ภาพในฝันใกล้ได้เห็นจริง และความลับอาจจะไม่ลับอีกต่อไป เมื่อทีมนักวิจัยแดนปลาดิบ พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถฉายภาพ สิ่งที่ตาของคนเรามองเห็นได้ จากสัญญาณในสมอง อนาคตอาจมีเครื่องบันทึกความฝัน หรือเครื่องฉายภาพจากความรู้สึกนึกคิดของคนเราได้ไม่ยาก
ยูกิยาสุ คามิทานิ (Yukiyasu Kamitani) นำทีมนักวิจัยของสถาบันวิจัยนานาชาติด้านเทคโนโลยีทางการสื่อสารขั้นสูง (Advanced Telecommunications Research Institute International) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำเร็จการสร้างเทคโนโลยี การฉายภาพจากสมองของมนุษย์ได้โดยตรง ซึ่งสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า พวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสารนิวรอน (Neuron) ของสหรัฐอเมริกา
ในการศึกษาและทดลอง นักวิจัยให้อาสาสมัครที่เข้าร่วมกัน ทดลองมองดูภาพตัวอักษร 6 ตัว ของคำว่า "neuron" ขณะเดียวกันก็สังเกตการทำงานของสมองส่วนการมองเห็นของพวกเขา ผ่านทางเครื่องแสกนสมอง แล้วสามารถถ่ายทอดสัญญาณจากสมองของพวกเขาปรากฏออกมาเป็นอักษรดังกล่าวได้บนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปเรขาคณิต สีเทา ขาว และดำ แต่ก็ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก
ทั้งนี้ เมื่อตาของคนเรามองเห็นวัตถุ เรตินาจะเปลี่ยนภาพที่เห็นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และส่งไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นบริเวณคอร์เทกซ์ (cortex) ทำให้เราเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ในทำนองเดียวกัน ทีมวิจัยสามารถเชื่อมโยงสัญญาณนั้นเข้ากับอุปกรณ์ได้ แล้วฉายออกมาเป็นภาพที่บุคคลนั้นมองเห็น
สำหรับการทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ปัญหาทางด้านการสื่อสาร และศึกษาถึงความผิดปรกติหรือความซับซ้อนในจิตใจของคนเรา
"เวลาที่เราต้องการสื่อสาร เราจำเป็นต้องเคลื่อนไหวบางส่วนของร่างกาย เช่น การพูดออกมาจากปาก หรือใช้นิ้วพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์ แต่ถ้าหากเราสามารถรับข้อมูลที่ออกมาจากสมองได้โดยตรง ก็เป็นไปได้อย่างมากที่เราจะสามารถสื่อสารกันโดยการที่เราเพียงแค่นึกคิดว่าเราต้องการจะพูดอะไรออกมาเท่านั้น โดยที่เราไม่ต้องขยับร่างกายส่วนไหนเลย" คามิทานิ กล่าวกับรอยเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทงการแพทย์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถพูดได้ หรือมีอาการจิตหลอน
นักวิจัยระบุว่านี่เป็นเทคโนโลยีแรกในโลกที่ช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพสิ่งที่คนอื่นมองเห็นได้โดยดูภาพที่มาจากคลื่นสมองของเขาโดยตรง ซึ่งนักวิจัยจะพัฒนาต่อไปอีก และอาจเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราจะมีเทคโนโลยีที่สามารถบันทึกภาพที่เรานึกคิดอยู่ในหัวสมองแล้วนำมาฉายซ้ำอีกครั้งได้ รวมทั้งความทรงจำในใจ หรือแม้แต่บันทึกความฝันในขณะหลับก็ย่อมได้.
ข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
นักวิจัยสหราชอาณาจักรพบหลักฐาน "ฝนดาวตก" ห่าใหญ่ที่ตกบนโลกเมื่อ 470 ล้านปีก่อน บนชายหาดของเมืองในสก็อตแลนด์ เชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นๆ ที่พบทั่วโลก เชื่อเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำในช่วงนั้นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน (University of Aberdeen) สหราชอาณาจักร ได้พบเศษซากของดาวตก ที่เล็กยิ่งกว่าเม็ดทรายในก้อนหิน ที่บนบริเวณชายหาดของเคาน์ตีซูเธอร์แลนด์ในสก็อตแลนด์ และการค้นพบดังกล่าวบีบีซีนิวส์ยังรายงานด้วยว่า มีความเชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นๆ ในจีน สหรัฐฯ และออสเตรเลีย และนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อด้วยว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกครั้งใหญ่ซึ่งเป็นผลจากการชนกันของวัตถุในอวกาศนั้น กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิด้วย
ทีมวิจัยระบุว่า สิ่งที่พบครั้งนี้เป็นการยืนยันการไตร่ตรองทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้ ที่ชี้ว่าฝนดาวตกครั้งนั้นเป็นฝนดาวตกครั้งใหญ่ที่ตกกระจายไปทั่วโลก โดยเป็นผลเนื่องจาก "การชนกันครั้งใหญ่" ในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี
การศึกษาเศษซากของดาวตกครั้งนี้นำโดย ศ.จอห์น พาร์เนลล์ (Pro.John Parnell) จากคณะธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน และได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงวารสารเนเจอร์จีโอไซน์ (Nature Geoscience) ซึ่งเขาได้พบว่าดาวตกที่พบในซูเธอร์แลนด์นั้นเชื่อมโยงกับหลักฐานที่พบในส่วนอื่นๆ ของโลก
ศ.พาร์เนลล์กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หาความเชื่อมโยงระหว่างฝนดาวตกและการเปลี่ยนแปลงของสปีชีส์ในใต้น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากับที่เกิดฝนดาวตก
"เราทดสอบชิ้นส่วนของก้อนหินโดยละลายในน้ำกรด ซึ่งช่วยให้เราตรวจพบชิ้นส่วนฝนดาวตกที่เล็กเกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การค้นพบนี้ยืนยันว่าเมื่อ 470 ล้านปีก่อน เกิดฝนดาวตกครั้งใหญ่ตกกระจายไปทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งที่สก็อตแลนด์ด้วย นับเป็นครั้งแรกที่เราได้พิสูจน์เหตุการณ์ใหญ่ระดับช้าง และพิสูจน์ว่าลักษณะภูมิศาสตร์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างไรบ้าง" ศ.พาร์เนลล์กล่าว
ขณะเดียวกันนักวิทยาสาสตร์ที่ร่วมศึกษาในครั้งนี้ด้วยได้เสริมว่า งานวิจัยของพวกเขานั้นชี้ให้เห็นว่า อุกกาบาตที่ตกลงมานั้นเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว และการเกิดคลื่นทะเลในรอยต่อของหลายๆ ทวีป โดยข้อมูลที่บันทึกไว้แสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่เกิดขึ้นมาบนโลกในช่วงนั้นมีความหมากหลายมากขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่หลักฐานเชื่อมโยงอื่นๆ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่หลักฐานล่าสุดที่ค้นพบก็มีศักยภาพมากพอที่จะชี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร.
ข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
ฟอสซิล "งูยักษ์" ใหญ่สุดเท่าที่โลกเคยมี ขนาดอนาคอนดายังชิดซ้าย

ทีมนักวิทยาศาสตร์สุดตื่นเต้นปนเสียวสยอง เมื่อพบซากฟอสซิลของ "งูยักษ์" ในโคลอมเบีย คาดเป็นงูสายพันธุ์ใหญ่ที่สุดและเลื้อยอยู่บนโลกเมื่อ 60 ล้านปีก่อน มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่ารถบัส และสามารถเคี้ยวจระเข้เป็นของว่างได้เลย และน่าสนใจมากว่าโลกดึกดำบรรพ์ร้อนกว่าตอนนี้เยอะ
ข่าวการค้นพบฟอสซิลงูยักษ์สายพันธุ์โบราณบริเวณเหมืองถ่านหินทางตะวันออกเฉียงของประเทศโคลอมเบีย ได้รับความสนใจและตีพิมพ์ในสื่อต่างชาติจำนวนมากทั้งเอพี รอยเตอร์ส และเอเอฟพี ที่ระบุว่าน่าจะเป็นงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และผลงานวิจัยซากงูดึกดำบรรพ์นี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature)
จากการค้นพบฟอสซิลส่วนกระดูกสันหลังของงูยักษ์ดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว เจ้างูยักษ์ตัวนี้น่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และยาวกว่า 13 เมตร โดยที่งูสายพันธุ์นี้น่าจะมีน้ำหนักมากสุดได้ถึง 2 ตัน และยาวได้เต็มที่ 15 เมตร
นักบรรพชีวินวิทยาได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับงูยักษ์ชนิดนี้ว่า "ไททันโอโบอา แซร์อาโฮนเอนซิส" (Titanoboa cerrejonensis) (อ่านว่า "ty-TAN-o-BO-ah sare-ah-HONE-en-siss") ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลได้ว่า "งูยักษ์จากแซอาโฮน" (titanic boa from Cerrejon) ซึ่งเป็นเมืองที่ค้นพบฟอสซิลดังกล่าวตามที่ระบุในเอพี
เจสัน เฮด (Jason Head) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ในเมืองมิสซิสซอกา (Missisauga) ประเทศแคนาดา หัวหน้าทีมนักวิจัย เผยว่างูยักษ์ดึกดำบรรพ์นี้มีความใกล้ชิดกับงูเหลือมในยุคปัจจุบัน แต่น่าจะมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับงูอนาคอนดามากกว่า นั่นคือใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ และสามารถเลื้อยคลานบนพื้นดินได้อย่างคล่องแคล่ว เหมือนเวลาว่ายอยู่ในน้ำ และน่าจะกินจุมากพอสมควร ซึ่งอาหารของมันอาจรวมถึงปลาขนาดใหญ่และจระเข้ด้วยก็ได้
อย่างไรก็ตาม โจนาธาน บลอช (Jonathan Bloch) นักวิจัยในทีมเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคโบราณ ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา (Florida Museum of Natural History) มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ให้ข้อมูลกับเอพีว่า ในบรรดางูสปีชีส์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนั้น นับว่างูหลามหรือไพธอน (python) เป็นงูที่ยาวที่สุดในโลก วัดได้ประมาณ 10 เมตร ส่วนงูอนาคอนดาเขียว (Green anaconda) ที่ครองแชมป์งูที่หนักที่สุดในโลกก็หนักเพียง 250 กิโลกรัมเท่านั้น ดังรายงานในบีบีซีนิวส์
บลอชให้ข้อมูลอีกว่า ทีมวิจัยค้นพบฟอสซิลงูยักษ์นี้จากเหมืองถ่านหินในเมืองแซอาโฮนตั้งแต่เมื่อต้นปี 2550 โดยพบแกนกระดูกสันหลังทั้งหมดประมาณ 180 ชิ้น คาดว่าน่าจะเป็นของงูยักษ์ร่วม 12 ตัว ซึ่งขณะนี้ทีมวิจัยก็ยังหวังว่าจะขุดค้นพบฟอสซิลส่วนกระโหลกได้ในเร็ววัน
"การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไททันโอโบอา สร้างความท้าทายให้กับพวกเราในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในอดีตของบริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง และอาจเป็นสิ่งแวดล้อมที่จำกัดสำหรับการวิวัฒนาการของงูยักษ์ชนิดนี้ และฟอสซิลของมันยังให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับแผ่นดินบริเวณนั้นในประวัติศาสตร์" เฮด กล่าวในเอเอฟพี
จากการวิเคราะห์ซากดึกดำบรรพ์และคำนวณด้วยเครื่องมือต่างๆ นักวิจัยประมาณการณ์ได้ว่าบริเวณเหมืองถ่านหินที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของไททันโอโบอาเมื่อราว 60 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ในยุคที่เรียกว่า พาลีโอซีน (Palaeocene) มีสภาพเป็นป่าดิบเขตร้อน มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 30-34 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของป่าฝนเขตร้อนใดๆในยุคปัจจุบันราว 3-4 องศาเซลเซียส และสอดคล้องกับสภาพอากาศในยุคพาลีโอซีนที่คาดว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก
ข้อมูลดังกล่าวบอกเป็นนัยว่า หากในอนาคตภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิบริเวณพื้นผิวโลกสูงขึ้นประมาณ 1.8-4 องศาเซลเซียส ในอีกราว 100 ปีข้างหน้า ตามที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าสิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบหรือถูกทำลายไป แต่ป่าเขตร้อนก็อาจจะยังคงสามารถดำรงอยู่ได้เช่นเดียวกับเมื่อ 60 ล้านปีก่อน
วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
เศรษฐีไม่ระย่อเศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำ ยังแย่งกันไปท่องอวกาศ
ไม่ว่าเศรษฐกิจจะทรุดสักเพียงใด แต่พวกมหาเศรษฐีก็ยังคงแย่งกันเดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติที่อยู่ในวงโคจรรอบโลกกันอยู่นั่นเองบริษัทการผจญภัยในอวกาศ ที่สหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่า “ธุรกิจกำลังดีมาก ขายตั๋วเพื่อขึ้นจรวดรัสเซีย เดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติที่อยู่ในวงโคจรรอบโลก ได้เป็นเงินถึง 5,950 ล้านบาท และเตรียมจะส่งเศรษฐีเจ้าของบริษัทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชาวฮังการี นายชาร์ลส์ ซิ-มอนยี ขึ้นไปทัศนาจรนอกโลกหนสอง ในเดือนมีนาคมศกนี้ ตัวนายชาร์ลส์ควักกระเป๋าเป็นค่าเดินทางเที่ยวนี้ไป 1,190 ล้านบาท
ตามปกติค่าเดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศ จะตกประมาณคนละ 1,155-1,530 ล้านบาท และหากอยากจะได้ออกไปเดินในอวกาศด้วย จะต้องเพิ่มเงินขึ้นอีก 340 ล้านบาท.
นั่งให้ถูกท่า หน้าคอมพิวเตอร์
คนทำงานในออฟฟิศสมัยใหม่ทุกวันนี้ แต่ละวันมักจะหมดเวลาไปกับการนั่งยื่นคอจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ขณะที่มือก็คลิกเมาส์ กันเป็นระวิง ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าจนถึงตอนเย็นลุกจากโต๊ะก็พบว่าปวดเมื่อยไปทั่วตัว นั่นย่อมแสดงว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจากการทำงานเสียแล้ว ลองมาดูคำแนะนำดีๆ จากสมาคมศัลยศาสตร์กระดูกอเมริกา ที่บอกถึงวิธีการช่วยลดอาการเจ็บปวดและไม่ สบายเนื้อตัวจากการใช้คอมพิวเตอร์ โดยบอกถึงการจัดท่านั่งมาเป็นลำดับตั้งแต่ศีรษะจดเท้ากันเลยทีเดียว เริ่มจากต้องนั่งตัวตรง วางแนวให้หูทั้ง สองข้างขนานกับหัวไหล่และไหล่ทั้งสองข้างตั้งตรงขนานกับแนวสะโพก มาถึงช่วงแขน นั้น ก็ให้ปล่อยต้นแขนตามสบาย และให้ดึงมาแนบลำตัวเข้าไว้ ควรวางมือและข้อมือให้ยื่นตรงออกไปข้างหน้าตามแนวแขน สำหรับมือและนิ้วนั้น ก็ให้ปล่อยตามสบาย เมื่อพิมพ์หรือคลิกเมาส์หมั่นหาเวลาพักบ่อยๆ และยืดคลายมือ กับนิ้วเป็นระยะๆด้วย ส่วนเรื่องสายตาก็สำคัญต้องพักสายตาด้วยการมองไปที่อื่นนอกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ทั้งต้องพยายาม จัดตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้มีแสงสะท้อนให้น้อยที่สุด ตำแหน่งของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรวางให้ห่างจากตัวเราประมาณ 1 ช่วงแขน และอยู่ในระดับพอดีกับสายตาเพื่อจะได้ไม่ต้องแหงนคอตั้งบ่า หรือก้มหน้าจนเกินไปเมื่อมองหน้าจอ.ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วัคซีนป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยให้รอดพ้นโรคร้ายได้มากถึง1ใน5
หากว่านักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเซาธ์ ออสเตรเลีย ทำการวิจัยได้สำเร็จจะสามารถช่วยป้องกันมนุษย์ จากโรคมะเร็งร้ายไว้ได้มากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จอห์น เฮย์บอลล์ กับคณะ กำลังศึกษาค้นคว้า สร้างวัคซีนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งพวกที่เกิดจากไวรัส อย่างเช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบชนิด บี และโรคจากเชื้อไวรัสหูด ไวรัสนี้เป็นตัวการก่อให้ เกิดโรคมะเร็งถึงร้อยละ 20 “ถ้าหากเราสามารถป้องกันไม่ให้ติดเชื้อนี้ได้ ก็จะมีทางที่จะลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งลงได้ถึง 1 ใน 5 นับเป็นความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว” หมอจอห์นกล่าวต่อไปว่า “เราหวังว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีหลัก เพื่อก่อรูปของวัคซีนซึ่งไม่แต่เพียงเพื่อป้องกันเท่านั้น หากยังรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ อันเกิดจากไวรัส หลังจากที่มันได้ยึดที่มั่นอยู่ในตัวคนได้ แล้วด้วย
ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ออกกำลังหนักช่วงสั้นๆ หนีโรคหัวใจได้ดีกว่าออก กำลังระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลัง แนะให้ใช้การทุ่มออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกๆ 2-3 วัน จะสามารถหนีพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กับโรคหัวใจได้ไกลศาสตราจารย์เจมส์ ทิมมอนส์ อาจารย์วิชาการออกกำลังทางชีววิทยา มหาวิทยาลัยเฮเรียต-วัตต์ที่อเมริกา กล่าวว่า คนเราควรจะหันมาเอาใจใส่ ในการออกกำลังอย่างหนักในช่วงเวลา 2-3 นาที และได้เสนอให้ปั่นจักรยานออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง พักละครึ่งนาที 4 พัก อาทิตย์ละ 3 หน โดยได้บอกว่า คนเราจะสามารถ ตัดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและเบาหวานลงได้เองอย่างมากมาย หากออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง
เขาได้รายงานผลการศึกษาในวารสารวิชาการ” โรคของต่อมไร้ท่อผิดปกติ” ว่า ได้ให้อาสาสมัครออกกำลังด้วยการให้ปั่นจักรยานออกกำลังอย่างเร็ว ครั้งละ 30 วินาที 4 พัก ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ปรากฏผลว่าอินซูลินในตัวพวกเขาทำงานดีขึ้นกว่าเก่าถึงร้อยละ 23 เขาเห็นว่าแม้ว่าการวิจัยมุ่งเฉพาะแต่กับคนหนุ่ม แต่ก็เห็นว่าคงเป็นผลดีกับคนทุกเพศทุกวัยด้วยกัน และมันยังให้ผลเหนือกว่า “การวิ่งวันละ 1 ชม.” แบบเดิมด้วย
ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
กลิ่นสาวเหมือนกับหอมใหญ่
กลิ่นสาวเหมือนกับหอมใหญ่ กลิ่นผู้ชายกลับไป เหมือนกลิ่นนมกลิ่นเนยเคยเชื่อกันมาว่า ผู้หญิงมีกลิ่นกาย อันเป็นกลิ่นเสน่ห์กับผู้ชาย และบัดนี้ นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่ากลิ่นตัวของคนเรา ผู้หญิงจะมีกลิ่นเหมือนกับหอมหัวใหญ่ ส่วนผู้ชายมีกลิ่นเหมือนเนย คณะนักวิจัยเมืองนาฬิกาได้ศึกษา โดยดมกลิ่นเหงื่อจากซอกรักแร้ ของผู้หญิง 25 คน และผู้ชาย 24 คน หลังจากที่ให้คนเหล่านี้เข้าไปอบเซาน่า หรือขี่จักรยานออกกำลังมานาน 15 นาที
นายคริสเตียน สตาร์คเกนมานน์ พนักงานบริษัท “ไฟเมนิช” ที่นครเจนีวา ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยให้กับบริษัทผลิตน้ำหอมสำหรับใช้ทำอาหารและเครื่องสำอาง บอกเปิดเผยว่า “กลิ่นของผู้ชายจะเหมือนกับเนย และกลิ่นผู้หญิงจะเหมือนกับหอมหัวใหญ่หรือลูกเกรปฟรุ้ต”
ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครที่นักวิทยาศาสตร์เกณฑ์มาเป็นเอกเทศ ต่างพากันร้องว่ากลิ่นจากรักแร้ผู้หญิงไม่หอมเลย เมื่อนำไปวิเคราะห์พบว่า เพราะกลิ่นนั้นมีส่วนผสมของกำมะถันอยู่มากถึงมิลลิลิตรละ 5 มิลลิกรัม ในขณะที่ของผู้ชายมีเพียง 0.5 มิลลิกรัมเท่านั้น
วารสารวิทยาศาสตร์อันมีชื่อเสียง “เดอะ นิว ไซเอนทิสต์” กล่าวว่า ผลการวิจัยอาจนำไปใช้ในการหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องกลิ่นตัวเสียใหม่ และผลิตยาระงับกลิ่นตัวใหม่ๆ ออกมา เพื่อดับกลิ่นตัวที่ต่างกันของทั้งสองเพศ.
นายคริสเตียน สตาร์คเกนมานน์ พนักงานบริษัท “ไฟเมนิช” ที่นครเจนีวา ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยให้กับบริษัทผลิตน้ำหอมสำหรับใช้ทำอาหารและเครื่องสำอาง บอกเปิดเผยว่า “กลิ่นของผู้ชายจะเหมือนกับเนย และกลิ่นผู้หญิงจะเหมือนกับหอมหัวใหญ่หรือลูกเกรปฟรุ้ต”
ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครที่นักวิทยาศาสตร์เกณฑ์มาเป็นเอกเทศ ต่างพากันร้องว่ากลิ่นจากรักแร้ผู้หญิงไม่หอมเลย เมื่อนำไปวิเคราะห์พบว่า เพราะกลิ่นนั้นมีส่วนผสมของกำมะถันอยู่มากถึงมิลลิลิตรละ 5 มิลลิกรัม ในขณะที่ของผู้ชายมีเพียง 0.5 มิลลิกรัมเท่านั้น
วารสารวิทยาศาสตร์อันมีชื่อเสียง “เดอะ นิว ไซเอนทิสต์” กล่าวว่า ผลการวิจัยอาจนำไปใช้ในการหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องกลิ่นตัวเสียใหม่ และผลิตยาระงับกลิ่นตัวใหม่ๆ ออกมา เพื่อดับกลิ่นตัวที่ต่างกันของทั้งสองเพศ.
ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
อวัยวะที่ไร้ประโยชน์
นักวิทยาศาสตร์ฟินแลนด์ค้นพบความสำคัญของสะดือ ถึงขนาดที่ว่า คนเราอาจจะใช้เป็นหลักในการมองหา คู่ครอง ให้เลือกผู้ที่มีสะดือสวยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ นายศิงโคเนน ได้ขยายความรู้ของสะดือ ไว้ในวารสารของมหาวิทยาลัยเฮล ซิงกิเมื่อเร็วๆนี้ว่า สะดือเป็นนอวัยวะซึ่งตำราการแพทย์หลายเล่ม ถือว่าเป็นส่วนที่ไม่มีประโยชน์เลยกับร่างกายนั้น แท้จริงมีหลักฐานอยู่มากมายยืนยันว่า มันมีความสำคัญมากกว่านั้น
เขาได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด สะดือจะมีขนาดเล็กมาก ลักษณะไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเหมือนรอยแผลหยาบๆ แต่ในหมู่มนุษย์มีอยู่ในหลายวัฒนธรรมที่ให้ความสนใจในแง่ศิลปะ นอกจากนั้นพวกเศรษฐีอีกมากหลาย ยอมเสียเงินเสียทองเพื่อจะเสริมแต่งให้มันดูดี
เขาได้เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมิสซูรี ในสหรัฐฯเคยศึกษา โดยขอให้ช่วยกันเลือกว่าสะดือรูปร่างแบบไหน เป็นแบบสวยที่สุด ได้ผลออกมาว่า สะดือมีลักษณะสวยที่สุด จะต้องมีรูปทรงเหมือนกับ ตัวทีในภาษาอังกฤษ.
ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)