แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิจัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิจัย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ดวลปืน "เฟอร์มิแล็บ-เซิร์น" ตามล่าหา "อนุภาคพระเจ้า" ใครจะเจอก่อนกัน?

อาจจะไม่เร้าใจ เหมือนการดวลปืนของคาวบอย แต่การแข่งขันตามล่าหา "ฮิกกส์" ของห้องปฏิบัติการ "เฟอร์มิแล็บ" จากฟากสหรัฐฯ และ "เซิร์น" จากฝั่งยุโรป ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดานักฟิสิกส์ไม่น้อย

อาจจะไม่เร้าใจ เหมือนการดวลปืนของคาวบอย แต่การแข่งขันตามล่าหา "ฮิกกส์" ของห้องปฏิบัติการ "เฟอร์มิแล็บ" จากฟากสหรัฐฯ และ "เซิร์น" จากฝั่งยุโรป ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดานักฟิสิกส์ไม่น้อย
สำนักข่าวเอพีระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว เครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอน (Tevatron) ของห้องปฎิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคเฟอร์มิแห่งสหรัฐอเมริกา (Fermi National Accelerator Laboratory) หรือเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ในชานเมืองชิคาโก สหรัฐฯ กับเครื่องอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ของเซิร์น (CERN) ล้วนแข่งขัน เพื่อหาหลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของอนุภาคที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs) หรือที่รู้จักกันว่า "อนุภาคพระเจ้า" ซึ่งเชื่อว่าเป็นอนุภาคที่ก่อมวลให้กับสสารที่สร้างขึ้นเป็นเอกภพ
"อนุภาคดังกล่าว กลายเป็นเหมือนจอกศักดิ์สิทธิ์ของวงการฟิสิกส์พลังงานสูงมากว่า 30 ปี" โจ ลิคเกน (Joe Lykken) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของเฟอร์มิแล็บให้ความเห็น
เอพีระบุต่อว่าเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ปรากฏหลักฐานว่า อนุภาคฮิกกส์จะได้รับการค้นพบ โดยนักวิทยาศาสตร์จากเซิร์นซึ่งประจำอยู่ที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไม่ ใช่ที่เฟอร์ลิแล็บ ซึ่งลิคเกนก็ยอมรับว่า ผู้คนต่างหัวเราะในแนวคิดที่เฟอร์มิแล็บจะค้นพบอนุภาคฮิกกส์ โดยเครื่องเร่งอนุภาคของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อตามหาอนุภาคฮิกก์ส
ทั้งนี้ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งปัจจุบันคือเครื่องเร่งอนุภาคให้ชนกันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีสมรรถนภาพสูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอนมาก อีกทั้งยังเริ่มเดินเครื่องได้อย่างประทับใจคนทั่วโลกเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา โดยยิงลำอนุภาคโปรตอนด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง เข้าสู่ท่อลำเลียงลำอนุภาคของเครื่องเร่งในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา
อย่างไรก็ดี เพียงอาทิตย์กว่าๆ ให้หลังก็ต้องหยุดเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี เนื่องจากเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความผิดพลาดในการต่อสายไฟจนเป็นเหตุให้อุปกรณ์หลอมละลาย แต่ในเดือนนี้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเผยว่า ได้ซ่อมแซมและเพิ่มความปลอดภัยเพื่อป้องกันไฟไหม้อีกครั้ง โดยจะแล้วเสร็จในปลายเดือน ก.ย.นี้
ทางด้านนักวิทยาศาสตร์เฟอร์มิแล็บกล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคของพวกเขาก็เดินเครื่องไปได้ดี ซึ่งเพิ่มความหวังในการทดลองที่จะเกิดขึ้น คือการยิงลำอนุภาคโปรตรอนให้ชนกับลำปฏิโปรตรอน (antiproton) ว่าจะให้ผลเป็นอนุภาคฮิกก์สออกมา และดูเหมือนว่าการทดลองดังกล่าว จะเป็นหนทางในการใช้เงินอย่างชาญฉลาดด้วย
" เรากำลังพิจารณางบประมาณมหาศาล ที่ถูกตัดออกไปเมื่อปีก่อน และตอนนี้เรามีความหวังที่จะได้รับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังเร่งรีบที่จะหาวิธีใช้ประโยชน์เครื่องเร่งอนุภาคของเราให้ได้มากที่ สุด" ลิคเกนกล่าว
ส่วน ดีมิทรี เดนิซอฟ (Dmitri Denisov) นักวิทยาศาสตร์ของเฟอร์มิแล็บกล่าวว่า มี ความเป็นไปได้ ที่เป็นเฟอร์มิแล็บจะพบอนุภาคฮิกก์สอยู่ 50-90% และเชื่อว่าพวกเขามี "ของจริง" และโอกาสที่พิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้ว คาดว่าจะพบอนุภาคฮิกก์สได้ก่อนปี 2553 หรือ 2554
ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับในสังคมวิทยาศาสตร์ว่า การค้นพบอนุภาคฮิกก์สจะทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
"เรามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้จริงๆ เพื่อมีโอกาสดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมค้นหาที่บ้าคลั่ง" ความเห็นของ จาโคโบ โกนิกส์เบิร์ก (Jacobo Konigsberg) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ซึ่งทำงานอยู่ที่เฟอร์มิแล็บ
อย่างไรก็ตาม เขาและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งผู้ทำงานที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ได้ลดความสำคัญที่จะพูดเรื่องการแข่งขันลง แต่พุ่งเป้าไปยังงานที่นักวิทยาศาสตร์ต้องทำว่ามากเพียงใด รวมถึงความร่วมในการแบ่งปันข้อมูลกันโดยไม่ลังเล
ความเป็นมิตรระหว่างนักวิทยาศาสตร์จาก 2 ห้องปฏิบัติการ ที่แข่งขันหาสิ่งเดียวกันฉายชัดในเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของเฟอร์มิแล็บเอง ต่างก็ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ กับการทดสอบเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีครั้งใหญ่และครั้งแรก โดยที่แต่ละคนยังอยู่ในชุดนอน
"มันไม่ใช่การแข่งขัน จริงๆ นะ" ความเห็นของ ฮาร์วีย์ นิวแมน (Harvey Newman) ศาสตราจารย์ฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย หรือ คาลเทค (Caltech) ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่นำให้เกิดการวิจัยที่เซิร์น และกล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคของเฟอร์มิแล็บ มีกำลังเพียงพอที่จะแสดงความเป็นไปได้ของอนุภาคฮิกก์ส แต่ไม่ได้ให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่ค้นหาได้นั้นคือการค้นพบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พ้องกับความเห็นของลิคเกน เพียงแต่บางรายละเอียดต่างไป
"เทวาตรอนไม่อาจชี้ชัดในที่สุดได้ และเรายังต้องการแอลเอชซี ให้ฟันธงว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นคือฮิกก์สจริงๆ แต่ หากเฟอร์มิแล็บค้นพบมากอย่างที่น่าจะเป็นฮิกก์สได้จริงๆ ปฏิกริยาที่ตามมาคงคล้ายแฟนทีมเบสบอลแสดงออกต่อชนะของทีมในดวงใจ และจะเป็นชัยชนะอันเหลือเชื่อสำหรับโครงการของสหรัฐฯ ที่ใช้เครื่องเร่งอนุภาคพลังงานต่ำที่เฟอร์มิแล็บ แล้วสร้างการค้นพบนี้" ลิคเกนกล่าว.

ที่มา
ผู้จัดการออนไลน์

เกาหลีใต้โคลนนิงสุนัขเรืองแสง

โซล 29 เม..ย.- นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ในเกาหลีใต้ ได้เพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงออกมาเป็นสีแดง โดยใช้เทคนิคการลอกแบบพันธุกรรม หรือโคลนนิ่ง

ลูกสุนัขสายพันธุ์บีเกิล 4 ตัว ที่ได้รับการโคลนนิ่ง ถูกเรียกว่า “ Ruppy “ ย่อมาจาก “ Ruby Puppy “ หรือแปลเป็นไทยว่า “ ลูกสุนัขสีแดงทับทิม “ โดยนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ได้นำโปรตีนเรืองแสงตัดต่อเข้าไปในลูกสุนัขเหล่า นี้ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่ในห้องทดลอง จากนั้น จึงนำตัวอ่อนซึ่งเป็นลูกสุนัขโคลนนิงฝังเข้าไปในท้องแม่สุนัข

จน กระทั่งพวกมันถือกำเนิดออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2550 นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่า ลูกสุนัขเหล่านี้เปล่งแสงออกมาเป็นสีแดงได้จริงเมื่ออยู่ภายใต้แสงอุลตรา ไวโอเลต แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด ก็จะเห็นผิวและอุ้งเท้าของมันเป็นสีชมพู

ตามปกติ สุนัขจะเป็นสัตว์ที่ไม่มียีนเรืองแสงในร่างกาย ผลการวิจัยครั้งนี้ จึงนับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการตัดต่อยีนต่างเผ่าพันธุ์ใส่เข้าไปในสุนัข จนทำให้พวกมันเรืองแสงออกมาได้ ก่อให้เกิดความหวังว่า ในอนาคตอาจมีการนำยีนที่เชื่อมโยงกับโรคภัยไข้เจ็บในมนุษย์ เช่น โรคพาร์คินสัน ปลูกถ่ายเข้าไปสุนัข เพื่อการศึกษาวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการโคลนนิงในเกาหลีใต้บอกว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีการเพาะพันธุ์แมว หนู และลิงเรืองแสงมาแล้ว แต่การเพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงต้องใช้ความพยายามมากกว่า เพราะสุนัขถือเป็นสัตว์ที่รับการปลูกถ่ายยีนต่างเผ่าพันธุ์ได้ยากมาก.

ที่มา สำนักข่าวไทย

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น

การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ

บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (Duke University) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการสร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลายเชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้

"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โดยปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยาหรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด

"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่งในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง

ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิดอื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไปได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น

"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่ายดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว

โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*

การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย

เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บโดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไกของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

จะจำใบหน้าของใครให้ได้แม่นยำ ต้องจ้องคอยดูที่ลูกตา

นักวิจัยเมืองกระทิงดุแนะนำว่า หากจะจำหน้าใครให้แม่น ให้มองดูที่ดวงตาของเขา พวกเขาได้บทเรียนจากการศึกษามาว่า สมองของเราจะกลั่น กรองเอาข้อมูลสำคัญของใบหน้า โดยเอาจากลูกตา

คณะนักวิจัยได้ศึกษาด้วยการวิ-เคราะห์ใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิง จำนวนฝ่ายละ 868 คน ได้พบว่า จะได้ พบข้อมูลสำคัญลักษณะของใบหน้า จากดวงตา มากกว่าจากปากและจมูก เป็นการส่อให้เห็นว่ากลไกจดจำใบหน้าของสมอง จะถนัดกับการจ้องดูที่ตามากกว่าที่แห่งอื่น.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ดักจับดีเอ็นเอด้วยลำแสงนาโน เทคนิคใหม่ทำไบโอเซนเซอร์ความไวสูง

นักวิจัยมะกัน พัฒนาท่อนำแสง ทำแสงให้มีขนาดนาโน ช่วยดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในของไหลได้ดี พร้อมนำส่งไปยังทิศทางที่ต้องการได้สะดวก อนาคตเห็นทางทำไบโอเซนเซอร์ตรวจโรคแม่นยำสูง
ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) สหรัฐฯ ค้นพบวิธีดักจับดีเอ็นเอและอนุภาคนาโนในสารละลายไหล โดยใช้ลำแสงขนาดนาโน ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสารเนเจอร์ (Nature) ตามที่ระบุในไซน์เดลี โดยนักวิจัยหวังว่าเทคนิคดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาเป็นไบโอเซนเซอร์ความแม่นยำสูง หรือประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกและนำส่งอนุภาคนาโน

วิลเลียม ชูลทส์ มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐฯ (National Science Foundation: NSF) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนโครงการวิจัยนี้ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวสามารถต่อยอดนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในงานด้านวิศวกรรมในการจัดการกับวัตถุระดับโมเลกุลและอะตอม โดยเฉพาะวัตถุที่บรรจุอยู่ในของเหลว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการใช้ประโยชน์จากแสงในการจัดการกับเซลล์และวัตถุขนาดนาโนอยู่แล้ว ทว่าเทคนิคใหม่ที่ว่านี้นี้ช่วยให้นักวิจัยทำงานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมและยาวนานขึ้น

ด้าน เดวิด อีริคสัน (David Erickson) วิศวกร คอร์เนล กล่าวว่า เรามองแสงเป็นชุดของอนุภาคที่ไม่มีมวลโดยเรียกว่าโฟตอน (photon) ซึ่งพวกเขาได้ทดลองหาวิธีรวมอนุภาคโฟตอนเหล่านั้นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กมาก แล้วทำให้ส่องผ่านไปตามท่อนำคลื่น (waveguide) ชนิดพิเศษ ซึ่งคล้ายกับเส้นใยแก้วนำแสงขนาดนาโน เมื่อชิ้นส่วนของวัตถุใด ซึ่งอาจจะเป็นดีเอ็นเอ หรืออนุภาคนาโน ลอยเข้ามาใกล้กับลำแสงโฟตอนดังกล่าว จะถูกดูดเข้ามาข้างในและไหลไปตามลำแสง

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้พัฒนาท่อนำคลื่นเพื่อทำให้แสงกลายเป็นลำแสงขนาดเล็ก และพัฒนาต่อไปเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในกับดักจับดีเอ็นเอ หรือวัตถุอื่นที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรที่ไหลอยู่ในของเหลวได้ดียิ่งขึ้น โดยท่อเล็กๆ แต่ละท่อที่อยู่ภายในท่อนำคลื่นนั้นมีความกว้างเพียง 60-120 นาโนเมตร เท่านั้น ซึ่งบางกว่าความยาวคลื่นของแสงเลเซอร์อินฟราเรดที่มีขนาด 1,500 นาโนเมตร ความสำเร็จครั้งนี้ช่วยขจัดข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมอันเกิดจากการกระจายของลำแสงเมื่อเจอสิ่งกีดขวาง และท่อขนาดนาโนภายในท่อนำแสงดังกล่าวยังช่วยให้ใช้แสงในการดักจับหรือขนส่งวัตถุนาโนได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นักวิจัยทดลองโดยนำสารละลายที่มีดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโน มาชะให้ไหลผ่านไปตามท่อนำแสงที่มีช่องแสงผ่านขนาดไมโครเมตร ด้วยความเร็ว 80 ไมโครเมตรต่อวินาที ผลปรากฏว่าระบบดังกล่าวสามารถดักจับดีเอ็นเอหรืออนุภาคนาโนเข้ามาภายในลำแสงได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ส่วนของอนุภาคทั้งหมด ทว่าเมื่อทดลองใช้ท่อนำแสงที่มีช่องแสงขนาดเล็กลง อัตราการไหลช้าลง และลำแสงมีพลังงานสูงกว่า ปริมาณอนุภาคที่ดักจับได้ก็มีอัตราเพิ่มขึ้น

"สิ่งที่เรากำลังหวังจะทำในตอนนี้ คือทำความเข้าใจกับหลักการทางฟิสิกส์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เห็นอะไรก็ตาม ที่อาจเป็นไปได้เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น ครั้งท้ายสุดเรานึกถึงการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านแสงที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และประสิทธิภาพสูง สำหรับใช้ในการสื่อสารและงานอื่นๆ ในช่วงตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีการประยุกต์นำไปใช้ทางด้านระบบนาโน ซึ่งความหวังในอนาคตของเราคือสามารถขนส่งผ่านแต่ละสายของดีเอ็นเอได้คล้ายกับการขนส่งผ่านแสงที่ทำได้แล้วในปัจจุบัน" อีริคสัน กล่าว

อีกทั้งในอนาคตอาจมีการนำเทคโนโลยีในไปใช้ในการดักจับ หรือนำส่งดีเอ็นเอหรืออนุภาคอื่นให้ไปยังทิศทางและเป้าหมายที่ถูกต้องได้ อาทิ ใชัในการพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวินิจฉัยต่างๆ หรือสำหรับรวบรวมอนุภาคที่มีโครงสร้างตามที่ต้องการ.

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อานุภาพของรสจูบ ส่งท้ายโอกาสเทศกาล'วัน วาเลนไทน์'

นักวิทยาศาสตร์ถือโอกาสเนื่องในวันวาเลนไทน์ ศึกษาว่ารสจูบทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พบว่ามันได้ปล่อยสารเคมีซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยระบายความเครียดของคนทั้งสองเพศ และช่วยผูกพันกันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

คณบดีคณะประสาทวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยลาฟาแยทต์ ดร.เวนดี้ ฮิลล์ ที่สหรัฐฯ รายงานผลการศึกษา ต่อที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกาว่า คู่นักศึกษาหญิงชายที่ใช้ในการทดลองเวลาจูบกัน มีการเปลี่ยนแปลงระดับของสารเคมีอย่างสำคัญในน้ำลาย เช่น สารออกซีโทซินซึ่งช่วยกระชับความรักใคร่ และคอร์ติโซล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับความเครียด ทั้งคู่ต่างมีระดับของคอร์ติโซลลดต่ำลงด้วยกันหลังการจุมพิต ซึ่งส่อว่าระดับความเครียดลดน้อยถอยลง แต่ในผู้ชายกลับมีออกซีโทซินระดับสูงขึ้น แสดงว่ารู้สึกติดใจในรสสวาทยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายหญิงกลับมีระดับต่ำลง “นับว่าน่าประหลาด”

เขายังรายงานว่า การจูบกันมีอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์มากว่าร้อยละ 90 การจูบก่อให้เกิดสิ่งขึ้น 3 สิ่ง คือก่อราคะ สร้างความรักใคร่ และความผูกพัน โดยแรงราคะเพื่อให้บุคคลเลือกคู่ ครอง ความรักจะช่วยให้มุ่งเป็นคนคนไป และความผูกพันจะช่วยให้ทั้งคู่ทนอยู่ร่วมกันไปจนกว่าจะมีลูกมีเต้าขึ้น
ดร.เวนดี้ยังกล่าวว่า “เมื่อเราจูบกัน มันจะไปปลุกส่วนของสมองขึ้นได้อย่างมหึมาและยิ่งถูกคน หากเป็นด้วยความรักด้วยแล้ว ก็จะยิ่งคงฤทธิ์อยู่ได้นาน”.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

200 ปี "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" ทั่วโลกร่วมยกย่องผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ


เมื่อ 200 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางครอบครัวผู้มีฐานะดี ในแถบชนบทของเกาะอังกฤษ เด็กน้อยผู้นี้ถูกกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติจนกลายเป็นนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ บนเส้นทางของนักธรรมชาติวิทยา

เพียงดินสอและแผ่นกระดาษก็สามารถนำพา "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน" (Charles Robert Darwin) ให้อธิบายถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน และสั่นคลอนสถาบันศาสนาอย่างรุนแรง ทว่าทฤษฎีที่ผุดขึ้นในสมองของเขา กลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง และเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

12 ก.พ. 2552 ในปีนี้ นับเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 200 ปี ของดาร์วิน และเป็นวันที่ทั่วโลก ได้จัดงานเฉลิมฉลองให้กับเขา ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับไอแซค นิวตัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, กาลิเลโอ กาลิเลอิ และนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอีกหลายคน ที่ไม่เพียงแต่หักล้างความเชื่อเดิมและก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของคนเราด้วย

"สำหรับผม ชาร์ลส์ ดาร์วิน คือนักคิดนักปรัชญาคนสำคัญมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์" คำกล่าวของริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักชีววิวัฒนาการ ผู้เขียน "เดอะ ก็อด ดีลูชัน" (The God Delusion) ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีแผ่เกี่ยวกับความเชื่อแบบผิดๆ ในเรื่องของพระเจ้า

ผลงานจากแนวความคิดอันโดดเด่นของดาร์วิน ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ 2 เล่มด้วยกัน เล่มแรกคือ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species) และ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" (The Descent of Man)

ทั้งนี้ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2402 และในปีนี้ก็นับเป็นโอกาสครบรอบ 150 ปีแห่งการตีพิมพ์เช่นกัน

เนื้อหาในเล่มนี้ ดาร์วินได้อธิบายถึงแนวคิดของเขา เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และการคัดสรรโดยธรรมชาติไว้อย่างละเอียดว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตบางชนิดถึงอยู่รอดได้ ทำไมบางชนิดจึงสูญพันธุ์ไป และแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปร่าง ลักษณะ และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้อย่างไร ซึ่งเวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งศตวรรษถึงจะมีการค้นพบดีเอ็นเอที่ช่วยอธิบายกลไกดังกล่าวให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

"ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดจะเป็นผู้มีชัยและขยายเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ต่อไปได้" ใจความที่ดาร์วินเขียนไว้ ในหนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนในสมัยนั้นเปรียบเปรยคำกล่าวของดาร์วินว่า เหมือนแสงจากหลอดไฟธรรมดาแต่ส่องสว่างเจิดจ้าและโชติช่วง

ส่วนหนังสืออีกเล่มของเขาที่ได้รับการกล่าวขานมากไม่แพ้กันคือ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2414 ซึ่งในเล่มนี้ดาร์วินได้นำทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์และลิงไม่มีหาง (ape) มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

"มนุษย์ยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ที่เป็นเหมือนตราประทับถาวรที่ได้มาจากบรรพบุรุษ" คำกล่าวอย่างตรงไปตรงมาของดาร์วิน

ดาร์วินมองว่ามนุษย์ก็คือสัตว์สปีชีส์หนึ่ง มากกว่าที่จะคิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสุดประเสริฐ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเชื่อถือกัน

แนวคิดดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้ของผู้คนในสังคม และทำให้กลุ่มคนที่เคร่งศาสนา กล่าวหาว่าแนวคิดเขาท้าทายกับคำสอนของศาสนาอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้

"คล้ายกับกรณีที่โคเปอร์นิคัส (Copernicus) เคยบอกว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งดาร์วินก็ดึงมนุษย์ออกมาจากการเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติเช่นกัน" ข้อความที่ระบุอยู่ในวารสารไซเอนติฟิกอเมริกัน (Scientific American) และด้วยความที่เป็นสุภาพชน อ่อนน้อมถ่อมตน ดาร์วินก็ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนแรกที่นำเสนอเรื่องของวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 จอร์จส์ กูวิเยร์ (Georges Cuvier) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เคยอธิบายไว้ก่อนแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมส่งผลให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไป และต่อมา ฌอง-แบพติสต์ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Lamarck) นักสัตววิทยาชาติเดียวกัน ก็เสนอแนวคิดว่า สิ่งมีชีวิตบางชนิด มีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย

ทว่าพวกเขายังมองว่า วิวัฒนาการเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง สำหรับการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สำหรับมนุษย์นั้นถือว่าอยู่เหนือสุดและสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว

ดาร์วินไม่ได้ยอมรับแนวคิดของพวกเขาทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกสายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน หรือที่เรียกว่า "ทรี ออฟ ไลฟ์" (tree of life) ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์ด้านชีววิทยา และก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้า และการค้นพบสิ่งใหม่ในทางวิทยาศาสตร์มากมายตามมาในภายหลัง ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรม วิวัฒนาการทางจิตวิทยา เรื่อยไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ทว่าก็ยังเกิดเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง เมื่อแนวคิดของดาร์วินที่ว่า "การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมมากที่สุด" (survival of the fittest) ได้ถูกตีความผิดเพี้ยน หรืออาจเรียกได้ว่าถูกบิดเบือนไปอย่างร้ายกาจ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กลุ่มคนที่คิดว่าตนฉลาดและเหนือกว่าผู้อื่น (eugenicist) นำแนวคิดของดาร์วิน ไปใช้เป็นเหตุผลข้ออ้างเพื่อกำจัดกลุ่มคนที่เห็นว่าอยู่ชนชั้นต่ำกว่าให้หมดสิ้นไป ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อดาร์วิน อารยชนผู้รังเกียจการกดขี่ข่มเหง แต่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากไร้เสมอ

"ผมยกให้ดาร์วินเป็นหนึ่งใน 5 นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ" คำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันนามว่า วิลฟรีด โรกาสช์ (Wilfried Rogasch)

โรกาสช์ กล่าวอีกว่า มีผู้คนมากมาย ที่พยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อจะค้นหาสิ่งเล็กๆ หรือช่องโหว่ ที่ชี้ว่าทฤษฎีของดาร์วินผิดพลาด ทว่าพวกเขาก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะสิ่งที่ดาร์วินพบไม่ได้เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นกฏพื้นฐานของธรรมชาติ


วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แฉอดีตนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูลงานวิจัย สหรัฐฯ แอบปิด (แต่ไม่มิด)

เผยแฟ้มลับนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูล แต่มีบทลงโทษแค่ไม่ทำงานวิจัย 5 ปี ซ้ำทางการยังปิดเงียบ แม้ผ่านมาหลายปี ส่งผลยังมีนักวิจัยคนอื่นนำไปใช้อ้างอิงอยุ่เนืองๆ ล่าสุด "เนเจอร์" คุ้ยหน่วยตรวจสอบ รับมีการรวบรวมหลักฐานหวังเอาผิดนักวิจัยจอมลวงโลกเพิ่มเติม

"ลุค ฟาน ปาริจส์" (Luk Van Parijs) อดีตรองศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาวัย 39 ปี ชาวเบลเยี่ยม ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology: MIT) ในเมืองแคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ถูกจับได้ว่ากระทำความผิดทางอาญาด้วยการปลอมแปลงรายงานวิจัย และถูกตัดสิทธิ์การทำงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมา
ทว่า กรณีดังกล่าว ไม่ได้มีการประกาศ หรือแถลงข่าวใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านจริยธรรมในงานวิจัยของ ทางการสหรัฐฯ เลย ซึ่งวารสารเนเจอร์ได้ระบุชัดว่า เป็นการ "ปกปิด" กรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ผลงานวิจัยปลอม ที่ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารไปแล้วหลายเรื่อง บางฉบับก็ยังคงไม่ประกาศถอน ส่งผลให้ยังคงมีนักวิจัยนำไปใช้อ้างอิงอยู่ โดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ

ดังนั้น เนเจอร์จึงตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่เฟเดอรัล รีจิสเตอร์ (Federal Register) หน่วยงานเก็บเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมีข้อมูลชัดว่า ฟาน ปาริจส์ สร้างข้อมูลเท็จในเอกสารขอทุนวิจัยจำนวน 5 ฉบับ และในรายงานผลการวิจัยอีก 10 เรื่อง ซึ่งมี 7 เรื่องที่ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร รวมถึงข้อมูลเท็จอยู่ในบทหนึ่งของหนังสือเล่มหนึ่ง และในพรีเซนเตชันอีกหลายเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่ามีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่
เมื่อถูกจับได้ว่า ปลอมแปลงเอกสารและรายงานผลการวิจัย ส่งผลให้ฟาน ปาริจส์ถูกไล่ออกจากเอ็มไอที ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเขาในปี 2548 พร้อมกับยอมรับโทษด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ ในการวิจัย ที่รัฐบาลเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนเป็นเวลา 5 ปีนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
"รายงานวิจัยปลอมหลายเรื่อง ถูกเผยแพร่ในวารสารหลายฉบับ และเป็นเวลาหลายปีมาแล้วด้วย เรารอจนกระทั่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดได้เพื่อให้คุ้มค่าแก่การเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำความผิด" คำพูดที่ระบุในเนเจอร์ของ จอห์น ดาห์ลเบิร์ก (John Dahlberg) นักไวรัสวิทยาที่ควบตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยสืบสวนการกระทำผิด (Division of Investigative Oversight) สำนักงานตรวจสอบจริยธรรมในการ วิจัย หรือโออาร์ไอ (Office of Research Integrity: ORI) ซึ่งเป็นองค์การที่ตรวจสอบการกระทำผิดในการวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Institutes of Health)

ทั้งนี้ โออาร์ไอมีข้อมูลการสืบสวนความผิดดังกล่าวอยู่ 11 ฉบับ ทั้งของพวกเขาเองและจากรายงานการสอบสวนของ 3 สถาบัน ที่ฟาน ปาริจส์เคยร่วมงานด้วย ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ เอ็มไอที, คาลเทค (California Institute of Technology: Caltech) ในพาซาเดนา และโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ (Brigham and Women's Hospital) ของวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School)

ในเฟเดอรัล รีจิสเตอร์ ระบุว่า ฟาน ปาริจส์ สร้างตัวเลขเท็จในรายงานวิจัย เช่น ผลการวิเคราะห์การแสดงออกของโปรตีนในเซลล์ ซึ่งเขาใช้ข้อมูลที่ได้จากการทดลองในประชากรเซลล์กลุ่มเดียวมาอ้าง เสมือนว่าทำการทดลองในเซลล์หลากหลายกลุ่ม
แม้โอไออาร์จะไม่เปิดเผยรายงานการสอบสวน ทว่าอดีตสมาชิกในแล็บของฟาน ปาริจส์คนหนึ่ง ที่ไม่เปิดเผยนาม ได้กล่าวกับทีมข่าวของเนเจอร์ว่า ฟาน ปาริจส์ถูกกล่าวหาครั้งแรกในปี 2547 เมื่อครั้งที่มีนักศึกษาระดับหลังปริญญาเอก (postdoc) 2 ราย นำเสนอผลงานระหว่างการประชุมสัมมนาของสถาบัน (MIT symposium) โดยใช้ผลสรุปจากงานของฟาน ปาริจส์ แต่เมื่อมีโพสต์ด็อกอีก 4 รายพร้อมด้วยนักศึกษาปริญญาโท ซักค้าน แต่ฟาน ปานริจส์ก็ไม่สามารถอธิบายถึงข้อสรุปอ้างดังกล่าวได้ ทำให้พวกเขาส่งข้อสังเกตดังกล่าวไปทางต้นสังกัดที่เอ็มไอที
เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้เอ็มไอทีต้องสั่งปิดแล็บของปาริจส์ พร้อมกับยุติการให้ทุนวิจัย และหยุดการพิจารณายอมรับผลการวิจัยทั้งหลายของเขา ทว่ายังอนุญาตให้อยู่ในคณะต่อไป กระทั่งในเดือน ต.ค. 2548 ทางสถาบันจึงประกาศว่า ฟาน ปาริจส์ถูกไล่ออกแล้ว หลังจากที่เขายอมรับแล้วว่า ได้บิดเบือนข้อมูลในรายงานวิจัยฉบับดังกล่าว และอีกหลายฉบับที่ยังไม่ได้เผยแพร่ รวมทั้งในใบสมัครขอรับทุนวิจัยด้วย

แม้ว่านักวิจัยหลายคน ที่เคยอ้างอิงข้อมูลและวารสารหลายฉบับที่เคยตีพิมพ์ผลวิจัยของฟาน ปาริจส์ ได้เพิกถอนข้อมูลเท็จของเขาไปแล้ว ทว่ายังมีผลวิจัยเท็จอีกมากกว่า 4 เรื่อง ที่อยู่ในวารสารอิมมูนิตี (Immunity) และในวารสารอื่น ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเพิกถอนออกไปแต่อย่างใด
เช่น กรณีที่ฟาน ปาริจส์และคณะ เผยแพร่รูปภาพในวารสารอิมมูโนโลจี (Journal of Immunology) โดยอ้างว่าเป็นผลที่ได้จากการทดสอบโปรตีนบีซีแอล-2 (Bcl-2) และเบตา-แอคติน (beta-actin) ทว่าเขายังได้นำรูปภาพชุดเดียวกันนี้ ไปใช้ในรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอิมมูนิตี (Immunity) ซึ่งระบุว่ามาจากการทดสอบโปรตีนราส (Ras) และ ราส-จีทีพี (Ras-GTP) โดยข้อผิดพลาดที่ตีพิมพ์ในวารสารอิมมูโนโลจีได้รับการแก้ไข แต่ในวารสารอิมมูนิตีกลับไม่มีการแก้ไข

ด้านคาลเทคระบุว่า ในปี 2550 เดวิด บอลติมอร์ (David Baltimore) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยหลังปริญญาเอกให้กับฟาน ปาริจส์ ได้รับเชิญให้มาตรวจสอบรายงานผลการวิจัย 2 ฉบับของฟาน ปาริจส์ ที่นำเสนอสู่วารสารอิมมูนิตี แต่สุดท้ายรายงานทั้ง 2 ฉบับก็ไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งบรรณาธิการจัดการของวารสารฉบับดังกล่าว ก็ไม่ให้ความเห็นใดๆ ต่อสถานะของรายงานเหล่านั้น

ขณะเดียวกันก็มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่นำผลงานวิจัยของฟาน ปาริจส์ไปอ้างอิง ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลที่หลอกลวง ดังเช่น จอห์น โครลิวสกี (John Krolewsk) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่นำไปอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมากเมื่อไม่นานมานี้

อย่างไรก็ดี การปลอมแปลงงานวิจัย รวมทั้งการสร้างข้อมูลเท็จในเอกสารขอรับทุนวิจัย ถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2548 เอริค โพห์ลแมน (Eric Poehlman) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ (University of Vermont) ในสหรัฐฯ ก็ถูกพิพากษาให้จำคุก 1 ปี จากการกระทำผิดฐานฉ้อโกง

จากกรณีนี้ ผอ.โออาร์ไอระบุว่า ฟาน ปาริจส์อาจไม่ได้รับโทษมากขนาดโพห์ลแมน เพราะปาริจส์ยังนับเป็นศาตราจารย์ชั้นผู้น้อย (junior professor) อาจรอดพ้นจากการดำเนินคดีไปได้ เพราะเขาเพิ่งจะขอเพิ่มทุนสำหรับห้องแล็บของตัวเอง

ทว่า ผอ.จากฝ่ายตรวจสอบการกระทำผิดด้านงานวิจัยก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทุนที่ฟาน ปาริจส์ขอไปก็เพิ่งได้รับเมื่อไม่นานมานี้ และเงินก้อนใหญ่ที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายไปอยู่ที่ไหน? ส่วนทุนอื่นๆ รวมทั้งทุนที่ให้แก่งานที่ปลอมข้อมูลก็ลงนามโดยเหล่าผู้ร่วมงานอาวุโส ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้อัยการมุ่งประเด็นไปที่ผลประโยชน์จากเงินก้อนโตในการขอทุนที่แม้จะมีการกระทำผิด ก็ยังมีการลงนาม โดยคณะกรรมการร่วมลงนามก็มีความผิดร่วมด้วย

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีการปลอมแปลงข้อมูลลงในงานวิจัย จนได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลกโดยทีมงานของ ดร.ฮวาง อูโซก (Hwang Woo-suk) นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ ชาวเกาหลีใต้กลายเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลก และหลังจากวารสารต่างๆ ได้ถอนรายงานของเขา เขาก็ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเงินทุนของรัฐบาลเช่นกัน.

ข้อมูลดีๆ จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ