วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิตามินซีช่วยสุขภาพชายหนุ่ม ลดโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเกาต์

รายงานการศึกษาของนักวิจัยในอเมริกาพบว่าผู้ชายที่ได้กินวิตามินซีในปริมาณที่สูงกว่า มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ น้อยกว่า

งานวิจัยในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างการรับวิตามินซี กับการเกิดโรคเกาต์ ทำการศึกษากับชายจำนวน 46,994 คน ระหว่างปี พ.ศ.2529 - 2549 โดยฮีออน เค ชอย จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย แต่ปัจจุบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ติดตามสอบถามถึงแบบแผนการกินของกลุ่มชายดังกล่าวทุก 4 ปี และดูว่าพวกเขากินอาหารที่มีวิตามินซี และอาหารเสริมหรือไม่ และในทุก 2 ปี ผู้เข้าร่วมศึกษาจะรายงานผลการตรวจโรคเกาต์ว่าโรคพัฒนาไปอย่างไรบ้าง

ผลปรากฏว่าในระหว่าง 20 ปีนั้น มีผู้ชาย 1,317 รายที่เป็นโรคเกาต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชายที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ ค่อนข้างจะลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ สำหรับกลุ่มที่รับวิตามินซีวันละ 500-999 มิลลิกรัม ลดลง 34 เปอร์เซ็นต์เมื่อรับวิตามินซี 1,000-1,499 มิลลิกรัม และปัจจัยเสี่ยงลดลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรับวิตามินซี 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือสูงกว่านั้น

วารสารอาร์ไคฟ์ออฟอินเทอร์นัลเมดิซิน รายงานผลการวิจัยชิ้นนี้และอ้างคำแถลงของผู้วิจัยด้วยว่า วิตามินซีอาจส่งผลต่อไตในการดูดซึมกรดยูริค เพิ่มความเร็วในการทำงานของไต หรือป้องกันการอักเสบ ซึ่งทั้งหมดนั้นช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ลงได้.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สร้างเครื่องเอกซเรย์กำลังสูง ใช้ตรวจส่องงาน โบราณคดี

หนังสือพิมพ์ “ไทมส์” อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ แจ้งว่า นักวิจัยได้ช่วยกันประดิษฐ์เครื่องเอกซเรย์ซึ่งจะมีแสง สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ หลายร้อยดวง เพื่อฉายตรวจลึกเข้าไปดูภายในของศพอาบยา และเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยโบราณอื่นๆ

นักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดี จะได้ใช้เครื่องมือนี้ ในการตรวจศึกษาวัตถุ ที่เป็นก้อนทึบโตๆ เพื่อจะวิเคราะห์องค์ ประกอบให้รู้ว่าทำมาอย่างไร โดยจะใช้ ศึกษาศพอาบยา ที่ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อียิปต์โบราณของอังกฤษก่อนอื่น
นายเจน ฮิลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ร่วมประดิษฐ์เครื่องเอกซเรย์กำลังสูงเครื่องนี้กล่าวว่า จะได้ให้นักโบราณคดีใช้ศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยโบราณต่างๆด้วย โดยไม่ต้องเจาะไชเข้าไปภายในแต่อย่างใด “ยังไม่เคยมีเครื่องมือที่จะสามารถตรวจกวาดและถ่ายภาพวัตถุ โบราณขนาดใหญ่ให้แม่นยำได้เท่านี้มาก่อนเลย”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ญี่ปุ่นระดมสร้างพลเมืองหุ่นยนต์ เป็นครูสอนหนังสือเด็ก

นักเรียนญี่ปุ่นรุ่นต่อไป จะต้องรู้สึกชอบเรียนวิชาคำนวณและวิทยาศาสตร์กันมากขึ้น เพราะจะมีหุ่นยนต์เป็นครูคอยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

หนังสือพิมพ์รายวัน “เดอะ เดลี่ เทเลกราฟ” ของอังกฤษ รายงานว่าญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ครั้งสำคัญ เมื่อสร้างหุ่นยนต์ครูสอนหนังสือขึ้นได้ สามารถจะเรียกชื่อ และดุว่านักเรียนได้ โดยขณะนี้กำลังทดลองในโรงเรียนประถมศึกษา ในกรุงโตเกียวแห่งหนึ่งอยู่

หุ่นยนต์ครูมีชื่อว่า “ซายา” พูดได้หลายภาษา เรียกชื่อนักเรียน และสั่งงานให้เด็กทำได้ มีใบหน้าทำด้วยยาง สามารถแสดงสีหน้าได้ต่างๆ ตั้งแต่อาการโกรธเกรี้ยวก็ได้ เนื่อง จากภายในติดตั้งมอเตอร์รวมด้วยกัน 18 เครื่อง ข่าวกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีโครงการจะสร้างหุ่นยนต์สำหรับทำงานต่างๆ ตั้งแต่เป็นพนักงาน เลขานุการ เพื่อจะช่วยให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้แรงงานลงได้

ศาสตราจารย์ฮิโรชิ โคบายาชิ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นนักประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ได้สร้างหุ่นยนต์ มานาน 15 ปีแล้ว เป็นผู้สร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้งานในชีวิตด้านต่างๆ ในญี่ปุ่น
อย่างเช่นหุ่นยนต์ควบคุมการจราจร และกำลังประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้เป็นผู้คอยดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอยู่
รัฐบาลชาติอาทิตย์อุทัยตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2558 นี้ บ้านในญี่ปุ่นทุกหลัง จะมีหุ่นยนต์คนใช้กันหมด โดยได้ทุ่มงบเกือบ 1,150 ล้านบาท ในการสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะขึ้น เนื่องจากความห่วงใยว่า ญี่ปุ่นกำลังมียอดพลเมืองที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ภายในเวลา 7 ปีข้างหน้านี้ ชาวญี่ปุ่นใน 4 คน จะเป็นผู้สูงอายุ อายุเกิน 65 ปี เสีย 1 คน.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

น้ำแอปเปิ้ลสกัด ส่งผลหยุดเนื้อร้ายมะเร็งได้ชะงัด

นักวิจัยสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา เปิดเผยว่า หนูเป็นมะเร็งที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัด แสดงให้เห็นว่า มันสามารถจะถ่วงมะเร็งเนื้อร้ายจากเนื้อเยื่อต่อมไม่ให้เติบโตอีกต่อไปได้ และยิ่งให้หนูกินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มะเร็งชะงักหยุดได้เท่านั้น

ศาสตราจารย์ริว ไอลิง หัวหน้านักวิจัยเล่าว่า ไม่แต่เพียงสังเกตว่าหนูมีเนื้อร้ายน้อยลงเท่านั้น หากเนื้อร้ายยังหดเล็กลง คลายพิษของเนื้อร้ายลง และเติบโตได้ช้าลง เมื่อเทียบกับหนูตัวอื่นที่ไม่มีการรักษา ยิ่งหนูตัวที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัดมากถึงวันละ 6 ลูก เนื้อร้ายจะแพร่กระจายเหลือเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น


นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ทั้งนี้เป็นอิทธิพลของพวกสารพฤกษเคมี เช่น ฟลาโวนอยด์หรือฟีโนลิก ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและการแพร่กระจายภายในเซลล์ของร่างกาย


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดูรูปสาวนุ่งผ้าน้อยชิ้นบ่อยเข้า ทำสมองชายชินชา

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันที่อเมริกา พบว่า การได้เห็นรูปผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยบ่อยๆ ทำให้สมองผู้ชายบางคนชินชา มองเห็นแล้วรู้สึกเหมือนกับเห็นเป็นสิ่งของธรรมดาไป

พวกเขาได้ศึกษากับผู้ชาย โดยให้ดูรูปสาวในชุดอาบน้ำบิกินี พร้อมกับใช้เครื่องตรวจสแกนสมองไปด้วยพบว่าในผู้ชายบางคนจะมีสมองส่วนที่แสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งของเท่านั้นที่ตื่น กับผู้ชายคนที่รู้กันว่าเป็นคนเจ้าชู้ ส่วนของสมองซึ่งเคยแสดงความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นรูปมาก่อน แต่คราวนี้กลับนิ่งเฉย

ศาสตราจารย์ซูซาน ฟิสก์ อธิบายผลการศึกษาแสดงว่า ผู้ชายบางคนไม่รู้สึกเมื่อเห็นภาพผู้หญิงรูปร่างยวนสวาทเป็นมนุษย์ปุถุชน “ดิฉันไม่ได้พูดว่า พวกเขาเห็นเธอเป็นสิ่งของ เขาก็ยังรู้อยู่ว่าเธอเป็นมนุษย์อยู่ดี”

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับยักษ์ “เดอะ เทเลกราฟ” ของอังกฤษ รายงานต่อไปว่า อาจารย์ซูซานกล่าวว่า “เครื่องตรวจสแกนสมองแสดงให้เห็นว่า ปฏิกิริยาของผู้ชายที่มีต่อรูปภาพ เป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งของ ไม่ได้เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อมนุษย์ที่เป็น 3 มิติเต็มตัวเลย” พร้อมกับเสริมว่า “เรื่องนี้ต้องโทษที่สังคมถูกถล่มปูพรมด้วยรูปสาวโป๊ๆ อยู่อย่างไม่ขาดสาย ทำให้ปฏิกิริยาของสมองของผู้ชายบางคน ที่มีความรู้สึกอย่างที่มีกับมนุษย์เฉื่อยชาลงไป พร้อมกับเทียบว่า แบบเดียวกับความรุนแรงที่พบเห็นกันอยู่ ในทีวี ก็เคยมีการศึกษาพบว่าทำให้คนจะรู้สึกชินชากับเรื่องร้ายแรงต่างๆ ได้เช่นกัน”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

7 เหตุผลดีๆที่คุณควรพิจารณามาใช้ HDTV

เหตุผลที่ 1 : รายละเอียดของภาพ
หากคุณข้ามหัวข้อเกี่ยวกับประวัติของ HDTV มาอ่านที่หัวข้อนี้เลย ก่อนอื่นคุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าระบบทีวีที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนั้นเป็นแบบ SD (Standard Definition) ฟรีทีวีในบ้านเรา (ช่อง 3, 5, 7, 9 และอื่นๆ), หนังวีซีดี, ดีวีดี และภาพจากเกม Playstation และ Playstation 2 จัดว่าเป็นแบบ SD ทั้งสิ้น
สิ่งแรกที่สะดุดตาคุณมากที่สุดเมื่อคุณได้มีโอกาสชม HDTV เป็นครั้งแรกนั่นคือความละเอียด และความคมชัดของภาพแบบ HD (High definition) เมื่ออธิบายด้วยภาษาง่ายๆ แบบไม่ใช่เชิงเทคนิค ภาพที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ (ไม่ว่าจะเป็นแบบ SD หรือ HD ก็ตาม) จะประกอบไปด้วย "จุด" หรือ "พิกเซล (pixel)" จำนวนมหาศาลที่เรียงชิดกันเป็นภาพที่เราเห็นบนจอ ฉะนั้น ยิ่งภาพมีจำนวนพิกเซลเรียงหนาแน่นมากเท่าใด คุณก็สามารถสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆของภาพได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งตีความได้ว่าภาพที่ได้จะคมชัดกว่านั่นเอง แน่นอนว่าระบบ SD มีจำนวนพิกเซลที่ประกอบเป็นภาพน้อยกว่าระบบ HD หลายเท่า จึงทำให้ภาพแบบ SD นั้นดูหยาบกว่า โดยเฉพาะเมื่อนำไปแสดงบนจอที่มีขนาดใหญ่

เมื่อสังเกต คุณจะพบว่า
- ภาพแรกจากด้านซ้ายมือนั้นเป็นภาพที่มีความละเอียด HD แบบ 1080 เส้น
- ภาพตรงกลางเป็นภาพที่มีความละเอียด HD แบบ 720 เส้น
- ภาพขวามือเป็นภาพแบบ SD ที่มีความละเอียด 480 เส้น
- ภาพแบบ HD 1080 จะมีความคมชัดสูงสุด เนื่องจากจำนวนพิกเซลที่มากกว่า รองลงมาคือภาพแบบ HD 720 และภาพแบบ SD (480 เส้น) นั้นมีความคมชัดต่ำที่สุด
เมื่อคุณไปเดินซื้อหา HDTV ในห้างสรรพสินค้าสักเครื่อง คุณจะพบ HDTV แบบ 720p หรือ 768p ที่ผู้ผลิตเรียกว่า "HD Ready" และแบบ 1080p หรือที่ผู้ผลิตเรียกว่า "Full HD" นั่นเอง ถึงแม้ว่าคำว่า "HD Ready" นั้นจะค่อนข้างก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามันไม่ใช่ HD อย่างแท้จริงก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้ง "HD Ready" และ "Full HD" ก็ถือว่าเป็นมาตรฐาน HDTV ทั้งคู่ ทั้งสองคำดังกล่าวจึงถือว่าเป็น term ทางการตลาดเพื่อแยกแยะระหว่างจอแบบ 720p กับจอ 1080p เท่านั้น

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับความละเอียด (resolution) ของภาพ และความแตกต่างของ 480i, 480p, 720i, 720p, 1080i และ 1080p คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ lcdspec.com

เหตุผลที่ 2 : คุณภาพของภาพ (Picture Quality)
เกณฑ์การตัดสิน HDTV นั้นอยู่ที่ความสามารถในการแสดงภาพของพวกมัน ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้สามารถนำมาตีวงให้แคบลง และแบ่งออกเป็นการตัดสินในแง่ต่างๆ เช่น ความคมชัด (sharpness), คอนทราสต์ (contrast), และสี (color) เราจึงสามารถตัดสินคุณภาพของภาพที่แสดงบนจอด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ (แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็ไม่ใช่ประเด็นในการพิจารณาทั้งหมด เพราะการตัดสินคุณภาพจะต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 3 องค์ประกอบที่กล่าวไปแล้วในการตัดสินด้วย)
แน่นอนว่า HDTV สามารถแสดงภาพที่คุณภาพดีกว่า SDTV อยู่หลายขุม แต่ปัญหาก็คือ คำว่า "ภาพสวย" หรือ "คมชัด" นั้นค่อนข้าง subjective (เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความคิดเห็นแตกแยก) ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะชอบภาพที่มีสีสันจัดจ้าน ในขณะที่บางคนชอบภาพที่มีสีสันแบบธรรมชาติ การเลือก HDTV ที่แสดงภาพได้สวยถูกใจคุณ จะต้องอาศัยการทำการบ้านโดยการรวบรวมข้อมูล และความแตกต่างทางเทคนิคเสียก่อน และบวกกับความชอบและความพึงพอใจส่วนตัวของคุณเป็นหลัก
เนื่องจากเราได้เข้าสู่โลกดิจิตอลของ HDTV จึงทำให้คุณภาพของภาพที่แสดงบนจอนั้นดีกว่าภาพบน SDTV ทั่วไป เนื่องจากสัญญาณดิจิตอลถูกรบกวนได้ยากกว่าสัญญาณอนาล็อก จึงทำให้โอกาสที่สัญญาณภาพจะถูกรบกวนจนผิดเพี้ยนไปนั้นมีน้อยกว่า

เหตุผลที่ 3 : ความสามารถในการแสดงผลจากสื่อความละเอียดสูง (High definition content)

แน่นอนว่าหากคุณตัดสินใจที่จะซื้อ HDTV สักเครื่อง คุณคงมีแผนที่จะเอา HDTV ตัวเก่งของคุณมาแสดงภาพ HD แน่ๆ เพราะคุณคงคงไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จาก HDTV เท่าใดนัก หากคุณเอามันมาแสดงภาพแบบ SD
อีกหนึ่งเหตุผลที่ HDTV กำลังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในต่างประเทศคือ ในต่างประเทศมีเริ่มมีการออกอากาศสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลแบบ HD แล้ว ณ เวลาที่เรียบเรียงบทความนี้ สถานีโทรทัศน์ช่องหลักๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ทยอยแพร่ภาพแบบ HD ตั้งแต่ต้นปี 2009 ซึ่งกำหนดการเดิมนั้นทีวีทุกช่องในสหรัฐอเมริกาจะเป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 แต่เนื่องจากติดขัดในแง่ของความพร้อมของประชาชน ทำให้สภาสูงแห่งสหรัฐอเมริกาประกาศเลื่อนเส้นตายการออกอากาศแบบดิจิตอลไปเป็นเดือนเมษายน ปี 2009

ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถซื้อกล่องรับสัญญาณ HD มาต่อกับ SDTV ตัวเก่าของคุณเพื่อรับสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลก็ตาม คุณจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากความละเอียดของภาพที่เพิ่มขึ้นจากสัญญาณ HD การที่สถานีโทรทัศน์เปลี่ยนมาออกอากาศแบบ HD จึงเป็นการบังคับทางอ้อมให้คุณเปลี่ยนโทรทัศน์นั่นเอง สำหรับบ้านเรา เนื่องจากโครงการออกอากาศแบบ HD ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เมื่อคุณซื้อ HDTV ในวันนี้ คุณจึงต้องบริโภคสื่อความละเอียดสูง (High definition content) จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ฟรีทีวีไปก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีตัวเลือกให้คุณมากมาย เช่น
- สัญญาณภาพจากเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์
- สัญญาณภาพจากเครื่อง Upscaling DVD Player (เครื่องดีวีดีอัพสเกล)
- สัญญาณภาพ HD จากเครื่องเล่นเกม (Game console) ใหม่ๆ เช่น Xbox 360 และ Playstation 3 - ภาพนิ่งจากกล้องดิจิตอลความละเอียดสูง
- ภาพวีดีโอจากกล้องวีดีโอแบบ HD
- ภาพจากไฟล์ภาพยนตร์ความละเอียดสูงจากอินเทอร์เน็ต เช่นไฟล์ WMV-HD, MKV, MP4-AVC เป็นต้น
- การต่อเชื่อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงภาพความละเอียดสูง เช่น การชมภาพนิ่ง การเล่นเกม และการชมคลิปภาพยนตร์ความละเอียดสูง

เหตุผลที่ 4 : ขนาด

เนื่องจากคอนเทนต์แบบ HD นั้นมีความละเอียดสูง จึงทำให้มันสามารถแสดงบนจอขนาดใหญ่ๆ ได้โดยไม่ทำให้ภาพเบลอมากนัก HDTV จึงมีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักชมภาพยนตร์เลยทีเดียว เพราะจอที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการชมภาพยนตร์ของคุณได้เป็นอย่างมาก
คุณสามารถบอกลา SDTV ขนาดจิ๋วไปได้เลย เพราะ HDTV นั้นมีให้เลือกหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดไม่ถึง 20 นิ้ว ไปจนถึงขนาดเป็นร้อยนิ้ว จอ HDTV แบบ LCD มีขนาดเริ่มต้นที่ 19 นิ้ว ส่วนจอพลาสมานั้นมีขนาดเริ่มต้นที่ 42 นิ้ว (แต่มีพลาสมาบางยี่ห้อที่เริ่มต้นด้วยขนาด 32 นิ้ว เช่น LG และ Vizio) หลายๆ คนคิดว่า "ใหญ่กว่าย่อมดีกว่า" แต่นั่นไม่เป็นความจริงเสมอไป การเลือกขนาด HDTV ที่เหมาะสม นอกจากพิจารณาจากงบประมาณแล้ว จะต้องพิจารณาถึงระยะห่างที่คุณตั้งใจว่าจะรับชมเป็นหลัก สำหรับวิธีการเลือกขนาดจอที่เหมาะสม สามารถศึกษาได้จากบทความในเว็บไซต์ lcdspec.com

เหตุผลที่ 5 : ความสามารถ และลูกเล่นต่างๆ ของ HDTV
ปัจจุบันผู้ผลิตได้หันไปโฟกัสที่การผลิต HDTV มากกว่า SDTV ทำให้ HDTV ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีลูกเล่นต่างๆ ให้คุณเลือกมากมายตามความต้องการ รสนิยม และงบประมาณในกระเป๋าของคุณ ตัวอย่างของฟีเจอร์เหล่านี้คือ
- ระบบการแสดงภาพเคลื่อนไหวแบบ x Hertz (เช่น 100 Hz, 120 Hz หรือ 200 Hz เป็นต้น) เพื่อช่วยให้สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- การใช้ LED Backlight กับจอ LCD เพื่อปรับปรุงอัตราส่วนคอนทราสท์ และเพิ่มความสมจริงของสีให้มากขึ้น
- ความสามารถในการแสดงภาพซ้อนภาพ (Picture in Picture)
- ความสามารถในการแสดงภาพนิ่ง/วีดีโอคลิปจากพอร์ท USB
- ความสามารถในการเล่นไฟล์มัลติมีเดียจาก Media Server (DLNA) ผ่านระบบเครือข่าย และเล่น streaming content (เช่นวีดีโอคลิปจากเว็บ Youtube) จากอินเทอร์เน็ต
- ความสามารถในการแสดง active content และ Widget จากอินเทอร์เน็ต

เหตุผลที่ 6 : ดีไซน์

สิ่งแรกที่เตะตาคุณเมื่อเห็น HDTV ครั้งแรก ก็คงหนีไม่พ้นหุ่นที่ผอมเพรียวของมัน และคุณสมบัตินี้ก็กลายเป็นจุดขายของ HDTV มาโดยตลอด และมันทำให้ SDTV ตัวเก่าของคุณดูใหญ่เทอะทะขึ้นมาทันที
ขนาดที่บางลงหมายถึงคุณมีอิสระในการจัดวาง HDTV ในห้องของคุณมากยิ่งขึ้น และด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ทำให้มันกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านได้อีกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

HDTV มีน้ำหนักเบา และมีความบางพอที่จะติดผนังได้สบายๆ ด้วยอุปกรณ์เสริมสำหรับติดจอกับผนัง
และถ้าคุณคิดว่า HDTV ในปัจจุบันมีความ "บาง" มากอยู่แล้ว คุณจะต้องแปลกใจเมื่อพบว่า trend ใหม่ๆ ของจอ LCD นั้นกำลังจะบางลงเรื่อยๆ ในอนาคต จอ HDTV ราคาถูกที่มี Panel บางกว่า 1 เซนติเมตร คงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป
Sony Bravia ZX1 หนาเพียง 9.9 มิลลิเมตร สามารถแขวนไว้กับผนังเหมือนกับเป็นกรอบรูปได้สบายๆ


เหตุผลข้อสุดท้าย ด้วยการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของผู้ผลิต HDTV
ทำให้จอ HDTV มีราคาถูกลงจนกระทั่งคนส่วนใหญ่สามารถเป็นเจ้าของได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเทคโนโลยีการผลิต HDTV ก็มาถึงจุดที่มีวุฒิภาวะสูงพอ ทำให้มันไม่ใช่เทคโนโลยีแปลกใหม่ ซึ่งจำกัดผู้บริโภคอยู่แต่ในวง early adopter อีกต่อไป

ยุคทองของ HDTV เริ่มต้นแล้วล่ะครับ
Company Related Links :
LCDSPEC
ที่มาจาก
หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

เดลล์เผยโฉมโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลก

เดลล์พร้อมวางจำหน่ายโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลกภายใต้ชื่อ "Adamo" มีความบางเพียง 0.65 นิ้ว (16.5 มิลลิเมตร) เฉือนเอาชนะ X300 ของ เลอโนโว ที่บาง 0.73 นิ้ว (18.5 มิลลิเมตร) และ Macbook Air ที่ 0.76 นิ้ว (19.4 มิลลิเมตร)
Adamo มาจากภาษาละตินแปลว่า ตกหลุมรัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ในรุ่นนี้ของเดลล์จะผลิตมาตอบสนองลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีดีไซน์สวยงาม เหมาะกับการใช้งานส่วนบุคคล
ตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมแผ่นเดียว มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว สัดส่วนภาพ 16:9 รองรับความละเอียด 720p ใช้หน่วยประมวลผล Core 2 Duo ภายใต้ชิปเซ็ต Intel Mobile 965 หน่วยความจำ DDR3 2GB (สูงสุด 4GB) การเชื่อมต่อไวเลสมาตรฐาน 802.11n บลูทูธ 2.1 หน่วยบันทึกข้อมูลแบบ SSD
ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อจะมี ยูเอสบี 2 พอร์ต คอมโบยูเอสบี และ eSATA 1 พอร์ต ช่องพิเศษสำหรับต่ออุปกรณ์เสริมสำหรับต่อพอร์ต HDMI, VGA และ DVI และช่องเสียบสายแลน นอกจากนี้ยังมีระบุไว้ว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ชั่วโมง
ในส่วนของระบบปฏิบัติการเนื่องจากใช้ Core 2 Duo ทำให้สามารถใช้งาน Windows Vista Home Premium Edition SP1 แบบ 64 บิต สำหรับราคาจำหน่ายในสเปก Core 2 Duo 1.2GHz SSD 128 GB จะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 71,000 บาท) ส่วน Core 2 Duo 1.4GHz พร้อมหน่วยความจำ 4 GB จะอยู่ที่ประมาณ 2,700 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 96,000 บาท) โดยทางเดลล์จะเริ่มทยอยส่งสินค้าล็อตแรกวันที่ 26 มีนาคมนี้

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

พบสาหร่ายอยู่ร่วมกันกว่า 200 ล้านปี ร่องรอยจากสัตว์เซลล์เดียวสู่ชีวิตซับซ้อน

ทีมนักวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาดีเอ็นเอของ วอลวอกซ์ สาหร่ายเซลล์เดียว ที่ชอบดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พบว่าแต่ละเซลล์เริ่มดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคมตั้งแต่เมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว จากเดิมที่เชื่อว่าน่าจะเริ่มรวมกลุ่มกันเมื่อ 35 ล้านปีก่อน และบางสปีชีส์ยังแบ่งหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ เป็นตัวอย่างช่วยให้เข้าใจหลักการวิวัฒน์จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มาเป็นพืชและสัตว์หลายเซลล์มากขึ้น
แมทธิว ดี เฮอร์รอน นำทีมนักวิจัยด้านชีววิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) เมืองทูซอน มลรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ศึกษาพบว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เป็นบรรพบุรุษของสาหร่ายวอลวอกซ์ (Volvox sp.) มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่าโคโลนี (colony) ตั้งแต่เมื่อราว 200 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งย้อนกลับไปไกลกว่าที่เคยคาดคิดกันไว้แต่เดิมที่สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของวอลวอกซ์เกิดขึ้นเมื่อราว 50 ล้านปีก่อน และเริ่มมาใช้ชีวิตรวมกลุ่มกันเมื่อ 35 ล้านปีก่อน ตามรายงานข่าวในไซน์เดลี
วอลวอกซ์ เป็นสาหร่ายสีเขียวชนิดหนึ่งพบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติ จัดเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว มีหลายสปีชีส์ บางสปีชีส์ก็ยังดำรงชีวิตอยู่เป็นเซลล์เดียวโดดๆ แต่บางสปีชีส์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแบบหลายเซลล์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหากศึกษาจนเข้าใจได้ว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหลายๆเซลล์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ย่างไร ก็น่าจะทำให้เข้าใจกลไกการวิวัฒนาของพืชและสัตว์ที่พัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวได้ เพราะต้องผ่านช่วงเวลาที่เคยมีสถานะเช่นนั้นมาก่อนเหมือนกัน
"เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงแรก น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันของหลายๆเซลล์ และการขัดแย้งกันระหว่างหลายเซลล์ และสุดท้ายลงเอยด้วยการแยกแยะกันทำหน้าที่ของแต่ละกลุ่มเซลล์" ข้อสันนิษฐานของเฮอร์รอน
นักวิจัยศึกษาสำดับดีเอ็นเอของสาหร่ายในสกุลวอลวอกซ์จำนวน 45 สปีชีส์ และสปีชีส์ที่เกี่ยวข้องกันอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อลองสร้างแผนภูมิลำดับเครือญาติขึ้นมาใหม่ และวิเคราะห์ว่าวอลวอกซ์โคโลนีแรกเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงเวลาใด พบว่าเกิดขึ้นในช่วงราว 200 ล้านปีก่อน หรือในยุคไทรแอสซิก (Triassic Period) ซึ่งตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences) เมื่อเร็วๆนี้
ทั้งนี้ เราอาจสังเกตเห็นโคโลนีของสาหร่ายวอลวอกซ์ได้ด้วยตาเปล่า โดยมองเห็นเป็นทรงกลมเล็กๆ สีเขียว กลิ้งไปมาอยู่ในน้ำ บางโคโลนีมีมากถึง 50,000 เซลล์ และบางสปีชีส์ที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ก็มีการแบ่งหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ด้วย เช่น บางเซลล์ทำหน้าที่ว่ายน้ำ บางเซลล์มีหน้าที่ขยายพันธุ์ เป็นต้น
นักวิจัยวิเคราะห์ว่าการที่วอลวอกซ์หลายเซลล์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น น่าจะช่วยให้พวกมันรอดจากศัตรูผู้ล่าบางชนิดได้ และในระยะแรกของการวิวัฒนาการเป็นโคโลนีจะมีการสร้างสารบางอย่างคล้ายวุ้นใสเพื่อช่วยให้แต่ละเซลล์เดี่ยวสามารถเกาะกลุ่มอยู่รวมกันได้
อย่างไรก็ดี ในการสร้างจะสร้างสารระหว่างเซลล์ (extracellular matrix) ที่เป็นไกลโคโปรตีน จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและความร่วมมือของแต่ละเซลล์มากกว่านี้อีกหลายเท่า โดยนักวิจัยยกตัวอย่างว่า อาจต้องอยู่ร่วมกันถึง 4 โคโลนี โดยที่ 3 โคโลนีมีหน้าที่สร้างสารระหว่างเซลล์ และอีก 1 โคโลนี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำงานที่แตกต่างกันชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พัฒนาต่อไปกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ได้ และสิ่งที่เป็นตัวกำหนดให้ว่าเซลล์ไหนจะมีหน้าที่อย่างไรก็คือพันธุกรรมนั่นเอง

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

มีดาวเคราะห์คล้ายโลก อยู่ในกาแลกซี่เดียวกับเราอีกมาก

นักดาราศาสตร์สหรัฐฯ เผยกาแลกซีเรา อาจเต็มไปด้วยดาวเคราะห์คล้ายโลก โคจรอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ ในทางช้างเผือกในระยะ 10-30 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ และคาดจะได้พบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลก หลังนาซาส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรต้น มี.ค.นี้
"มีดาวที่คล้ายดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเราอยู่ 20-30 ดวง ในระยะ 30 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ของเรา ผมคิดว่าเป็นจำนวนที่ใช้ได้ เป็นไปได้ว่าครึ่งหนึ่งของดาวเหล่านั้น จะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ ดังนั้นผมคิดว่ามีโอกาสดีมากๆ ที่เราจะค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลก ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ออกไป 10 20 หรือ 30 ปีแสง"
เอเอฟพีระบุคำพูดของ อลัน บอสส์ (Alan Boss) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ จากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) สหรัฐฯ ซึ่งเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ระหว่างการประชุมประจำปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ของสมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science: AASS)
ทั้งนี้ 1 ปีแสง เท่ากับระยะทางที่แสงเดินทางใน 1 ปี ด้วยความเร็ววินาทีละ 300,000 กิโลเมตร โดยบอสส์ยังมั่นใจด้วยว่า ดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกนั้น จะได้รับการค้นพบ โดยกล้องโทรทัศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler space telescope) ซึ่งองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) มีแผนที่จะส่งขึ้นไปในวันที่ 5 มี.ค.นี้ หรือกล้องโทรทัศน์ที่ติดตั้งบนดาวเทียมโครอท (COROT) ของฝรั่งเศสและยุโรป ซึ่งส่งขึ้นสู่วงโคจรตั้งแต่ปี 2549 อาจค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว
"ผมจะแปลกใจมาก ถ้าเคปเลอร์หรือโครอทไม่พบดาวเคราะห์คล้ายโลกเลย เพราะเบื้องต้นเราได้พบดาวเหล่านั้นแล้ว" บอสส์ตอบภายในงานแถลงข่าว หลังถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีความเชื่อมั่นอย่างมาก
อีกทั้ง เอเอฟพีระบุด้วยว่า ดาวเทียมโครอทได้ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่อยู่ไกลโพ้น ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้รายงานเรื่องดังกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ และด้วยขนาดที่เล็กกว่าโลกเกิน 2 เท่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวจึงอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ในระบบมาก อีกทั้งยังร้อนอย่างมากด้วย
บอสส์กล่าวอีกว่า กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ และดาวเทียมโครอทจะค้นพบดาวคล้ายโลกจำนวนมาก ซึ่งเป็นการบอกเราว่า จะเดินหน้าและสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศอันใหม่ต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะได้ไปและสำรวจดาวเคราะห์เหล่านั้น หลังจากที่เรารู้ว่า ดาวเคราะห์เหล่านั้นอยู่ที่นั่น
นอกจากนี้ภาพถ่ายของดาว จะช่วยจำแนกลักษณะชั้นบรรยากาศและบอกเราได้ว่าชั้นบรรยากาศของดาวมีก๊าซมีเทนและออกซิเจนหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าดาวเหล่านั้นไม่เพียงแค่เอื้อต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยด้วย
"ผมกำลังพูดถึงดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอยู่ ผมกล่าวทั่วๆ ไปว่า หากคุณมีโลกที่ดำรงชีวิตอยู่ได้...อยู่ที่นั่น ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม ด้วยน้ำที่เพียงพอมาเป็นพันล้านปี ต้องมีบางอย่างออกมาจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยเราก็จะได้พบจุลินทรีย์บ้างแหละ" บอสส์ให้ความเห็น
ส่วนบีบีซีนิวส์รายงานว่า จนถึงทุกวันนี้กล้องโทรทรรศน์ได้ตรวจพบดาวเคราะห์กว่า 300 ดวงนอกระบบสุริยะของเรา แต่มีไม่กี่ดวงที่จะเอื้อต่อการการดำรงชีวิตได้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นดาวก๊าซขนาดใหญ่เช่นเดียวกับดาวพฤหัส และอีกจำนวนมากที่โคจรเข้าใกล้ดาวฤกษ์ของตัวเองมากเกิดซึ่งจุลินทรีย์บนดาวดวงนั้นต้องดำรงชีวิตอยู่บนอุณหภูมิที่ย่างให้สุกนี้ได้
อย่างไรก็ดี บนพื้นฐานของดาวเคราะห์ที่พบจนถึงทุกวันนี้ บอสส์ประมาณว่าดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ทุกๆ 1 ดวงจะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกโดยเฉลี่ยระบบละ 1 ดวง ซึ่งการคำนวณแบบคร่าวๆ นี้ทำให้เราได้จำนวนดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตจำนวนมาก.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

พัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ เพิ่มกำลังผลิตเครื่องประดับแฟชัน

นิสิตวิศวะ จุฬาฯ พัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ พร้อมโปรแกรมออกแบบพลอย หวังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้อุตสาหกรรมเครื่องประดับในไทย ที่กำลังได้รับความนิยมสูง ตัวเครื่องเจียระไนพลอยได้หลายเม็ดพร้อมกัน คุณภาพทัดเทียมฝีมือคน แต่ไม่เหมาะใช้กับอัญมณีราคาแพง
นายการเกรียงไกร สินธุเดชากุล และนายปรัชญา พิพัฒนานนท์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับทีมข่าว "วิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์" ว่าได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัติ สำหรับใช้ทดแทนแรงงานคนในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่ต้องใช้พลอยขนาดสม่ำเสมอและเป็นจำนวนมาก

"อุตสาหกรรมเครื่องประดับ มีความต้องการพลอยสีที่มีรูปแบบและขนาดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันการเจียระไนพลอยยังใช้แรงงานคนเป็นหลัก แต่ละคนสามารถเจียระไนได้ทีละเม็ด เราจึงออกแบบและพัฒนาเครื่องเจียระไนพลอยแบบอัตโนมัติที่สามารถเจียระไนได้พร้อมกันครั้งละหลายเม็ด เพื่อช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้มากขึ้น" นายปรัชญาอธิบาย
สำหรับหลักการทำงานของเครื่องเจียระไนพลอยนั้น คล้ายกับการใช้แรงงานคนในการเจียระไน แต่เปลี่ยนมาเป็นใช้มอเตอร์ควบคุมการเจียระไนแทน และสามารถออกแบบพลอยให้มีรูปทรงตามที่ต้องการเจียระไนได้โดยใช้โปรแกรม ซียู-โซลิด (CU-SOLID) ช่วยในการออกแบบเหลี่ยมมุมของพลอย เพื่อคำนวณเป็นค่าพารามิเตอร์ 3 ค่า ได้แก่ มุมยก มุมดรรชนี และความลึกในการกัด สำหรับนำมาใช้ในโปรแกรม ซียู เจมส์ (CU Gems) เพื่อควบคุมให้เครื่องจักรเจียระไนพลอยตามที่ออกแบบไว้ โดยพลอยที่จะนำมาเจียระไนนั้นจะต้องผ่านการตัดแต่งรูปทรงเบื้องต้นมาก่อน
เครื่องเจียระไนอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นสามารถเจียระไนพลอยได้พร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 10 เม็ด ขณะที่หากเป็นช่างเจียระไนจะทำได้เพียงครั้งละ 1 เม็ดเท่านั้น ส่วนพลอยเจียระไนที่ได้นั้นมีคุณภาพทัดเทียมกัน ทั้งนี้พวกเขามีโครงการจะพัฒนาต่อเพื่อให้เครื่องจักรมีขนาดเล็กลง และเจียระไนพลอยได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี นายการเกรียงไกร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เครื่องเจียระไนพลอยอัตโนมัตินี้เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับหรืออัญมณีที่มีความต้องการมากและราคาไม่สูงมาก ซึ่งต้องใช้พลอยเจียระไนที่มีรูปทรง ขนาด และคุณภาพระดับเดียวกันเป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องประดับรูปแบบต่างๆ หรือพลอยสำหรับประดับตกแต่งเสื้อผ้า นาฬิกา กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น
อีกทั้งยังใช้เจียระไนแก้วหรือกระจกก็ได้ แต่หากเป็นอุตสาหกรรมอัญมณีราคาแพงนั้นคงยังต้องพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลักเช่นเดิม เพราะต้องการความปราณีตและสวยงามมากกว่า.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

เซิร์นฉลอง 20 ปี "World Wide Web" พร้อม "เบอร์เนอร์ส-ลี" คนต้นคิด

www มีอายุครบ 20 ปีแล้ว เซิร์นในฐานะบ้านเกิด จึงจัดงานฉลอง พร้อมเชิญเหล่านักวิทย์ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ มาบรรยายแลกเปลี่ยนทัศนะ "ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี" ผู้ให้กำเนิด "เวิลด์ ไวด์ เว็บ" ตัวจริง ก็มาร่วมเป็นคีย์โนตด้วย พร้อมเตือนผู้ใช้เว็บไซต์ให้ระมัดระวังการโพสต์ประวัติส่วนตัว เพราะอาจถูกสอดแนมจากผู้ไม่ประสงค์ดีได้
องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ หรือเซิร์น (
European Center for Nuclear Research: CERN) จัดงานฉลองครบรอบ 20 ปี กำเนิด "www" หรือ "เวิลด์ ไวด์ เว็บ" (World Wide Web) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.52 ณ โกลบ ออฟ ไซน์ แอนด์ อินโนเวชั่น (Globe of Science and Innovation) ที่เซิร์น สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีสื่อมวลชนมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
www ที่เป็นประตูสู่โลกอินเทอร์เน็ตของคนทั่วโลกในทุกวันนี้มีอายุครบ 20 ปี พอดีในเดือน มี.ค. ปีนี้ จากการสร้างสรรค์และพัฒนาโดย ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) นักพัฒนาซอฟต์แวร์สัญชาติอังกฤษของเซิร์น และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนในองค์กรเดียวกัน
สำนักข่าวเอเอฟพี พาย้อนกลับไปเมื่อเดือน มี.ค. ของ 20 ปีก่อน ที่ เบอร์เนอร์ส-ลี นำเอกสารโครงงานฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับการจัดการข้อมูล (Information Management: a proposal) ไปเสนอต่อ ไมค์ เซนดอล (Mike Sendall) หัวหน้าของเขา เมื่อเซนดอลได้อ่านดูแล้วก็บอกว่า มันยังดูไม่ค่อยมีความชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเรื่องที่หน้าตื่นเต้นมากทีเดียว
ทว่าเซนดอลก็เปิดไฟเขียวให้เบอร์เนอร์ส-ลี เดินหน้าโครงการนั้นต่อไปได้ โดยมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนร่วมกันพัฒนา จนสามารถทำให้เว็บบราวเซอร์เรียกเกิดขึ้นในเดือน ต.ค. 2533 และต่อจากนั้นจนถึงปัจจุบันก็มีเว็บบราวเซอร์ เกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน
ทั้งนี้ ปัจจุบันเบอร์เนอร์ส-ลี เป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) สหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน (Southampton University) อังกฤษ รวมทั้งเป็นประธานองค์กรความร่วมมือเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web Consortium: 3WC)
สำหรับกิจกรรมที่เซิร์นจัดขึ้นนั้น เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 13 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับ 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ที่ผ่านมา สื่มมวลชนและแขกรับเชิญ เริ่มทยอยลงทะเบียนเข้างาน และถ่ายภาพก่อนเริ่มงาน โดยมีการจำกัดจำนวนสื่อมวลชนให้ร่วมได้เพียงสื่อละ 1 คนเท่านั้น เนื่องจากสถานที่ค่อนข้างจำกัด จากนั้น 14.00 น. รอล์ฟ ฮอยเออร์ (Rolf Heuer) ผู้จัดการทั่วไปของเซิร์นได้กล่าวเปิดงาน
ต่อด้วยการบรรยายพิเศษ จากนักวิทยาศาสตร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์อีกหลายคน เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเว็บไซต์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไปจนถึงแนวทางการพัฒนาและความเป็นไปอนาคต โดยมีเบอร์เนอร์ส-ลี เป็นผู้ปาฐกถาหลัก
ทั้งนี้ เบอร์เนอร์ส-ลี ได้แสดงความกังวล เกี่ยวกับประวัติส่วนตัวอยู่ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น และจะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลออนไลน์โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวได้ง่าย ดังนั้นผู้ใช้จึงควรหลีกเลี่ยงเว็บไซต์เว็บไซต์จำพวกนี้ และปิดท้ายการฉลอง 20 ปี www ด้วยงานเลี้ยงค็อกเทลที่สิ้นสุดลงในเวลา 19.00 น.
สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับกิจกรรมครบรอบ 20 ปี www และประวัติความเป็นมาของ www โดยละเอียด สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์นี้
http://info.cern.ch/ และเป็นเว็บไซต์แรกของโลกด้วย

Source: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

เวทีน้ำโลกย้ำวิกฤติ อีก 20 ปีคนครึ่งโลกขาดน้ำจืด

เริ่มแล้วการประชุมระดับโลกทางด้านน้ำจืด "เวิล์ด วอเตอร์ ฟอรั่ม" มีผู้เข้าประชุมมากเป็นประวัติการณ์ ซ้ำข้อมูลยูเอ็นเผยอีก 20 ปีประชากรโลกจะขาดน้ำจืดเกือบครึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ในจีนและเอเชียใต้ เร่งสร้างจิตสำนึกมีความรับผิดชอบต่อน้ำ ย้ำแนวคิด “รักษาน้ำเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิต”
การประชุมน้ำโลกครั้งที่ 5 หรือ "เดอะ ฟิฟธ์ เวริล์ด วอเตอร์ ฟอรั่ม" (
The 5th World Water Forum) จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 3 ปี โดยในปีนี้เริ่มขึ้นแล้ว ณ กรุงอีสตันบุล ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 16-22 มี.ค.52
ทั้งนี้ ในการประชุมแต่ละครั้ง ก็จะมีการประกาศประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับน้ำ ทั้งความขาดแคลน แนวโน้มความเสี่ยงอันนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศเหนือแม่น้ำ ทะเลสาบต่างๆ รวมถึงทางออกในการรักษาน้ำสะอาด และสร้างน้ำให้สุขอนามัยเพียงพอแก่ประชากรนับพันล้าน โดยปีนี้มีแนวคิดว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤติน้ำจืดมากยิ่งขึ้น และมุ่งการรณรงค์ไปที่ “รักษาสมบัติอันล้ำค่าต่อชีวิต” (to save the precious stuff of life)
ทว่า ก่อนการเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าได้มีประชาชนกว่า 300 คนเดินขบวนประท้วงไปยังสถานที่จัดประชุม ส่งผลให้ตำรวจต้องสลายด้วยแก๊สน้ำตา เพราะกลุ่มผู้ประท้วงได้ขว้างก้อนหิน และใช้ไม้เข้าตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากสลายกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว เจ้าหน้าที่จับผู้ประท้วงได้อย่างน้อย 15 ราย และคุมตัวไว้สอบสวนต้อไป ส่วนกิจกรรมการประชุมก็สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ
สำหรับพิธีเปิดการประชุมเริ่มขึ้น โดย โลอิค โฟชง (Loic Fauchon) ประธานสภาน้ำโลก (World Water Council : WWC) กล่าวปาฐกาว่า มนุษยชาติต้องแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการทำให้น้ำเสีย และการใช้น้ำในทางที่ผิด เพราะน้ำนั้นช่วยประทังชีวิต “พวกเราต้องมีความรับผิดชอบ”
“มีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดต่อน้ำ มีความรับผิดชอบต่อภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้โลกเปลี่ยนไป และมีความรับผิดชอบต่อผลพวงต่างๆ ที่นำไปสู่ปริมาณน้ำจืดที่ลดลง ซึ่งน้ำจืดเหล่านั้นมีผลต่อการมีชีวิตรอดของมวลมนุษยชาติ” โฟชงกล่าว

นอกจากนี้ เขายังเสริมอีกว่า ทุกๆ ครั้งเมื่อเอ่ยถึงประวัติศาสตร์น้ำ จะพบว่า พวกเรามักใช้ทรัพยากรน้ำมากเกิน ทว่าในเวลาเดียวกันเราก็ต้องปกป้อง ปรับปรุงคุณภาพน้ำ และแม้กระทั่งนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
ทั้งนี้ ประชากรโลกในปัจจุบันมีมากกว่า 6.5 พันล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านในช่วงกลางศตวรรษ (ประมาณปี ค.ศ.2050) นั่นหมายความว่า จะมีความต้องการน้ำจำนวนมหาศาล มากกว่าปริมาณน้ำที่จะจัดหาได้ในปัจจุบัน
ตามข้อมูลขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ โออีซีดี (Organization for Economic Cooperation and Development : OECD) ระบุว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีปัญหาน้ำอย่างรุนแรงนั้น คาดว่าจะสูงถึง 3.9 พันล้านคนในปี ค.ศ.2030 นับว่าเกือบครึ่งของประชากรทั่วโลก โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้จะอยู่ในจีน และเอเชียใต้
นั่นยังไม่รวมถึงผลกระทบจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โลกร้อน (Global warming) มีผลต่อรูปแบบลมฟ้าอากาศไปแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาและสถานที่ฝนหรือหิมะตก ตามการศึกษาข้อผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ประชากรอีกราว 2.5 พันล้านคนยังไม่มีโอกาสเข้าถึงสุขอนามัยที่เหมาะสม ซึ่งนับเป็นอุปสรรค ต่อการบรรลุหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ (UN's Millennium Development Goals)
ข้อมูลจากนักอุทกวิทยาหลายฝ่าย ยังชี้ว่ารากเหง้าของวิกฤติของการขาดน้ำที่แท้จริง เกิดจากการทำเกษตรเกินพอดี การรั่วไหลของน้ำจากแหล่งส่งน้ำเมือง มลพิษของแม่น้ำ และการกักกันแหล่งน้ำจากแหล่งต่างๆ อย่างไร้การควบคุม
เวทีน้ำในครั้งนี้ จัดขึ้นที่กรุงอีสตันบูล และจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 22 มี.ค.52 ซึ่งการประชุมเริ่มด้วย การประชุมกลุ่มย่อยของเหล่าผู้นำรัฐและรัฐบาล นำโดยตุรกี และจะสรุปด้วยการประชุมใหญ่ระดับรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันหาหนทาง สร้างข้อแนะนำ (guideline) ในการจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด รวมถึงการจัดการกับความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากแหล่งน้ำ

นอกจากภาระที่เป็นของฝ่ายการเมืองแล้ว ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้รวมบริษัทและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำเข้ามาร่วมแสดงความเห็นอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากรายงานการพัฒนาน้ำสำหรับโลกที่ 3 (the third World Water Development Report) ระบุว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องใช้งบประมาณปีละ 92.4 – 148 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างและรักษาระบบการสำรองน้ำ รวมถึงการทำให้น้ำสะอาด และการเกษตร ลำพังที่จีนและบางประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ก็ต้องใช้งบประมาณมากถึงปึละ 38.2-51.4 พันล้านเหรียญ
“จะทำให้อย่างไร ให้การลงทุนทุ่มเงินเหล่านี้มีประสิทธิภาพ และเพียงพอที่จะจัดการน้ำ” นับเป็นโจทย์สำคัญในการประชุมครั้งนี้
มาร์ก ฮาเยส (Mark Hayes) นักรณรงค์จากกลุ่ม ซีเอไอ (Corporate Accountability International : CAI) ซึ่งติดตามการดำเนินงานของบริษัทมหาชนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ว่า สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำจากแหล่งใหญ่สู่ประชาชน ทั้งการจัดส่งน้ำ ราคาค่าน้ำ และการจัดการน้ำ ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งจากวิกฤติน้ำและการดำเนินการของบริษัทเหล่านี้
“ขณะนี้ ประชาชนที่กำลังหิวกระหาย ไม่สามารถส่งเสียงของพวกเขาต่อที่ประชุม” ฮาเยสกล่าว ซึ่งการประชุมเวิล์ดวอเตอร์ฟอรั่มครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 27,000 คน จากกว่า 100 ประเทศ นับว่าทำลายสถิติผู้เข้าร่วมประชุม 4 ครั้งก่อนหน้านี้
สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นผู้นำจากประเทศหรืออุตสาหกรรมแล้ว ยังมีคนสำคัญที่น่าจับตามอง อาทิ เจ้าชายวิลเลียม อเล็กซานเดอร์ มกุฏราชกุมารแห่งเนเธอร์แลนด์, เจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดียาลัล ตอลาบานี แห่งอิรัก, ประธานาธิบดีอีโมมาลี ราห์มอน แห่งทาจิกิสถาน และนายกรัฐมนตรีแห่งเกลาหลีใต้ เป็นต้น โดยผู้นำบางท่านจะอยู่ร่วมประชุมตลอดสัปดาห์.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์