แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งมีชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งมีชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

วอชิงตัน 24 เม.ย.-นักออกแบบผลิตภัณฑ์ชาวเดนมาร์กพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะนอกจากตัวเครื่องจะทำมาจากไม้ไผ่แล้ว ภายในยังมี เมล็ดพันธุ์ไม้ไผ่บรรจุอยู่ถ้านำตัวเครื่องที่ใช้จนเสียไปกลบฝังในดินก็จะ ช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้างในงอกออกมาเป็นต้นได้
นักออกแบบรายนี้มีชื่อ ว่า เกิร์ท แจน แวน บรูเจล เขาตั้งใจออกแบบโทรศัพท์มือถือให้ย่อยสลายได้ง่าย และเมื่อใช้จนเสียแล้ว ก็สามารถงอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ได้ด้วย เพื่อจะได้ลดจำนวนขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีน้อยลง


โทรศัพท์มือถือรุ่น นี้ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะด้านหลังของเครื่องจะมีข้อต่อเอาไว้หมุนให้พลังงาน ถ้าหมุนข้อต่อครบ 3 นาที จะช่วยให้ตัวเครื่องมีพลังงานเพียงพอสำหรับการรับส่งข้อความสั้น หรือโทรเข้าโทรออกได้ชั่วคราว ไม่จำเป็นต้องนำแบตเตอรี่ไปชาร์จไฟอยู่ตลอดเวลา
หลายฝ่ายคาดว่า โทรศัพท์มือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอีกไม่ กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้บริโภคต่างใส่ใจในปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมายังได้เห็นบริษัทผู้ผลิตมือถือหลายแห่งเปิดตัว โทรศัพท์มือถือทั้งในแบบที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงตัวเครื่องที่ทำมาจากขวดพลาสติกรีไซเคิล


แต่เนื่องจาก โทรศัพท์มือถือเหล่านี้มักมีราคาที่แพงกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วไป ดังนั้น จึงยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่า ถ้ามีการวางขายอย่างจริงจัง โทรศัพท์มือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ ซื้อหรือไม่ ผลการศึกษาจาก Strategy Analytics พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในสหรัฐและยุโรป ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อมือถือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนกลุ่มที่ซื้อก็ยังจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ลูกเล่นในตัวเครื่องและรูปทรงการออกแบบ ถ้าเป็นมือถือในแบบที่เชยเกินไปหรือไม่มีลูกเล่นการใช้งาน แม้จะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ก็คงไม่จูงใจให้ผู้บริโภคอยากซื้อมาใช้ เช่น โทรศัพท์มือถือที่ทำจากไม้ไผ่ของเกิร์ท แจน แวน บรูเจล ที่สามารถใช้งานได้แค่โทรเข้าโทรออกและส่งข้อความสั้นเท่านั้น.

ที่มา สำนักข่าวไทย

เกาหลีใต้โคลนนิงสุนัขเรืองแสง

โซล 29 เม..ย.- นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ในเกาหลีใต้ ได้เพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงออกมาเป็นสีแดง โดยใช้เทคนิคการลอกแบบพันธุกรรม หรือโคลนนิ่ง

ลูกสุนัขสายพันธุ์บีเกิล 4 ตัว ที่ได้รับการโคลนนิ่ง ถูกเรียกว่า “ Ruppy “ ย่อมาจาก “ Ruby Puppy “ หรือแปลเป็นไทยว่า “ ลูกสุนัขสีแดงทับทิม “ โดยนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ได้นำโปรตีนเรืองแสงตัดต่อเข้าไปในลูกสุนัขเหล่า นี้ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่ในห้องทดลอง จากนั้น จึงนำตัวอ่อนซึ่งเป็นลูกสุนัขโคลนนิงฝังเข้าไปในท้องแม่สุนัข

จน กระทั่งพวกมันถือกำเนิดออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2550 นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่า ลูกสุนัขเหล่านี้เปล่งแสงออกมาเป็นสีแดงได้จริงเมื่ออยู่ภายใต้แสงอุลตรา ไวโอเลต แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด ก็จะเห็นผิวและอุ้งเท้าของมันเป็นสีชมพู

ตามปกติ สุนัขจะเป็นสัตว์ที่ไม่มียีนเรืองแสงในร่างกาย ผลการวิจัยครั้งนี้ จึงนับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการตัดต่อยีนต่างเผ่าพันธุ์ใส่เข้าไปในสุนัข จนทำให้พวกมันเรืองแสงออกมาได้ ก่อให้เกิดความหวังว่า ในอนาคตอาจมีการนำยีนที่เชื่อมโยงกับโรคภัยไข้เจ็บในมนุษย์ เช่น โรคพาร์คินสัน ปลูกถ่ายเข้าไปสุนัข เพื่อการศึกษาวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการโคลนนิงในเกาหลีใต้บอกว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีการเพาะพันธุ์แมว หนู และลิงเรืองแสงมาแล้ว แต่การเพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงต้องใช้ความพยายามมากกว่า เพราะสุนัขถือเป็นสัตว์ที่รับการปลูกถ่ายยีนต่างเผ่าพันธุ์ได้ยากมาก.

ที่มา สำนักข่าวไทย

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

พบสาหร่ายอยู่ร่วมกันกว่า 200 ล้านปี ร่องรอยจากสัตว์เซลล์เดียวสู่ชีวิตซับซ้อน

ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาดีเอ็นเอของ วอลวอกซ์ สาหร่ายเซลล์เดียว ที่ชอบดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พบว่าแต่ละเซลล์เริ่มดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคมตั้งแต่เมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว จากเดิมที่เชื่อว่าน่าจะเริ่มรวมกลุ่มกันเมื่อ 35 ล้านปีก่อน และบางสปีชีส์ยังแบ่งหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ เป็นตัวอย่างช่วยให้เข้าใจหลักการวิวัฒน์จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มาเป็นพืชและสัตว์หลายเซลล์มากขึ้น
แมทธิว ดี เฮอร์รอน นำทีมนักวิจัยด้านชีววิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) เมืองทูซอน มลรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เป็นบรรพบุรุษของสาหร่ายวอลวอกซ์ (Volvox sp.) มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่าโคโลนี (colony) ตั้งแต่เมื่อราว 200 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปไกลกว่าที่เคยคาดคิดกันไว้แต่เดิมที่สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของวอลวอกซ์เกิดขึ้นเมื่อราว 50 ล้านปีก่อน และเริ่มมาใช้ชีวิตรวมกลุ่มกันเมื่อ 35 ล้านปีก่อน ตามรายงานข่าวในไซน์เดลี
วอลวอกซ์ เป็นสาหร่ายสีเขียวชนิดหนึ่งพบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติ จัดเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว มีหลายสปีชีส์ บางสปีชีส์ก็ยังดำรงชีวิตอยู่เป็นเซลล์เดียวโดดๆ แต่บางสปีชีส์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแบบหลายเซลล์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหากศึกษาจนเข้าใจได้ว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหลายๆเซลล์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ย่างไร ก็น่าจะทำให้เข้าใจกลไกการวิวัฒนาของพืชและสัตว์ที่พัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวได้ เพราะต้องผ่านช่วงเวลาที่เคยมีสถานะเช่นนั้นมาก่อนเหมือนกัน
"เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงแรก น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของหลายๆเซลล์ และการขัดแย้งกันระหว่างหลายเซลล์ และสุดท้ายลงเอยด้วยการแยกแยะกันทำหน้าที่ของแต่ละกลุ่มเซลล์" ข้อสันนิษฐานของเฮอร์รอน
นักวิจัยศึกษาสำดับดีเอ็นเอของสาหร่ายในสกุลวอลวอกซ์จำนวน 45 สปีชีส์ และสปีชีส์ที่เกี่ยวข้องกันอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อลองสร้างแผนภูมิลำดับเครือญาติขึ้นมาใหม่ และวิเคราะห์ว่าวอลวอกซ์โคโลนีแรกเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงเวลาใด พบว่าเกิดขึ้นในช่วงราว 200 ล้านปีก่อน หรือในยุคไทรแอสซิก (Triassic Period) ซึ่งตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences) เมื่อเร็วๆนี้
ทั้งนี้ เราอาจสังเกตเห็นโคโลนีของสาหร่ายวอลวอกซ์ได้ด้วยตาเปล่า โดยมองเห็นเป็นทรงกลมเล็กๆ สีเขียว กลิ้งไปมาอยู่ในน้ำ บางโคโลนีมีมากถึง 50,000 เซลล์ และบางสปีชีส์ที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ก็มีการแบ่งหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ด้วย เช่น บางเซลล์ทำหน้าที่ว่ายน้ำ บางเซลล์มีหน้าที่ขยายพันธุ์ เป็นต้น
นักวิจัยวิเคราะห์ว่าการที่วอลวอกซ์หลายเซลล์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น น่าจะช่วยให้พวกมันรอดจากศัตรูผู้ล่าบางชนิดได้ และในระยะแรกของการวิวัฒนาการเป็นโคโลนีจะมีการสร้างสารบางอย่างคล้ายวุ้นใสเพื่อช่วยให้แต่ละเซลล์เดี่ยวสามารถเกาะกลุ่มอยู่รวมกันได้
อย่างไรก็ดี ในการสร้างจะสร้างสารระหว่างเซลล์ (extracellular matrix) ที่เป็นไกลโคโปรตีน จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและความร่วมมือของแต่ละเซลล์มากกว่านี้อีกหลายเท่า โดยนักวิจัยยกตัวอย่างว่า อาจต้องอยู่ร่วมกันถึง 4 โคโลนี โดยที่ 3 โคโลนีมีหน้าที่สร้างสารระหว่างเซลล์ และอีก 1 โคโลนี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงานที่แตกต่างกันชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พัฒนาต่อไปกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ได้ และสิ่งที่เป็นตัวกำหนดให้ว่าเซลล์ไหนจะมีหน้าที่อย่างไรก็คือพันธุกรรมนั่นเอง

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ยุงตามไล่กัดถึงบนอวกาศ สามารถอยู่ในสภาพนอกโลกนานเป็นปี

ถึงมนุษย์จะอวดอิทธิฤทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินทางออกนอกโลกได้ แต่ก็ไม่อาจจะหนีรอดพ้นยุงไปได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้แจ้งว่า พวกสัตว์ที่กินเลือดพวกเราเป็นอาหารเหล่านี้ สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ใน อวกาศ ได้นานถึง 1 ปีครึ่ง

รองนายกสมาคมวิทยาศาสตร์รัสเซีย นายอนาโทลี ไกรกอร์เยฟ เปิด เผยว่า “เราได้พามันออกไปนอกโลกและกลับลงมาบ้าน มันยังมีชีวิตอยู่ ได้” เขาเล่าว่าได้นำมันขึ้นไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศสากล เพื่อจะดูว่าสภาพอวกาศจะเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่ เป็นโครงการทดลองกับพืชและสัตว์ต่างๆ ด้วย
ยุงที่เอาไปศึกษาเป็นยุงแอฟริกา ซึ่งเคยเลี้ยงตัวอ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้น เนื่องจากดินฟ้าอากาศที่แล้งฝนของกาฬทวีป หากแต่ มันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ยากลำบาก โดยที่มันทำตัวเองให้อยู่ในสภาพจำศีล สามารถให้ร่างกายพักงานใหญ่ๆ ไว้ชั่วคราว.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กิมจิย้ำศักยภาพ โชว์ "ลูกสุนัขโคลนนิง" จากสเต็มเซลล์ไขมันครั้งแรก


ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโคลนนิงสุนัขอีกครั้ง หลังบริษัทวิจัยในเกาหลีใต้ทำสำเร็จ โคลนนิงลูกสุนัขบีเกิลได้ 2 ตัว จากเซลล์ต้นกำเนิด ในเนื้อเยื่อไขมันของสุนัขตัวต้นแบบเป็นครั้งแรก โอกาสสำเร็จสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง เปิดทางสู่ธุรกิจโคลนนิงสัตว์เลี้ยง และเอื้อประโยชน์ต่องานวิจัยทางการแพทย์

อาร์เอ็นแอล ไบโอ (RNL Bio) บริษัทเอกชนด้านพันธุวิศวกรรมแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ โชว์ความสำเร็จงดงามด้วยการโคลนนิงลูกสุนัข 2 ตัว ด้วยเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ (stem cell) จากเนื้อเยื่อไขมันของสุนัขตัวต้นแบบพันธุ์บีเกิล โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการโคลนนิงสำเร็จโดยใช้สเต็มเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน และมีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา ในกรุงโซล

เอเอฟพีระบุว่าทีมนักวิจัยของอาร์เอ็นแอล ไบโอ เริ่มแยกตัวอย่างเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) จากสุนัขพันธุ์บีเกิลเมื่อเดือน ต.ค. 51 จากนั้นแยกเอาสเต็มเซลล์ออกมาเพาะเลี้ยงต่อในห้องแล็บ แล้วทำการโคลนนิงโดยนำดีเอ็นเอจากเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อไขมันไปใส่ในเซลล์ไข่ของสุนัข และเพาะเลี้ยงได้ตัวอ่อนจำนวน 84 ตัว แล้วนำไปแบ่งฝากในท้องแม่สุนัขอุ้มบุญจำนวน 5 ตัว เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 51

จนกระทั่งเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. 52 แม่สุนัขตัวหนึ่งชื่อ ริเวอร์ (River) คลอดลูกสุนัขโคลนนิงออกมา 2 ตัว ซึ่งทีมวิจัยตั้งชื่อให้ลูกสุนัข 2 ตัวนี้ว่า เมจิก (Magic) กับ สเต็ม (Stem) นับว่าเป็นลูกสุนัขคู่แรกที่เกิดจากเทคนิคการโคลนนิงแบบใหม่ที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งนักวิจัยระบุว่ามีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการโคลนนิงโดยทั่วไปที่มักใช้เซลล์ร่างกาย (somatic cells) ของสิ่งมีชีวิตต้นแบบ

"หากเราพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้จนสมบูรณ์ การโคลนนิงสุนัขก็จะง่ายขึ้นเยอะ และยังลดต้นทุนในการโคลนนิงลงได้อีกมากด้วย" คำกล่าวของ รา จองชาน (Ra Jeong-Chan) ผู้บริหารของอาร์เอ็นแอล ไบโอ ซึ่งระบุอยู่ในรอยเตอร์ส พร้อมกับบอกด้วยว่าวิธีนี้จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการโคลนนิงสุนัขลดลงเหลือเพียงแค่ราว 50,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,750,000 บาท) ได้ภายใน 3 ปีนี้ จากเดิมที่เจ้าของสุนัขต้องควักกระเป๋าจ่ายไม่ต่ำกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,500,000 บาท) หากอยากโคลนนิงสุนัขแสนรักที่ตายไปแล้ว ทั้งยังจะเป็นประโยชน์ในการโคลนนิงสุนัขดมกลิ่นสำหรับใช้ในราชการด้วยเช่นกัน

ทีมวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าเทคนิคนี้ยังมีประโยชน์ในด้านการศึกษาหาวิธีรักษาโรคทางพันธุกรรมในสุนัขที่คล้ายกับโรคในคน เช่น เบาหวาน เป็นต้น อีกทั้งเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อไขมันยังมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ส เบาหวาน ข้ออักเสบ และอีกหลายโรคด้วย

ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวนักวิจัยแสดงให้ดูเฉพาะภาพถ่ายของลูกสุนัขทั้ง 2 ตัว เท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้เห็นลูกสุนัขตัวจริง เนื่องจากเกรงว่าแม่สุนัขจะตกใจและอาจทำอันตรายลูกสุนัขได้

ด้าน ปาร์ก เซ-ปิล (Park Se-Pill) ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิงของเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับบริษัท อาร์เอ็นแอล ไบโอ กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีการโคลนนิงสัตว์ให้ก้าวหน้ามากขึ้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี และมีส่วนช่วยลดต้นทุนให้ถูกลงได้ รวมทั้งทำให้อุตสาหกรรมโคลนนิงสัตว์เลี้ยงมีโอกาสเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้ว อาร์เอ็นแอล ไบโอ ยังได้โคลนนิงสุนัขจากเซลล์ใบหูของสุนัขพันธุ์พิตบูลเทอร์เรียแช่แข็ง สัตว์เลี้ยงแสนรักของหญิงชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งเธอก็ยอมจ่ายเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้บริษัทดังกล่าวโคลนนิงสุนัขแสนรักให้กลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง และนับว่าเป็นการโคลนนิงสัตว์เลี้ยงเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของโลกด้วย

ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง

นักวิจัยมะกัน พัฒนาท่อนำแสง ทำแสงให้มีขนาดนาโน ช่วยดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในของไหลได้ดี พร้อมนำส่งไปยังทิศทางที่ต้องการได้สะดวก อนาคตเห็นทางทำไบโอเซนเซอร์ตรวจโรคแม่นยำสูง
ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) สหรัฐฯ ค้นพบวิธีดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในสารละลายไหล โดยใช้ลำแสงขนาดนาโน ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารเนเจอร์ (Nature) ตามที่ระบุในไซน์เดลี โดยนักวิจัยหวังว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาเป็นไบโอเซนเซอร์ความแม่นยำสูง หรือประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและนำส่งอนุภาคนาโน

วิลเลียม ชูลทส์ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐฯ (National Science Foundation: NSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการวิจัยนี้ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในงานด้านวิศวกรรมในการจัดการกับวัตถุระดับโมเลกุลและอะตอม โดยเฉพาะวัตถุที่บรรจุอยู่ในของเหลว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ประโยชน์จากแสงในการจัดการกับเซลล์และวัตถุขนาดนาโนอยู่แล้ว ทว่าเทคนิคใหม่ที่ว่านี้นี้ช่วยให้นักวิจัยทำงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและยาวนานขึ้น

ด้าน เดวิด อีริคสัน (David Erickson) วิศวกร คอร์เนล กล่าวว่า เรามองแสงเป็นชุดของอนุภาคที่ไม่มีมวลโดยเรียกว่าโฟตอน (photon) ซึ่งพวกเขาได้ทดลองหาวิธีรวมอนุภาคโฟตอนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กมาก แล้วทำให้ส่องผ่านไปตามท่อนำคลื่น (waveguide) ชนิดพิเศษ ซึ่งคล้ายกับเส้นใยแก้วนำแสงขนาดนาโน เมื่อชิ้นส่วนของวัตถุใด ซึ่งอาจจะเป็นดีเอ็นเอ หรืออนุภาคนาโน ลอยเข้ามาใกล้กับลำแสงโฟตอนดังกล่าว จะถูกดูดเข้ามาข้างในและไหลไปตามลำแสง

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาท่อนำคลื่นเพื่อทำให้แสงกลายเป็นลำแสงขนาดเล็ก และพัฒนาต่อไปเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในกับดักจับดีเอ็นเอ หรือวัตถุอื่นที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรที่ไหลอยู่ในของเหลวได้ดียิ่งขึ้น โดยท่อเล็กๆ แต่ละท่อที่อยู่ภายในท่อนำคลื่นนั้นมีความกว้างเพียง 60-120 นาโนเมตร เท่านั้น ซึ่งบางกว่าความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์อินฟราเรดที่มีขนาด 1,500 นาโนเมตร ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยขจัดข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมอันเกิดจากการกระจายของลำแสงเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และท่อขนาดนาโนภายในท่อนำแสงดังกล่าวยังช่วยให้ใช้แสงในการดักจับหรือขนส่งวัตถุนาโนได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นักวิจัยทดลองโดยนำสารละลายที่มีดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโน มาชะให้ไหลผ่านไปตามท่อนำแสงที่มีช่องแสงผ่านขนาดไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 80 ไมโครเมตรต่อวินาที ผลปรากฏว่าระบบดังกล่าวสามารถดักจับดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโนเข้ามาภายในลำแสงได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ส่วนของอนุภาคทั้งหมด ทว่าเมื่อทดลองใช้ท่อนำแสงที่มีช่องแสงขนาดเล็กลง อัตราการไหลช้าลง และลำแสงมีพลังงานสูงกว่า ปริมาณอนุภาคที่ดักจับได้ก็มีอัตราเพิ่มขึ้น

"สิ่งที่เรากำลังหวังจะทำในตอนนี้ คือทำความเข้าใจกับหลักการทางฟิสิกส์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เห็นอะไรก็ตาม ที่อาจเป็นไปได้เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น ครั้งท้ายสุดเรานึกถึงการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านแสงที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ในการสื่อสารและงานอื่นๆ ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีการประยุกต์นำไปใช้ทางด้านระบบนาโน ซึ่งความหวังในอนาคตของเราคือสามารถขนส่งผ่านแต่ละสายของดีเอ็นเอได้คล้ายกับการขนส่งผ่านแสงที่ทำได้แล้วในปัจจุบัน" อีริคสัน กล่าว

อีกทั้งในอนาคตอาจมีการนำเทคโนโลยีในไปใช้ในการดักจับ หรือนำส่งดีเอ็นเอหรืออนุภาคอื่นให้ไปยังทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้องได้ อาทิ ใชัในการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวินิจฉัยต่างๆ หรือสำหรับรวบรวมอนุภาคที่มีโครงสร้างตามที่ต้องการ.

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

200 ปี "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" ทั่วโลกร่วมยกย่องผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ


เมื่อ 200 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางครอบครัวผู้มีฐานะดี ในแถบชนบทของเกาะอังกฤษ เด็กน้อยผู้นี้ถูกกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติจนกลายเป็นนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ บนเส้นทางของนักธรรมชาติวิทยา

เพียงดินสอและแผ่นกระดาษก็สามารถนำพา "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน" (Charles Robert Darwin) ให้อธิบายถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน และสั่นคลอนสถาบันศาสนาอย่างรุนแรง ทว่าทฤษฎีที่ผุดขึ้นในสมองของเขา กลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง และเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

12 ก.พ. 2552 ในปีนี้ นับเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 200 ปี ของดาร์วิน และเป็นวันที่ทั่วโลก ได้จัดงานเฉลิมฉลองให้กับเขา ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับไอแซค นิวตัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, กาลิเลโอ กาลิเลอิ และนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอีกหลายคน ที่ไม่เพียงแต่หักล้างความเชื่อเดิมและก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของคนเราด้วย

"สำหรับผม ชาร์ลส์ ดาร์วิน คือนักคิดนักปรัชญาคนสำคัญมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์" คำกล่าวของริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักชีววิวัฒนาการ ผู้เขียน "เดอะ ก็อด ดีลูชัน" (The God Delusion) ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีแผ่เกี่ยวกับความเชื่อแบบผิดๆ ในเรื่องของพระเจ้า

ผลงานจากแนวความคิดอันโดดเด่นของดาร์วิน ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ 2 เล่มด้วยกัน เล่มแรกคือ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species) และ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" (The Descent of Man)

ทั้งนี้ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2402 และในปีนี้ก็นับเป็นโอกาสครบรอบ 150 ปีแห่งการตีพิมพ์เช่นกัน

เนื้อหาในเล่มนี้ ดาร์วินได้อธิบายถึงแนวคิดของเขา เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และการคัดสรรโดยธรรมชาติไว้อย่างละเอียดว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตบางชนิดถึงอยู่รอดได้ ทำไมบางชนิดจึงสูญพันธุ์ไป และแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปร่าง ลักษณะ และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้อย่างไร ซึ่งเวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งศตวรรษถึงจะมีการค้นพบดีเอ็นเอที่ช่วยอธิบายกลไกดังกล่าวให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

"ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดจะเป็นผู้มีชัยและขยายเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ต่อไปได้" ใจความที่ดาร์วินเขียนไว้ ในหนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนในสมัยนั้นเปรียบเปรยคำกล่าวของดาร์วินว่า เหมือนแสงจากหลอดไฟธรรมดาแต่ส่องสว่างเจิดจ้าและโชติช่วง

ส่วนหนังสืออีกเล่มของเขาที่ได้รับการกล่าวขานมากไม่แพ้กันคือ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2414 ซึ่งในเล่มนี้ดาร์วินได้นำทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์และลิงไม่มีหาง (ape) มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

"มนุษย์ยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ที่เป็นเหมือนตราประทับถาวรที่ได้มาจากบรรพบุรุษ" คำกล่าวอย่างตรงไปตรงมาของดาร์วิน

ดาร์วินมองว่ามนุษย์ก็คือสัตว์สปีชีส์หนึ่ง มากกว่าที่จะคิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสุดประเสริฐ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเชื่อถือกัน

แนวคิดดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้ของผู้คนในสังคม และทำให้กลุ่มคนที่เคร่งศาสนา กล่าวหาว่าแนวคิดเขาท้าทายกับคำสอนของศาสนาอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้

"คล้ายกับกรณีที่โคเปอร์นิคัส (Copernicus) เคยบอกว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งดาร์วินก็ดึงมนุษย์ออกมาจากการเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติเช่นกัน" ข้อความที่ระบุอยู่ในวารสารไซเอนติฟิกอเมริกัน (Scientific American) และด้วยความที่เป็นสุภาพชน อ่อนน้อมถ่อมตน ดาร์วินก็ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนแรกที่นำเสนอเรื่องของวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 จอร์จส์ กูวิเยร์ (Georges Cuvier) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เคยอธิบายไว้ก่อนแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมส่งผลให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไป และต่อมา ฌอง-แบพติสต์ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Lamarck) นักสัตววิทยาชาติเดียวกัน ก็เสนอแนวคิดว่า สิ่งมีชีวิตบางชนิด มีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย

ทว่าพวกเขายังมองว่า วิวัฒนาการเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง สำหรับการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สำหรับมนุษย์นั้นถือว่าอยู่เหนือสุดและสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว

ดาร์วินไม่ได้ยอมรับแนวคิดของพวกเขาทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกสายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน หรือที่เรียกว่า "ทรี ออฟ ไลฟ์" (tree of life) ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์ด้านชีววิทยา และก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้า และการค้นพบสิ่งใหม่ในทางวิทยาศาสตร์มากมายตามมาในภายหลัง ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรม วิวัฒนาการทางจิตวิทยา เรื่อยไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ทว่าก็ยังเกิดเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง เมื่อแนวคิดของดาร์วินที่ว่า "การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมมากที่สุด" (survival of the fittest) ได้ถูกตีความผิดเพี้ยน หรืออาจเรียกได้ว่าถูกบิดเบือนไปอย่างร้ายกาจ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กลุ่มคนที่คิดว่าตนฉลาดและเหนือกว่าผู้อื่น (eugenicist) นำแนวคิดของดาร์วิน ไปใช้เป็นเหตุผลข้ออ้างเพื่อกำจัดกลุ่มคนที่เห็นว่าอยู่ชนชั้นต่ำกว่าให้หมดสิ้นไป ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อดาร์วิน อารยชนผู้รังเกียจการกดขี่ข่มเหง แต่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากไร้เสมอ

"ผมยกให้ดาร์วินเป็นหนึ่งใน 5 นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ" คำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันนามว่า วิลฟรีด โรกาสช์ (Wilfried Rogasch)

โรกาสช์ กล่าวอีกว่า มีผู้คนมากมาย ที่พยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อจะค้นหาสิ่งเล็กๆ หรือช่องโหว่ ที่ชี้ว่าทฤษฎีของดาร์วินผิดพลาด ทว่าพวกเขาก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะสิ่งที่ดาร์วินพบไม่ได้เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นกฏพื้นฐานของธรรมชาติ


วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นักวิจัยสหราชอาณาจักรพบหลักฐาน "ฝนดาวตก" ห่าใหญ่ที่ตกบนโลกเมื่อ 470 ล้านปีก่อน บนชายหาดของเมืองในสก็อตแลนด์ เชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นๆ ที่พบทั่วโลก เชื่อเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำในช่วงนั้น
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน (University of Aberdeen) สหราชอาณาจักร ได้พบเศษซากของดาวตก ที่เล็กยิ่งกว่าเม็ดทรายในก้อนหิน ที่บนบริเวณชายหาดของเคาน์ตีซูเธอร์แลนด์ในสก็อตแลนด์ และการค้นพบดังกล่าวบีบีซีนิวส์ยังรายงานด้วยว่า มีความเชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นๆ ในจีน สหรัฐฯ และออสเตรเลีย และนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อด้วยว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกครั้งใหญ่ซึ่งเป็นผลจากการชนกันของวัตถุในอวกาศนั้น กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิด้วย

ทีมวิจัยระบุว่า สิ่งที่พบครั้งนี้เป็นการยืนยันการไตร่ตรองทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้ ที่ชี้ว่าฝนดาวตกครั้งนั้นเป็นฝนดาวตกครั้งใหญ่ที่ตกกระจายไปทั่วโลก โดยเป็นผลเนื่องจาก "การชนกันครั้งใหญ่" ในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี

การศึกษาเศษซากของดาวตกครั้งนี้นำโดย ศ.จอห์น พาร์เนลล์ (Pro.John Parnell) จากคณะธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน และได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงวารสารเนเจอร์จีโอไซน์ (Nature Geoscience) ซึ่งเขาได้พบว่าดาวตกที่พบในซูเธอร์แลนด์นั้นเชื่อมโยงกับหลักฐานที่พบในส่วนอื่นๆ ของโลก

ศ.พาร์เนลล์กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หาความเชื่อมโยงระหว่างฝนดาวตกและการเปลี่ยนแปลงของสปีชีส์ในใต้น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากับที่เกิดฝนดาวตก

"เราทดสอบชิ้นส่วนของก้อนหินโดยละลายในน้ำกรด ซึ่งช่วยให้เราตรวจพบชิ้นส่วนฝนดาวตกที่เล็กเกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การค้นพบนี้ยืนยันว่าเมื่อ 470 ล้านปีก่อน เกิดฝนดาวตกครั้งใหญ่ตกกระจายไปทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งที่สก็อตแลนด์ด้วย นับเป็นครั้งแรกที่เราได้พิสูจน์เหตุการณ์ใหญ่ระดับช้าง และพิสูจน์ว่าลักษณะภูมิศาสตร์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างไรบ้าง" ศ.พาร์เนลล์กล่าว

ขณะเดียวกันนักวิทยาสาสตร์ที่ร่วมศึกษาในครั้งนี้ด้วยได้เสริมว่า งานวิจัยของพวกเขานั้นชี้ให้เห็นว่า อุกกาบาตที่ตกลงมานั้นเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว และการเกิดคลื่นทะเลในรอยต่อของหลายๆ ทวีป โดยข้อมูลที่บันทึกไว้แสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่เกิดขึ้นมาบนโลกในช่วงนั้นมีความหมากหลายมากขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่หลักฐานเชื่อมโยงอื่นๆ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่หลักฐานล่าสุดที่ค้นพบก็มีศักยภาพมากพอที่จะชี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร.

ฟอสซิล "งูยักษ์" ใหญ่สุดเท่าที่โลกเคยมี ขนาดอนาคอนดายังชิดซ้าย


ทีมนักวิทยาศาสตร์สุดตื่นเต้นปนเสียวสยอง เมื่อพบซากฟอสซิลของ "งูยักษ์" ในโคลอมเบีย คาดเป็นงูสายพันธุ์ใหญ่ที่สุดและเลื้อยอยู่บนโลกเมื่อ 60 ล้านปีก่อน มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่ารถบัส และสามารถเคี้ยวจระเข้เป็นของว่างได้เลย และน่าสนใจมากว่าโลกดึกดำบรรพ์ร้อนกว่าตอนนี้เยอะ

ข่าวการค้นพบฟอสซิลงูยักษ์สายพันธุ์โบราณบริเวณเหมืองถ่านหินทางตะวันออกเฉียงของประเทศโคลอมเบีย ได้รับความสนใจและตีพิมพ์ในสื่อต่างชาติจำนวนมากทั้งเอพี รอยเตอร์ส และเอเอฟพี ที่ระบุว่าน่าจะเป็นงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และผลงานวิจัยซากงูดึกดำบรรพ์นี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature)

จากการค้นพบฟอสซิลส่วนกระดูกสันหลังของงูยักษ์ดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว เจ้างูยักษ์ตัวนี้น่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และยาวกว่า 13 เมตร โดยที่งูสายพันธุ์นี้น่าจะมีน้ำหนักมากสุดได้ถึง 2 ตัน และยาวได้เต็มที่ 15 เมตร

นักบรรพชีวินวิทยาได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับงูยักษ์ชนิดนี้ว่า "ไททันโอโบอา แซร์อาโฮนเอนซิส" (Titanoboa cerrejonensis) (อ่านว่า "ty-TAN-o-BO-ah sare-ah-HONE-en-siss") ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลได้ว่า "งูยักษ์จากแซอาโฮน" (titanic boa from Cerrejon) ซึ่งเป็นเมืองที่ค้นพบฟอสซิลดังกล่าวตามที่ระบุในเอพี

เจสัน เฮด (Jason Head) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ในเมืองมิสซิสซอกา (Missisauga) ประเทศแคนาดา หัวหน้าทีมนักวิจัย เผยว่างูยักษ์ดึกดำบรรพ์นี้มีความใกล้ชิดกับงูเหลือมในยุคปัจจุบัน แต่น่าจะมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับงูอนาคอนดามากกว่า นั่นคือใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ และสามารถเลื้อยคลานบนพื้นดินได้อย่างคล่องแคล่ว เหมือนเวลาว่ายอยู่ในน้ำ และน่าจะกินจุมากพอสมควร ซึ่งอาหารของมันอาจรวมถึงปลาขนาดใหญ่และจระเข้ด้วยก็ได้

อย่างไรก็ตาม โจนาธาน บลอช (Jonathan Bloch) นักวิจัยในทีมเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคโบราณ ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา (Florida Museum of Natural History) มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ให้ข้อมูลกับเอพีว่า ในบรรดางูสปีชีส์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนั้น นับว่างูหลามหรือไพธอน (python) เป็นงูที่ยาวที่สุดในโลก วัดได้ประมาณ 10 เมตร ส่วนงูอนาคอนดาเขียว (Green anaconda) ที่ครองแชมป์งูที่หนักที่สุดในโลกก็หนักเพียง 250 กิโลกรัมเท่านั้น ดังรายงานในบีบีซีนิวส์

บลอชให้ข้อมูลอีกว่า ทีมวิจัยค้นพบฟอสซิลงูยักษ์นี้จากเหมืองถ่านหินในเมืองแซอาโฮนตั้งแต่เมื่อต้นปี 2550 โดยพบแกนกระดูกสันหลังทั้งหมดประมาณ 180 ชิ้น คาดว่าน่าจะเป็นของงูยักษ์ร่วม 12 ตัว ซึ่งขณะนี้ทีมวิจัยก็ยังหวังว่าจะขุดค้นพบฟอสซิลส่วนกระโหลกได้ในเร็ววัน

"การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไททันโอโบอา สร้างความท้าทายให้กับพวกเราในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในอดีตของบริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง และอาจเป็นสิ่งแวดล้อมที่จำกัดสำหรับการวิวัฒนาการของงูยักษ์ชนิดนี้ และฟอสซิลของมันยังให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับแผ่นดินบริเวณนั้นในประวัติศาสตร์" เฮด กล่าวในเอเอฟพี

จากการวิเคราะห์ซากดึกดำบรรพ์และคำนวณด้วยเครื่องมือต่างๆ นักวิจัยประมาณการณ์ได้ว่าบริเวณเหมืองถ่านหินที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของไททันโอโบอาเมื่อราว 60 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ในยุคที่เรียกว่า พาลีโอซีน (Palaeocene) มีสภาพเป็นป่าดิบเขตร้อน มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 30-34 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของป่าฝนเขตร้อนใดๆในยุคปัจจุบันราว 3-4 องศาเซลเซียส และสอดคล้องกับสภาพอากาศในยุคพาลีโอซีนที่คาดว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก

ข้อมูลดังกล่าวบอกเป็นนัยว่า หากในอนาคตภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิบริเวณพื้นผิวโลกสูงขึ้นประมาณ 1.8-4 องศาเซลเซียส ในอีกราว 100 ปีข้างหน้า ตามที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าสิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบหรือถูกทำลายไป แต่ป่าเขตร้อนก็อาจจะยังคงสามารถดำรงอยู่ได้เช่นเดียวกับเมื่อ 60 ล้านปีก่อน

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ (เอเอฟพี/เนเจอร์/Jason Bourque)