kiss_by_Gwarf.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิทยาศาสตร์ถือโอกาสเนื่องในวันวาเลนไทน์ ศึกษาว่ารสจูบทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พบว่ามันได้ปล่อยสารเคมีซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยระบายความเครียดของคนทั้งสองเพศ และช่วยผูกพันกันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณบดีคณะประสาทวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยลาฟาแยทต์ ดร.เวนดี้ ฮิลล์ ที่สหรัฐฯ รายงานผลการศึกษา ต่อที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกาว่า คู่นักศึกษาหญิงชายที่ใช้ในการทดลองเวลาจูบกัน มีการเปลี่ยนแปลงระดับของสารเคมีอย่างสำคัญในน้ำลาย เช่น สารออกซีโทซินซึ่งช่วยกระชับความรักใคร่ และคอร์ติโซล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับความเครียด ทั้งคู่ต่างมีระดับของคอร์ติโซลลดต่ำลงด้วยกันหลังการจุมพิต ซึ่งส่อว่าระดับความเครียดลดน้อยถอยลง แต่ในผู้ชายกลับมีออกซีโทซินระดับสูงขึ้น แสดงว่ารู้สึกติดใจในรสสวาทยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายหญิงกลับมีระดับต่ำลง “นับว่าน่าประหลาด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขายังรายงานว่า การจูบกันมีอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์มากว่าร้อยละ 90 การจูบก่อให้เกิดสิ่งขึ้น 3 สิ่ง คือก่อราคะ สร้างความรักใคร่ และความผูกพัน โดยแรงราคะเพื่อให้บุคคลเลือกคู่ ครอง ความรักจะช่วยให้มุ่งเป็นคนคนไป และความผูกพันจะช่วยให้ทั้งคู่ทนอยู่ร่วมกันไปจนกว่าจะมีลูกมีเต้าขึ้น&lt;br /&gt;ดร.เวนดี้ยังกล่าวว่า “เมื่อเราจูบกัน มันจะไปปลุกส่วนของสมองขึ้นได้อย่างมหึมาและยิ่งถูกคน หากเป็นด้วยความรักด้วยแล้ว ก็จะยิ่งคงฤทธิ์อยู่ได้นาน”.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-8485711920734599563?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/8485711920734599563/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6958.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8485711920734599563'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/8485711920734599563'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_6958.html' title='อานุภาพของรสจูบ ส่งท้ายโอกาสเทศกาล&apos;วัน วาเลนไทน์&apos;'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-403505482299612218</id><published>2009-02-16T17:59:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T18:02:07.245-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>จันทรายานส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมมืดที่สุดบนดวงจันทร์ ได้เป็นครั้งแรก</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000000745701.JPEG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 500px; CURSOR: hand; HEIGHT: 443px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000000745701.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;จันทรายานของอินเดีย ส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมที่มืดสุดบนดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก พร้อมส่งภาพมาให้นักวิทยาศาสตร์บนโลกได้ตื่นเต้น เตรียมค้นหาความลับของหลุมบนดวงจันทร์ ที่สังเกตจากโลกไม่ได้ พร้อมขุดหาร่องรอยน้ำแข็งขั้วโลกดวงจันทร์&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เรดาร์ขนาดเล็ก มินิเอสเออาร์ (Mini-SAR) ของ&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nasa.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ที่เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ สำหรับการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ของจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกขององค์กรวิจัยอวกาศอินเดีย (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.isro.org/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Indian Space Research Organization: ISRO&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ได้ผ่านการทดสอบการเริ่มต้นบินสำรวจไปได้ด้วยดี พร้อมกับส่งภาพถ่ายพื้นผิวในหลุมบนดวงจันทร์ที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากโลกเพราะถูกเงามืดบดบังอยู่ตลอดเวลา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตามรายงานของสเปซด็อตคอมระบุว่า มินิเอสเออาร์ถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 51 ซึ่งอยู่ภายในหลุมฮาเวิร์ธ (Haworth crater) แถบขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ รวมถึงพื้นผิวบริเวณขอบด้านทิศตะวันตกของหลุมซีเรส (Seares crater) ที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ทางเดียวที่จะสำรวจพื้นที่ดังกล่าวได้ คือต้องส่งเรดาร์อย่างมินิเอสเออาร์ออกไปสำรวจ ซึ่งผลครั้งนี้ ถือเป็นความตื่นเต้นในขั้นแรกของทีมงานที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นมากว่า 3 ปี เพื่อให้ได้เห็นภาพบริเวณจุดนี้" เบนจามิน บัสซีย์ (Benjamin Bussey) นักวิทยาศาสตร์ประจำการสำรวจด้วยเรดาร์มินิเอสเออาร์ จากหน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ (Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory) เมืองลอเรล มลรัฐแมรีแลนด์ กล่าว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากมินิเอสเออาร์ ยังเอื้ออำนวยให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ได้ว่าบริเวณที่อยู่ภายใต้เงามืดใกล้ขั้วโลกของดวงจันทร์เหล่านั้น ยังมีน้ำแข็งถูกทับถมหลงเหลืออยู่หรือไม่ ซึ่งเจสัน ครูแซน (Jason Crusan) ผู้บริหารโครงการมินิอาร์เอฟ (Mini-RF Program) ของนาซา กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกเขาหวังว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อุปกรณ์ทั้งหมดจะทำการสำรวจและเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์อันมีค่าบนดวงจันทร์ได้อย่างเต็มที่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-403505482299612218?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/403505482299612218/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_538.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/403505482299612218'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/403505482299612218'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_538.html' title='จันทรายานส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมมืดที่สุดบนดวงจันทร์ ได้เป็นครั้งแรก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-6945504150129738499</id><published>2009-02-16T17:55:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T17:57:42.414-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000001739801.JPEG"&gt;&lt;img style="WIDTH: 399px; CURSOR: hand; HEIGHT: 252px" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000001739801.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 กิโลเมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงของ&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nasa.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-6945504150129738499?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/6945504150129738499/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_7407.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6945504150129738499'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6945504150129738499'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_7407.html' title='นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-7246884337409783983</id><published>2009-02-16T17:44:00.000-08:00</published><updated>2009-02-16T17:58:26.573-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>ลูกไฟตกที่สหรัฐฯ คาดเป็นเศษซากดาวเทียมชนกัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000001906501.JPEG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 282px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000001906501.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เป็นไปได้ว่าเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ - รัสเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อนจะตกลงที่สหรัฐฯ เพราะมีผู้สังเกตเห็นลูกไฟจากท้องฟ้าเหนือเท็กซัสและเคนตักกีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยรายการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเท็กซัสรายงาน ผู้คนจำนวนมากพบเห็นลูกไฟสว่างจ้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สถานีเคบีทีเอกซ์นิวส์ 10 (KBTX News 10) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ได้รายงานว่าประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมาก ได้เห็นลูกไฟหรือได้ยินเสียงคำรามในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ส่วนหนังสือพิมพ์วาโค ทรีบูน-เฮอรัลด์ (Waco Tribune-Herald) อ้างรายงานจากประชาชนว่า ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดที่ทำให้หน้าต่างและประตูบ้านสั่นสะเทือน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งสองกรณี สเปซด็อทคอมรายงานว่า สหพันธ์การบินหสหรัฐฯ (The Federal Aviation Authorities: FAA) คาดว่าอาจจะเป็นเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้ว่าจะไม่มีเศษซาก เป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นก็ตาม และทางสหพันธ์ก็ยังได้แจ้งเตือนแก่นักบิน ถึงอันตรายจากเศษซากดาวเทียมที่อาจผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับดาวเทียมที่ชนกัน คือดาวเทียมทางทหารของรัสเซียชื่อว่า "คอสมอส 2251" (Cosmos 2251) ซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้ว และดาวเทียมสื่อสารของสหรัฐฯ "อิริเดียม 33" (Iridium 33) โดยชนกันขณะโคจรอยู่ที่ระดับความสูง 790 กิโลเมตรเหนือไซบีเรีย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตามที่ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากรัสเซียระบุการชนกันดังกล่าว ได้ทำลายดาวเทียมทั้งสองและทำให้เกิดเศษซากขนาดใหญ่คละคลุ้งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และน่าจะมีเศษชิ้นส่วนเกิดชึ้นนับร้อยๆ ชิ้น ซึ่งบางส่วนน่าจะค้างอยู่ในวงโคจรได้นานถึง 10,000 ปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ (U.S. Strategic Command) ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ยังคงติดตามเศษซากอวกาศกว่า 18,000 ในวงโคจร ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานการพบเห็นลูกไฟแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;พันโทเทอร์รี พลัมบ์ (Lt. Col. Terry Plumb) จากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโฆษกของศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ กล่าวกับทางสเปซด็อทคอมว่า ทางศูนย์ได้รับโทรศัพท์ทางหมายเลข 911 จากเมืองฮุสตันในรัฐเท็กซัสถึงการพบเห็นลูกไฟ แต่กำลังรอการยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากเศษซากของดาวเทียมอิริเดียม 33 และคอสมอส 2251 ที่ชนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เรายังไม่ได้รับรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการเลย" พันโทพลัมบ์ระบุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นอกจากที่เท็กซัสแล้ว เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาศูนย์รายงานสภาพอากาศแห่งสหรัฐฯ (National Weather Service: NWS) ในเมืองแจ็คสัน รัฐเคนตักกี ระบุว่ามีผู้ก็ได้พบเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ โดยเห็นท้องฟ้าสว่างจ้าและแสงคำรามเหมือนแผ่นดินไหว ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากการเศษซากดาวเทียมชนกันหล่นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"หน่วยตรวจตราอวกาศ ได้รายงานไปยังฝ่ายบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุจากเศษซากดาวเทียมที่ตกลงมา และเศษซากเหล่านี้เป็นสาเหตุของโซนิคบูม (sonic boom) ซึ่งส่งผลให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน รวมทั้งแสงสว่างวาบเหนือท้องฟ้า" แถลงการณ์ของศูนย์รายงานสภาพอากาศสหรัฐฯ ระบุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตอนนี้ทางนักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) กำลังติดตามเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อดาวเทียมเพื่อการสื่อสารและดาวเทียมสำหรับศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ที่โคจรรอบโลกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เศษซากจากอุบัติเหตุบนอวกาศนั้น ยังเพิ่มโอกาสที่จะทำให้สถานีอวกาศนานาชาติได้รับความเสียหายจากเศษซากในอวกาศเพิ่มขึ้น แต่เจ้าหน้าที่นาซาระบุว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้สถานีอวกาศโคจรอยู่ต่ำกว่าที่เกิดเหตุประมาณ 354 กิโลเมตร.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-7246884337409783983?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/7246884337409783983/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_16.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7246884337409783983'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7246884337409783983'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_16.html' title='ลูกไฟตกที่สหรัฐฯ คาดเป็นเศษซากดาวเทียมชนกัน'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-6396575688855062873</id><published>2009-02-15T21:54:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T21:57:28.566-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>อัศจรรย์กุมารกำเนิด แม่ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ ล่วงหน้า</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;มารดาสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับลูกได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ยังไม่ได้ตั้งท้องลูกเลย โดยนักวิจัยได้ค้นพบปรากฏการณ์อันนี้จากหนูทดลอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วารสารวิชาการ “ประสาทวิทยาศาสตร์” ของสหรัฐฯรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ อันมีศาสตราจารย์ลาร์รี เฟก โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยทัพฟ์ เป็นหัวหน้า พบในการศึกษาว่า หนูตัวเมียที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในสิ่งแวดล้อมอันพรั่งพร้อมด้วยของเล่นและเครื่อง ส่งเสริมต่างๆ สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ สู่ลูกๆของมันที่เพิ่งจะมาตั้งท้องขึ้นภายหลังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์วิชาชีวเคมีกล่าวแจ้งว่า ลูกหนูที่เกิดมาเหล่านั้น พากันแสดงให้เห็นว่าได้รับมรดกความรู้ ที่แม่ของมันเคยเรียนรู้มาก่อนบางแง่ เขาอธิบายว่า “การเรียนรู้ทำให้ สมองของหนูที่เป็นแม่เปลี่ยนแปลงไป เกิดความ เจริญก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะเซลล์ประสาทของมันจะสื่อสารกันได้ดีขึ้น และสมองที่ถูกเปลี่ยน แปลงไปนี้ได้ถ่ายทอดมรดกให้กับลูกที่มันตั้งท้องขึ้นมาภายหลัง เป็นเวลาตั้งหลายอาทิตย์ ลูกๆของมันจะเล่นของเล่น และถีบจักรกันเป็น ถึงจะไม่เคยเห็นเองมาก่อน”. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-6396575688855062873?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/6396575688855062873/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_7452.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6396575688855062873'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/6396575688855062873'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_7452.html' title='อัศจรรย์กุมารกำเนิด แม่ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ ล่วงหน้า'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-473004449881997531</id><published>2009-02-15T21:51:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T21:52:31.112-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การแพทย์'/><title type='text'>นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-473004449881997531?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/473004449881997531/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_155.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/473004449881997531'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/473004449881997531'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_155.html' title='นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-9112822965146923603</id><published>2009-02-15T21:49:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T21:51:15.192-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พลังงาน'/><title type='text'>แปลงลมหายใจออกให้เป็นเชื้อเพลิง ใช้พลังงาน ลมปราณ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;มีข่าวที่น่าตื่นเต้น แต่ยังไม่ต้องถึงกับกลั้นหายใจว่า นักวิจัยกำลังเตรียมลงมือใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ เพื่อเปลี่ยนลมหายใจออกของคนเรา เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วารสารข่าววิทยาศาสตร์ “ไลฟ์ ไซเอนซ์” รายงานว่า ท่า อากาศยานจอห์น เลนนอน ของเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ จะเปิดใช้เทคโนโลยี เพื่อแปลงลมหายใจออกของผู้โดยสารเครื่องบิน ไปใช้เป็นเชื้อเพลิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บริษัทอุตสาหกรรมโอริโกได้สร้างเครื่องมือ ซึ่งจะเก็บรวบ รวมลมหายใจออกของผู้โดยสาร แล้วแปลงให้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับใช้ประโยชน์ในอาคารท่าอากาศยาน เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงรถเครื่องยนต์ดีเซล และระบบทำความร้อน มันทำงานโดยพ่นลมหายใจออก เข้าไปในเตาชีวภาพ เหมือนกับป้อนอาหารให้กับสาหร่าย เพื่อแปลงให้เป็นพืชหรือมูลสัตว์ ที่จะนำมาใช้เป็นพลังงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายเอียน เฮาตัน ผู้บริหารของบริษัทโอริโก ได้บอกชี้ว่า โครงการที่จะทำที่ท่าอากาศยาน เท่ากับเป็นการทดสอบระบบขั้นแรก ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้กับบริษัทต่างๆ ในปัญหาการหาเชื้อเพลิงมาใช้ และการจัดการกับมลพิษคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.thairath.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-9112822965146923603?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/9112822965146923603/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_3156.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/9112822965146923603'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/9112822965146923603'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_3156.html' title='แปลงลมหายใจออกให้เป็นเชื้อเพลิง ใช้พลังงาน ลมปราณ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-3747266735893642799</id><published>2009-02-15T18:18:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T18:20:35.391-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สิ่งมีชีวิต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>200 ปี "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" ทั่วโลกร่วมยกย่องผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000001521301.JPEG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 600px; CURSOR: hand; HEIGHT: 394px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000001521301.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่อ 200 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางครอบครัวผู้มีฐานะดี ในแถบชนบทของเกาะอังกฤษ เด็กน้อยผู้นี้ถูกกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติจนกลายเป็นนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ บนเส้นทางของนักธรรมชาติวิทยา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เพียงดินสอและแผ่นกระดาษก็สามารถนำพา "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน" (Charles Robert Darwin) ให้อธิบายถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน และสั่นคลอนสถาบันศาสนาอย่างรุนแรง ทว่าทฤษฎีที่ผุดขึ้นในสมองของเขา กลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง และเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;12 ก.พ. 2552 ในปีนี้ นับเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 200 ปี ของดาร์วิน และเป็นวันที่ทั่วโลก ได้จัดงานเฉลิมฉลองให้กับเขา ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับไอแซค นิวตัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, กาลิเลโอ กาลิเลอิ และนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอีกหลายคน ที่ไม่เพียงแต่หักล้างความเชื่อเดิมและก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของคนเราด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"สำหรับผม ชาร์ลส์ ดาร์วิน คือนักคิดนักปรัชญาคนสำคัญมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์" คำกล่าวของริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักชีววิวัฒนาการ ผู้เขียน "เดอะ ก็อด ดีลูชัน" (The God Delusion) ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีแผ่เกี่ยวกับความเชื่อแบบผิดๆ ในเรื่องของพระเจ้า &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ผลงานจากแนวความคิดอันโดดเด่นของดาร์วิน ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ 2 เล่มด้วยกัน เล่มแรกคือ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species) และ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" (The Descent of Man)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2402 และในปีนี้ก็นับเป็นโอกาสครบรอบ 150 ปีแห่งการตีพิมพ์เช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เนื้อหาในเล่มนี้ ดาร์วินได้อธิบายถึงแนวคิดของเขา เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และการคัดสรรโดยธรรมชาติไว้อย่างละเอียดว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตบางชนิดถึงอยู่รอดได้ ทำไมบางชนิดจึงสูญพันธุ์ไป และแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปร่าง ลักษณะ และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้อย่างไร ซึ่งเวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งศตวรรษถึงจะมีการค้นพบดีเอ็นเอที่ช่วยอธิบายกลไกดังกล่าวให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดจะเป็นผู้มีชัยและขยายเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ต่อไปได้" ใจความที่ดาร์วินเขียนไว้ ในหนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนในสมัยนั้นเปรียบเปรยคำกล่าวของดาร์วินว่า เหมือนแสงจากหลอดไฟธรรมดาแต่ส่องสว่างเจิดจ้าและโชติช่วง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ส่วนหนังสืออีกเล่มของเขาที่ได้รับการกล่าวขานมากไม่แพ้กันคือ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2414 ซึ่งในเล่มนี้ดาร์วินได้นำทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์และลิงไม่มีหาง (ape) มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"มนุษย์ยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ที่เป็นเหมือนตราประทับถาวรที่ได้มาจากบรรพบุรุษ" คำกล่าวอย่างตรงไปตรงมาของดาร์วิน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ดาร์วินมองว่ามนุษย์ก็คือสัตว์สปีชีส์หนึ่ง มากกว่าที่จะคิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสุดประเสริฐ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเชื่อถือกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แนวคิดดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้ของผู้คนในสังคม และทำให้กลุ่มคนที่เคร่งศาสนา กล่าวหาว่าแนวคิดเขาท้าทายกับคำสอนของศาสนาอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"คล้ายกับกรณีที่โคเปอร์นิคัส (Copernicus) เคยบอกว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งดาร์วินก็ดึงมนุษย์ออกมาจากการเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติเช่นกัน" ข้อความที่ระบุอยู่ในวารสารไซเอนติฟิกอเมริกัน (Scientific American) และด้วยความที่เป็นสุภาพชน อ่อนน้อมถ่อมตน ดาร์วินก็ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนแรกที่นำเสนอเรื่องของวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 จอร์จส์ กูวิเยร์ (Georges Cuvier) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เคยอธิบายไว้ก่อนแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมส่งผลให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไป และต่อมา ฌอง-แบพติสต์ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Lamarck) นักสัตววิทยาชาติเดียวกัน ก็เสนอแนวคิดว่า สิ่งมีชีวิตบางชนิด มีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทว่าพวกเขายังมองว่า วิวัฒนาการเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง สำหรับการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สำหรับมนุษย์นั้นถือว่าอยู่เหนือสุดและสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ดาร์วินไม่ได้ยอมรับแนวคิดของพวกเขาทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกสายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน หรือที่เรียกว่า "ทรี ออฟ ไลฟ์" (tree of life) ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์ด้านชีววิทยา และก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้า และการค้นพบสิ่งใหม่ในทางวิทยาศาสตร์มากมายตามมาในภายหลัง ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรม วิวัฒนาการทางจิตวิทยา เรื่อยไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทว่าก็ยังเกิดเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง เมื่อแนวคิดของดาร์วินที่ว่า "การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมมากที่สุด" (survival of the fittest) ได้ถูกตีความผิดเพี้ยน หรืออาจเรียกได้ว่าถูกบิดเบือนไปอย่างร้ายกาจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กลุ่มคนที่คิดว่าตนฉลาดและเหนือกว่าผู้อื่น (eugenicist) นำแนวคิดของดาร์วิน ไปใช้เป็นเหตุผลข้ออ้างเพื่อกำจัดกลุ่มคนที่เห็นว่าอยู่ชนชั้นต่ำกว่าให้หมดสิ้นไป ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อดาร์วิน อารยชนผู้รังเกียจการกดขี่ข่มเหง แต่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากไร้เสมอ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ผมยกให้ดาร์วินเป็นหนึ่งใน 5 นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ" คำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันนามว่า วิลฟรีด โรกาสช์ (Wilfried Rogasch) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;โรกาสช์ กล่าวอีกว่า มีผู้คนมากมาย ที่พยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อจะค้นหาสิ่งเล็กๆ หรือช่องโหว่ ที่ชี้ว่าทฤษฎีของดาร์วินผิดพลาด ทว่าพวกเขาก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะสิ่งที่ดาร์วินพบไม่ได้เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นกฏพื้นฐานของธรรมชาติ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-3747266735893642799?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/3747266735893642799/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/200.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3747266735893642799'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/3747266735893642799'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/200.html' title='200 ปี &quot;ชาร์ลส์ ดาร์วิน&quot; ทั่วโลกร่วมยกย่องผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-9039983182618538057</id><published>2009-02-15T18:13:00.000-08:00</published><updated>2009-02-15T21:54:17.966-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดาราศาสตร์ อวกาศ'/><title type='text'>นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ</title><content type='html'>&lt;a href="http://pics.manager.co.th/Images/552000001739801.JPEG"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 399px; CURSOR: hand; HEIGHT: 252px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://pics.manager.co.th/Images/552000001739801.JPEG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 เมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงของ&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nasa.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt; ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;"การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ &lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-9039983182618538057?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/9039983182618538057/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_15.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/9039983182618538057'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/9039983182618538057'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_15.html' title='นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-7577341469253133141</id><published>2009-02-10T02:11:00.000-08:00</published><updated>2009-02-10T22:26:59.901-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เครื่องมือ อุปกรณ์'/><title type='text'>เอ็มเทคพัฒนานวัตกรรมใหม่ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนจากเซรามิก-พลาสติก</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.nstda.or.th/th/images/stories/upload/200901301233302002_f1.png"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 240px; CURSOR: hand; HEIGHT: 180px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://www.nstda.or.th/th/images/stories/upload/200901301233302002_f1.png" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เอ็มเทคร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูง โดยใช้เซรามิกและโพลิเมอร์ที่มีความแข็งแรงสูงผลิตเป็นแผ่นกันกระสุน ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ราคาถูกกว่านำเข้าเกือบเท่าตัว มีอายุใช้งานนานกว่า สามารถทนความชื้นและแสงแดดได้ดีกว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงต้นแบบ ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถป้องกันกระสุนปืนระดับเอ็ม-16 และปืนไรเฟิล มีน้ำหนักเบากว่าเสื้อเกราะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าที่ผลิตด้วยวัตถุดิบนำเข้าเกือบเท่าตัว และมีประสิทธิภาพทัดเทียมต่างประเทศ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เสื้อเกราะกันกระสุนที่ผลิตขึ้นนี้เป็นเสื้อเกราะชนิดแข็ง ใช้แผ่นกันกระสุนที่ทำจากแผ่นเซรามิกและแผ่นโพลิเมอร์ HDPE ที่มีความแข็งแรงสูงมาประกบกันในลักษณะเป็นแผ่นโค้งที่ออกแบบให้รับกับสรีระของคนไทย ซึ่งแผ่นเซรามิกที่อยู่ด้านนอกจะทำหน้าที่ทำลายหัวกระสุน ด้วยคุณสมบัติของวัสดุเซรามิกที่เบาและแข็ง สามารถทำลายหัวกระสุนที่มีความเร็วสูงให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ และความแข็งช่วยให้กระจายแรงได้ดี ส่วนแผ่นโพลิเมอร์คอมโพสิทที่อยู่ด้านในทำหน้าที่กระจายแรงและลดแรงกระแทก ทั้งนี้เสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงดังกล่าวมีน้ำหนักเพียง 10 กิโลกรัม และผ่านการทดสอบคุณภาพจากกรมพลาธิการตำรวจแล้วว่ามีประสิทธิภาพการป้องกันภัยของเกราะบุคคลในระดับ 3 ตามมาตรฐาน NIJ (National Institute of Justice) ของสหรัฐอเมริกา คือสามารถป้องกันกระสุนปืน 7.62 ม.ม. ปืนเอ็ม-16 และปืนไรเฟิล ขณะที่ต้นทุนการผลิตเสื้อเกราะนี้อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อชุด ซึ่งต่ำกว่าราคาเสื้อเกราะกันกระสุนระดับเดียวกันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบเท่าตัว รวมทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า เพราะสามารถทนต่อความชื้นและแสงแดดได้ดีกว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. โดยบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (พีทีทีพีเอ็ม) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลการจำหน่ายเม็ดพลาสติก InnoPlus HDPE ทั้งหมดของกลุ่ม ปตท. ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ 5.5 ล้านบาท พร้อมวัตถุดิบเม็ดพลาสติกให้กับมหาวิทยาลัยมหิดลและเอ็มเทค เพื่อใช้ศึกษาและพัฒนางานวิจัยแผ่นเซรามิกและแผ่นโพลิเมอร์ ในการผลิตเป็นเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงต้นแบบจำนวน 100 ตัว สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เสื้อเกราะกันกระสุนต้นแบบจะผลิตแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคมนี้ และจะมีการจะส่งมอบให้กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้งานต่อไป  &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-7577341469253133141?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/7577341469253133141/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7577341469253133141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/7577341469253133141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/blog-post_10.html' title='เอ็มเทคพัฒนานวัตกรรมใหม่ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนจากเซรามิก-พลาสติก'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-1568628081989039074</id><published>2009-02-09T17:45:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T17:47:45.110-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การวิจัย'/><title type='text'>แฉอดีตนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูลงานวิจัย สหรัฐฯ แอบปิด (แต่ไม่มิด)</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;เผยแฟ้มลับนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูล แต่มีบทลงโทษแค่ไม่ทำงานวิจัย 5 ปี ซ้ำทางการยังปิดเงียบ แม้ผ่านมาหลายปี ส่งผลยังมีนักวิจัยคนอื่นนำไปใช้อ้างอิงอยุ่เนืองๆ ล่าสุด "เนเจอร์" คุ้ยหน่วยตรวจสอบ รับมีการรวบรวมหลักฐานหวังเอาผิดนักวิจัยจอมลวงโลกเพิ่มเติม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "ลุค ฟาน ปาริจส์" (Luk Van Parijs) อดีตรองศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาวัย 39 ปี ชาวเบลเยี่ยม ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://web.mit.edu/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Massachusetts Institute of Technology: MIT&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ในเมืองแคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ถูกจับได้ว่ากระทำความผิดทางอาญาด้วยการปลอมแปลงรายงานวิจัย และถูกตัดสิทธิ์การทำงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ทว่า กรณีดังกล่าว ไม่ได้มีการประกาศ หรือแถลงข่าวใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านจริยธรรมในงานวิจัยของ ทางการสหรัฐฯ เลย ซึ่งวารสารเนเจอร์ได้ระบุชัดว่า เป็นการ "ปกปิด" กรณีดังกล่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี ผลงานวิจัยปลอม ที่ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารไปแล้วหลายเรื่อง บางฉบับก็ยังคงไม่ประกาศถอน ส่งผลให้ยังคงมีนักวิจัยนำไปใช้อ้างอิงอยู่ โดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ดังนั้น เนเจอร์จึงตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่เฟเดอรัล รีจิสเตอร์ (Federal Register) หน่วยงานเก็บเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมีข้อมูลชัดว่า ฟาน ปาริจส์ สร้างข้อมูลเท็จในเอกสารขอทุนวิจัยจำนวน 5 ฉบับ และในรายงานผลการวิจัยอีก 10 เรื่อง ซึ่งมี 7 เรื่องที่ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร รวมถึงข้อมูลเท็จอยู่ในบทหนึ่งของหนังสือเล่มหนึ่ง และในพรีเซนเตชันอีกหลายเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่ามีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เมื่อถูกจับได้ว่า ปลอมแปลงเอกสารและรายงานผลการวิจัย ส่งผลให้ฟาน ปาริจส์ถูกไล่ออกจากเอ็มไอที ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเขาในปี 2548 พร้อมกับยอมรับโทษด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ ในการวิจัย ที่รัฐบาลเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนเป็นเวลา 5 ปีนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "รายงานวิจัยปลอมหลายเรื่อง ถูกเผยแพร่ในวารสารหลายฉบับ และเป็นเวลาหลายปีมาแล้วด้วย เรารอจนกระทั่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดได้เพื่อให้คุ้มค่าแก่การเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำความผิด" คำพูดที่ระบุในเนเจอร์ของ จอห์น ดาห์ลเบิร์ก (John Dahlberg) นักไวรัสวิทยาที่ควบตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยสืบสวนการกระทำผิด (Division of Investigative Oversight) สำนักงานตรวจสอบจริยธรรมในการ วิจัย หรือโออาร์ไอ (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://ori.dhhs.gov/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Office of Research Integrity: ORI&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ซึ่งเป็นองค์การที่ตรวจสอบการกระทำผิดในการวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Institutes of Health)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ทั้งนี้ โออาร์ไอมีข้อมูลการสืบสวนความผิดดังกล่าวอยู่ 11 ฉบับ ทั้งของพวกเขาเองและจากรายงานการสอบสวนของ 3 สถาบัน ที่ฟาน ปาริจส์เคยร่วมงานด้วย ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ เอ็มไอที, คาลเทค (California Institute of Technology: Caltech) ในพาซาเดนา และโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ (Brigham and Women's Hospital) ของวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ในเฟเดอรัล รีจิสเตอร์ ระบุว่า ฟาน ปาริจส์ สร้างตัวเลขเท็จในรายงานวิจัย เช่น ผลการวิเคราะห์การแสดงออกของโปรตีนในเซลล์ ซึ่งเขาใช้ข้อมูลที่ได้จากการทดลองในประชากรเซลล์กลุ่มเดียวมาอ้าง เสมือนว่าทำการทดลองในเซลล์หลากหลายกลุ่ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              แม้โอไออาร์จะไม่เปิดเผยรายงานการสอบสวน ทว่าอดีตสมาชิกในแล็บของฟาน ปาริจส์คนหนึ่ง ที่ไม่เปิดเผยนาม ได้กล่าวกับทีมข่าวของเนเจอร์ว่า ฟาน ปาริจส์ถูกกล่าวหาครั้งแรกในปี 2547 เมื่อครั้งที่มีนักศึกษาระดับหลังปริญญาเอก (postdoc) 2 ราย นำเสนอผลงานระหว่างการประชุมสัมมนาของสถาบัน (MIT symposium) โดยใช้ผลสรุปจากงานของฟาน ปาริจส์ แต่เมื่อมีโพสต์ด็อกอีก 4 รายพร้อมด้วยนักศึกษาปริญญาโท ซักค้าน แต่ฟาน ปานริจส์ก็ไม่สามารถอธิบายถึงข้อสรุปอ้างดังกล่าวได้ ทำให้พวกเขาส่งข้อสังเกตดังกล่าวไปทางต้นสังกัดที่เอ็มไอที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้เอ็มไอทีต้องสั่งปิดแล็บของปาริจส์ พร้อมกับยุติการให้ทุนวิจัย และหยุดการพิจารณายอมรับผลการวิจัยทั้งหลายของเขา ทว่ายังอนุญาตให้อยู่ในคณะต่อไป กระทั่งในเดือน ต.ค. 2548 ทางสถาบันจึงประกาศว่า ฟาน ปาริจส์ถูกไล่ออกแล้ว หลังจากที่เขายอมรับแล้วว่า ได้บิดเบือนข้อมูลในรายงานวิจัยฉบับดังกล่าว และอีกหลายฉบับที่ยังไม่ได้เผยแพร่ รวมทั้งในใบสมัครขอรับทุนวิจัยด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              แม้ว่านักวิจัยหลายคน ที่เคยอ้างอิงข้อมูลและวารสารหลายฉบับที่เคยตีพิมพ์ผลวิจัยของฟาน ปาริจส์ ได้เพิกถอนข้อมูลเท็จของเขาไปแล้ว ทว่ายังมีผลวิจัยเท็จอีกมากกว่า 4 เรื่อง ที่อยู่ในวารสารอิมมูนิตี (Immunity) และในวารสารอื่น ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเพิกถอนออกไปแต่อย่างใด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เช่น กรณีที่ฟาน ปาริจส์และคณะ เผยแพร่รูปภาพในวารสารอิมมูโนโลจี (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.jimmunol.org/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Journal of Immunology&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) โดยอ้างว่าเป็นผลที่ได้จากการทดสอบโปรตีนบีซีแอล-2 (Bcl-2) และเบตา-แอคติน (beta-actin) ทว่าเขายังได้นำรูปภาพชุดเดียวกันนี้ ไปใช้ในรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอิมมูนิตี (&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.cell.com/immunity/home" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Immunity&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;) ซึ่งระบุว่ามาจากการทดสอบโปรตีนราส (Ras) และ ราส-จีทีพี (Ras-GTP) โดยข้อผิดพลาดที่ตีพิมพ์ในวารสารอิมมูโนโลจีได้รับการแก้ไข แต่ในวารสารอิมมูนิตีกลับไม่มีการแก้ไข&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ด้านคาลเทคระบุว่า ในปี 2550 เดวิด บอลติมอร์ (David Baltimore) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยหลังปริญญาเอกให้กับฟาน ปาริจส์ ได้รับเชิญให้มาตรวจสอบรายงานผลการวิจัย 2 ฉบับของฟาน ปาริจส์ ที่นำเสนอสู่วารสารอิมมูนิตี แต่สุดท้ายรายงานทั้ง 2 ฉบับก็ไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งบรรณาธิการจัดการของวารสารฉบับดังกล่าว ก็ไม่ให้ความเห็นใดๆ ต่อสถานะของรายงานเหล่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              ขณะเดียวกันก็มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่นำผลงานวิจัยของฟาน ปาริจส์ไปอ้างอิง ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลที่หลอกลวง ดังเช่น จอห์น โครลิวสกี (John Krolewsk) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่นำไปอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมากเมื่อไม่นานมานี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี การปลอมแปลงงานวิจัย รวมทั้งการสร้างข้อมูลเท็จในเอกสารขอรับทุนวิจัย ถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2548 เอริค โพห์ลแมน (Eric Poehlman) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ (University of Vermont) ในสหรัฐฯ ก็ถูกพิพากษาให้จำคุก 1 ปี จากการกระทำผิดฐานฉ้อโกง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              จากกรณีนี้ ผอ.โออาร์ไอระบุว่า ฟาน ปาริจส์อาจไม่ได้รับโทษมากขนาดโพห์ลแมน เพราะปาริจส์ยังนับเป็นศาตราจารย์ชั้นผู้น้อย (junior professor) อาจรอดพ้นจากการดำเนินคดีไปได้ เพราะเขาเพิ่งจะขอเพิ่มทุนสำหรับห้องแล็บของตัวเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;             ทว่า ผอ.จากฝ่ายตรวจสอบการกระทำผิดด้านงานวิจัยก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทุนที่ฟาน ปาริจส์ขอไปก็เพิ่งได้รับเมื่อไม่นานมานี้ และเงินก้อนใหญ่ที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายไปอยู่ที่ไหน? ส่วนทุนอื่นๆ รวมทั้งทุนที่ให้แก่งานที่ปลอมข้อมูลก็ลงนามโดยเหล่าผู้ร่วมงานอาวุโส ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้อัยการมุ่งประเด็นไปที่ผลประโยชน์จากเงินก้อนโตในการขอทุนที่แม้จะมีการกระทำผิด ก็ยังมีการลงนาม โดยคณะกรรมการร่วมลงนามก็มีความผิดร่วมด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีการปลอมแปลงข้อมูลลงในงานวิจัย จนได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลกโดยทีมงานของ ดร.ฮวาง อูโซก (Hwang Woo-suk) นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ ชาวเกาหลีใต้กลายเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลก และหลังจากวารสารต่างๆ ได้ถอนรายงานของเขา เขาก็ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเงินทุนของรัฐบาลเช่นกัน.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ข้อมูลดีๆ จาก &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.manager.co.th/"&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ &lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8865419275099983006-1568628081989039074?l=hotscinews.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hotscinews.blogspot.com/feeds/1568628081989039074/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/mit.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1568628081989039074'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8865419275099983006/posts/default/1568628081989039074'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hotscinews.blogspot.com/2009/02/mit.html' title='แฉอดีตนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูลงานวิจัย สหรัฐฯ แอบปิด (แต่ไม่มิด)'/><author><name>guidetogrants</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18157550713276326339</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8865419275099983006.post-2871084033545867174</id><published>2009-02-09T17:36:00.000-08:00</published><updated>2009-02-09T17:38:13.932-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มือถือ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='คอมพิวเตอร์ software'/><title type='text'>เด็ก 9 ขวบเจ๋ง สร้างแอปพลิเคชันบนไอโฟน</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000099;"&gt;ลองนึกดูว่าคุณในวัย 9 ขวบกำลังทำอะไรอยู่ บางคนอาจจะวาดภาพระบายสีบนกระดาษ แต่น้องลิม ติง เวน หนุ่มน้อยวัย 9 ขวบชาวมาเลเซียซึ่งอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ กลับใช้เวลาว่างพัฒนาโปรแกรมระบายสีภาพบนไอโฟน ซึ่งมีสาวกไอโฟนดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 4,000 ครั้งใน 2 สัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เจ้าหนูลิมผู้นี้ศึกษาอยู่ชั้นประถม 4 เป็นผู้สร้างโปรแกรมระบายสี Doodle Kids สำหรับใช้บนไอโฟน โทรศัพท์มือถือเล่นอินเทอร์เน็ตของแอปเปิล โปรแกรมนี้ทำให้ผู้ใช้ไอโฟนสามารถวาดภาพบนไอโฟนด้วยการลากนิ้วไปมาบนหน้าจอ สามารถลบภาพด้วยการเขย่าโทรศัพท์ โดยโปรแกรมดังกล่าวถูกดาวน์โหลดไปแล้ว 4,000 ครั้ง หลังจากเปิดให้ดาวน์โหลดบนร้านไอจูนส์ (iTunes) ของแอปเปิลเป็นเวลาเพียง 2 สัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "ผมเขียนโปรแกรมนี้ขึ้นมาเพื่อน้องสาว ซึ่งชอบวาดภาพมาก" หนูลิมกล่าวถึงน้องสาววัย 3 และ 5 ขวบ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโปรแกรมบนไอโฟนครั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              รายงานระบุว่า หนุ่มน้อยแดนลอดช่องรายนี้มีความสามารถในการเขียน ActionScript และ JavaScript มีความเข้าใจโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น Applesoft BASIC, GSoft BASIC, Complete Pascal, Orca/Pascal และ Objective-C อีกเล็กน้อย เริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ที่ผ่านมามีผลงานเขียนโปรแกรมทั้งสิ้น 20 ชิ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              เชื่อว่าเบื้องหลังความสามารถของเจ้าหนูอัจฉริยะรายนี้คือคุณพ่อนาม ลิม ดี เชียน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทไอทีแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ และมีงานอดิเรกคือการเขียนโปรแกรมสำหรับไอโฟนเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;              "ทุกเย็นเราจะมาดูอีเมลสถิติที่ไอจูนส์ส่งมาให้ด้วยกัน เพื่อดูว่าโปรแกรมของใครมียอดดาวน์โหลดสูงกว่า" คุณพ่อลิมเล่า
