แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแพทย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแพทย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สวิสทำหุ่นยนต์เลียนแบบแบคทีเรีย เล็กระดับไมโครเมตร


หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่มีความยาวเพียงระดับหลักสิบไมโครเมตรเท่านั้น ซึ่งทีมนักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ประดิษฐ์ขึ้นโดยเลียนแบบลักษณะของแบคทีเรีย ชนิดที่มีหางยาวคล้ายแส้สำหรับช่วยในการเคลื่อนที่ ซึ่งในอนาคตหวังว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ (ไซน์เดลี/IRIS)


นักวิจัยสวิสสร้างหุ่นยนต์ขนาดเล็กระดับไมโครเมตรได้เป็นครั้งแรก เลียนแบบแบคทีเรีย อี โคไล เคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงาน แต่อาศัยสนามแม่เหล็ก อนาคตหวังใช้เป็นตัวนำส่งยาเข้าร่างกายผู้ป่วยได้แม่นยำตรงจุด

ศาสตราจารย์ แบรดลีย์ เนลสัน (Bradley Nelson) นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันการออกแบบหุ่นยนต์และระบบอัจฉริยะ (Institute of Robotics and Intelligent Systems: IRIS) เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ประดิษฐ์หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วระดับไมโครเมตร โดยเลียนแบบให้มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น อี โคไล (E. coli) ซึ่งไซน์เดลีระบุว่า นักวิจัยตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในทางการแพทย์แห่งอนาคต

หุ่นยนต์จิ๋วที่นักวิจัยสวิสรายนี้ประดิษฐ์ขึ้นมีชื่อเรียกว่า "เอบีเอฟส์" (Artificial Bacterial Flagella: ABFs) มีลักษณะคล้ายเกลียวสว่าน โดยมีหัวอยู่ตรงส่วนปลายด้านหนึ่ง มีขนาดยาวตั้งแต่ 25-60 ไมโครเมตร ซึ่งทำขึ้นเลียนแบบแบคทีเรียในธรรมชาติชนิดที่มีแฟลกเจลลา (Flagella) หรือ มีหางยาวคล้ายแส้ สำหรับช่วยในการเคลื่อนที่

ทว่าส่วนแฟลกเจลลาของแบคทีเรีย ที่มีอยู่ในธรรมชาติมักมีความยาวแค่ 5-15 ไมโครเมตร และมีเพียงบางชนิดที่มีแฟลกเจลลายาวเกิน 20 ไมโครเมตร

นักวิจัยประดิษฐ์หุ่นยนต์จิ๋ว หรือแบคทีเรียเทียมดังกล่าวได้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีการคิดค้นพัฒนา กันมา โดยทำขึ้นจากวัตถุดิบที่ประกอบด้วยแผ่นบางเฉียบของธาตุอินเดียม, แกลเลียม, อาร์เซนิก และโครเมียม ที่ซ้อนกันหลายๆ ชั้น และสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยเทคนิคการม้วนตัวเอง จากรูปร่างที่มีลักษณะเป็นเกลียว

รูปร่างเกลียวนี้เกิดขึ้นเองทันที หลังจากที่นักวิจัยดึงโครงร่างออกจากแผ่นโลหะที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้น อันเนื่องมาจากโมเลกุลของโลหะหลายชนิดที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างหลายชั้น และรูปแบบการขดตัวเป็นเกลียว ก็ขึ้นอยู่กับความหนาและตำแหน่งการจัดวางชั้นของแผ่นโลหะวัตถุดิบโดยตรง ทำให้นักวิจัยสามารถกำหนดขนาดหรือทิศทางการหมุนของเกลียวหางได้ตามที่ต้อง การ

สำหรับบริเวณที่เป็นส่วนหัวของหุ่นยนต์จิ๋วนั้น ทำจากแผ่นฟิล์ม 3 ชั้น ของโลหะโครเมียม นิเกิล และทอง โดยนำไปประกอบติดที่ส่วนปลายด้านใดด้านหนึ่งของเกลียว กลายเป็นหุ่นยนต์ขนาดไมโครเมตร ที่มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียมีหางแส้ดังกล่าว

นิ เกิลที่เป็นองค์ประกอบของส่วนหัวนั้น มีคุณสมบัติแม่เหล็กอ่อนๆ ขณะที่โลหะชนิดอื่นที่เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ไม่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก ส่วนหัวของหุ่นยนต์จิ๋ว จึงทำให้ตัวมันสามารถเคลื่อนที่ไปตามทิศทางในสนามแม่เหล็กได้

ทีมวิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ช่วยบังคับหุ่นยนต์เอบีเอฟส์ให้เคลื่อนที่ไปทุกทิศทางด้วยสนามแม่เหล็ก ได้ โดยไม่ต้องอาศัยพลังงาน รวมทั้งเคลื่อนที่ไปในน้ำหรือของเหลวได้ด้วย โดยสามารถทำให้เคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วประมาณ 20 ไมโครเมตรต่อวินาที ขณะที่ อี โคไล เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 30 ไมโคเมตรต่อวินาที ซึ่งศาสตราจารย์เนลสันตั้งใจว่าจะพัฒนาให้หุ่นยนต์แบคทีเรียเคลื่อนที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่า 100 ไมโครเมตรต่อวินาที

ศาสตราจารย์เนลสันบอกว่าพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋ว ที่มีลักษณะคล้ายแบคทีเรียในธรรมชาติก็เพื่อจะนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ในอนาคต เช่น ใช้ในการนำส่งยา กำจัดคราบที่อุดตันในเส้นเลือด หรือปรับปรุงโครงสร้างของเซลล์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังต้องศึกษาและพัฒนาต่อไปอีกหลายขั้น ก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงกับผู้ป่วยได้ คือจะทำให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ปรับปรุงในเรื่องของการบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ การติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ และการระบุตำแหน่งของหุ่นยนต์ได้อย่างถูกต้องตลอดเวลา เช่น หากใช้นำส่งยา หุ่นยนต์จะต้องเคลื่อนที่ไปได้ถูกทิศทาง และปลดปล่อยยาออกมาได้ตรงกับจุดที่ต้องการให้ตัวยาเข้าถึงได้อย่างแม่นยำ.

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น

การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ

บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (Duke University) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการ สร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลาย เชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้

"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โดย ปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยา หรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด

"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่ง ในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง

ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิด อื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไป ได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น

"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้อง แล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่าย ดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว

โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบ ของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*

การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย

เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บ โดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไก ของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น

การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ

บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (Duke University) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการสร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลายเชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้

"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โดยปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยาหรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด

"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่งในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง

ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิดอื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไปได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น

"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่ายดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว

โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*

การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย

เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บโดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไกของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิตามินซีช่วยสุขภาพชายหนุ่ม ลดโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเกาต์

รายงานการศึกษาของนักวิจัยในอเมริกาพบว่าผู้ชายที่ได้กินวิตามินซีในปริมาณที่สูงกว่า มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ น้อยกว่า

งานวิจัยในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างการรับวิตามินซี กับการเกิดโรคเกาต์ ทำการศึกษากับชายจำนวน 46,994 คน ระหว่างปี พ.ศ.2529 - 2549 โดยฮีออน เค ชอย จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย แต่ปัจจุบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ติดตามสอบถามถึงแบบแผนการกินของกลุ่มชายดังกล่าวทุก 4 ปี และดูว่าพวกเขากินอาหารที่มีวิตามินซี และอาหารเสริมหรือไม่ และในทุก 2 ปี ผู้เข้าร่วมศึกษาจะรายงานผลการตรวจโรคเกาต์ว่าโรคพัฒนาไปอย่างไรบ้าง

ผลปรากฏว่าในระหว่าง 20 ปีนั้น มีผู้ชาย 1,317 รายที่เป็นโรคเกาต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชายที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ ค่อนข้างจะลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ สำหรับกลุ่มที่รับวิตามินซีวันละ 500-999 มิลลิกรัม ลดลง 34 เปอร์เซ็นต์เมื่อรับวิตามินซี 1,000-1,499 มิลลิกรัม และปัจจัยเสี่ยงลดลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรับวิตามินซี 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือสูงกว่านั้น

วารสารอาร์ไคฟ์ออฟอินเทอร์นัลเมดิซิน รายงานผลการวิจัยชิ้นนี้และอ้างคำแถลงของผู้วิจัยด้วยว่า วิตามินซีอาจส่งผลต่อไตในการดูดซึมกรดยูริค เพิ่มความเร็วในการทำงานของไต หรือป้องกันการอักเสบ ซึ่งทั้งหมดนั้นช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ลงได้.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

น้ำแอปเปิ้ลสกัด ส่งผลหยุดเนื้อร้ายมะเร็งได้ชะงัด

นักวิจัยสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา เปิดเผยว่า หนูเป็นมะเร็งที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัด แสดงให้เห็นว่า มันสามารถจะถ่วงมะเร็งเนื้อร้ายจากเนื้อเยื่อต่อมไม่ให้เติบโตอีกต่อไปได้ และยิ่งให้หนูกินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มะเร็งชะงักหยุดได้เท่านั้น

ศาสตราจารย์ริว ไอลิง หัวหน้านักวิจัยเล่าว่า ไม่แต่เพียงสังเกตว่าหนูมีเนื้อร้ายน้อยลงเท่านั้น หากเนื้อร้ายยังหดเล็กลง คลายพิษของเนื้อร้ายลง และเติบโตได้ช้าลง เมื่อเทียบกับหนูตัวอื่นที่ไม่มีการรักษา ยิ่งหนูตัวที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัดมากถึงวันละ 6 ลูก เนื้อร้ายจะแพร่กระจายเหลือเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น


นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ทั้งนี้เป็นอิทธิพลของพวกสารพฤกษเคมี เช่น ฟลาโวนอยด์หรือฟีโนลิก ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและการแพร่กระจายภายในเซลล์ของร่างกาย


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดูรูปสาวนุ่งผ้าน้อยชิ้นบ่อยเข้า ทำสมองชายชินชา

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันที่อเมริกา พบว่า การได้เห็นรูปผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยบ่อยๆ ทำให้สมองผู้ชายบางคนชินชา มองเห็นแล้วรู้สึกเหมือนกับเห็นเป็นสิ่งของธรรมดาไป

พวกเขาได้ศึกษากับผู้ชาย โดยให้ดูรูปสาวในชุดอาบน้ำบิกินี พร้อมกับใช้เครื่องตรวจสแกนสมองไปด้วยพบว่าในผู้ชายบางคนจะมีสมองส่วนที่แสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งของเท่านั้นที่ตื่น กับผู้ชายคนที่รู้กันว่าเป็นคนเจ้าชู้ ส่วนของสมองซึ่งเคยแสดงความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นรูปมาก่อน แต่คราวนี้กลับนิ่งเฉย

ศาสตราจารย์ซูซาน ฟิสก์ อธิบายผลการศึกษาแสดงว่า ผู้ชายบางคนไม่รู้สึกเมื่อเห็นภาพผู้หญิงรูปร่างยวนสวาทเป็นมนุษย์ปุถุชน “ดิฉันไม่ได้พูดว่า พวกเขาเห็นเธอเป็นสิ่งของ เขาก็ยังรู้อยู่ว่าเธอเป็นมนุษย์อยู่ดี”

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับยักษ์ “เดอะ เทเลกราฟ” ของอังกฤษ รายงานต่อไปว่า อาจารย์ซูซานกล่าวว่า “เครื่องตรวจสแกนสมองแสดงให้เห็นว่า ปฏิกิริยาของผู้ชายที่มีต่อรูปภาพ เป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งของ ไม่ได้เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อมนุษย์ที่เป็น 3 มิติเต็มตัวเลย” พร้อมกับเสริมว่า “เรื่องนี้ต้องโทษที่สังคมถูกถล่มปูพรมด้วยรูปสาวโป๊ๆ อยู่อย่างไม่ขาดสาย ทำให้ปฏิกิริยาของสมองของผู้ชายบางคน ที่มีความรู้สึกอย่างที่มีกับมนุษย์เฉื่อยชาลงไป พร้อมกับเทียบว่า แบบเดียวกับความรุนแรงที่พบเห็นกันอยู่ ในทีวี ก็เคยมีการศึกษาพบว่าทำให้คนจะรู้สึกชินชากับเรื่องร้ายแรงต่างๆ ได้เช่นกัน”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แม่น้ำคงคามีมลพิษ เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์เป็นมะเร็ง

นักชีววิทยาอเมริกันพบว่า น้ำในแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำที่ชนชาวฮินดูถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์หลายช่วง เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์ ที่ล้วนเป็นโรคเนื้อร้าย

แพลงก์ตอนเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งไม่สามารถว่ายน้ำไปตามต้องการได้อิสระ จำแนกได้เป็น แพลงก์ตอนพืช และแพลงก์ตอนสัตว์ โดยเหตุที่แพลงก์ตอนมีความสำคัญ เป็นข้อต้นของห่วงโซ่อาหาร ของสัตว์ต่างๆ เมื่อพวกมันเป็นเนื้อร้าย ก็จะพลอยทำให้ปลาเล็กปลาน้อยซึ่งกินมันเป็นอาหารพลอยติดโรคไปด้วย และเมื่อปลาใหญ่กินปลาเล็กกินอาหารอีกทอดหนึ่ง ก็พลอยติดโรคต่อกันไปเป็นทอดๆ ซึ่งจะรวมถึงคนที่ไปกินปลาในแม่น้ำเป็นอาหารในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำคงคา ช่วงที่ไหลผ่านเมืองหริวอร์, กันปุระ, พาราณสี, ปัตนา และกัลกัตตาไปศึกษาที่ห้องปฏิบัติการในอเมริกา และได้นำมารายงานในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์ที่เมืองปัตนาว่า “มันเป็นเครื่องแสดงว่า แม่น้ำคงคามีปัญหาสุขภาพของสิ่งแวดล้อม และถ้าหากแพลงก์ตอนต้องตายเกลี้ยง ในแม่น้ำก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย” และกล่าวเสริมว่า “เป็นเพราะการทิ้งขยะมูลฝอยลงแม่น้ำ ไปเลี้ยงให้พวกแบคทีเรียเจริญเติบโต”

เคยมีการประมาณว่า นับแม่น้ำคงคาช่วงตั้งแต่เมืองกอมุก ไปจนไหลลงสู่อ่าวเบงกอล ระยะทาง 2,510 กม.ได้มีการปล่อยน้ำโสโครกทิ้งลงสู่แม่น้ำเป็นปริมาณเกือบ1 พันล้านลิตร.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์

นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว
ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”

คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”

การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อัศจรรย์กุมารกำเนิด แม่ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ ล่วงหน้า

มารดาสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับลูกได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ยังไม่ได้ตั้งท้องลูกเลย โดยนักวิจัยได้ค้นพบปรากฏการณ์อันนี้จากหนูทดลอง

วารสารวิชาการ “ประสาทวิทยาศาสตร์” ของสหรัฐฯรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ อันมีศาสตราจารย์ลาร์รี เฟก โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยทัพฟ์ เป็นหัวหน้า พบในการศึกษาว่า หนูตัวเมียที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในสิ่งแวดล้อมอันพรั่งพร้อมด้วยของเล่นและเครื่อง ส่งเสริมต่างๆ สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ สู่ลูกๆของมันที่เพิ่งจะมาตั้งท้องขึ้นภายหลังได้

ศาสตราจารย์วิชาชีวเคมีกล่าวแจ้งว่า ลูกหนูที่เกิดมาเหล่านั้น พากันแสดงให้เห็นว่าได้รับมรดกความรู้ ที่แม่ของมันเคยเรียนรู้มาก่อนบางแง่ เขาอธิบายว่า “การเรียนรู้ทำให้ สมองของหนูที่เป็นแม่เปลี่ยนแปลงไป เกิดความ เจริญก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะเซลล์ประสาทของมันจะสื่อสารกันได้ดีขึ้น และสมองที่ถูกเปลี่ยน แปลงไปนี้ได้ถ่ายทอดมรดกให้กับลูกที่มันตั้งท้องขึ้นมาภายหลัง เป็นเวลาตั้งหลายอาทิตย์ ลูกๆของมันจะเล่นของเล่น และถีบจักรกันเป็น ถึงจะไม่เคยเห็นเองมาก่อน”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์

นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว

ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”

คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”

การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

หุ่นยนต์จิ๋วทะลวงหลอดเลือด

หุ่นยนต์จิ๋วทะลวงหลอดเลือด วิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ส่งเข้าไปในร่างกาย
เมื่อ พ.ศ. 2543 เคยมีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง “การเดินทางอย่างอัศจรรย์” เป็นเรื่องของหมอซึ่งโดนถูกย่อขนาดพร้อมกับเรือดำน้ำที่โดยสารอยู่ ให้มีขนาดเล็กจิ๋ว ถูกส่งให้เดินทางเข้าไปในหลอดโลหิตของคนไข้ ซึ่งมีก้อนเลือดอุดตันในสมองให้ไปช่วยชีวิต

มาบัดนี้ ซึ่งเป็นเวลา 43 ปีหลังจากนั้น จึงได้มีนักวิทยาศาสตร์ แจ้งว่า สามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์ติดเครื่องยนต์ตัวเล็กจิ๋วได้แล้ว จะใช้ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดของคน ซึ่งผู้ประดิษฐ์ได้ตั้งความหวังไว้ว่า วันหนึ่งจะได้ติดเครื่องตรวจวัดส่งเข้าไปตรวจตรา แล้วให้ส่งภาพกลับมาให้ศัลยแพทย์ดูได้ หรือไม่ก็อาจปรับแต่งให้มันเป็น เหมือนกับศัลยแพทย์จิ๋ว ให้เดินทางเข้าไปขุดคุ้ยก้อนเลือดที่อุดตัน หรือทะลวงหลอดเลือดที่ถูกอุด หรือได้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย

นายเจมส์ เฟรนด์ นักนาโนฟิสิกซ์ของห้องปฏิบัติการนาโน ฟิสิกซ์มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย ผู้ประดิษฐ์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์จิ๋วมีขนาดโตเพียง 3 ใน 4 ของมิลลิเมตร หรือโตกว่าเส้นผมขนาด 2-3 เท่าเครื่องยนต์ของหุ่นยนต์ใช้พลังไฟฟ้าที่เกิดจากแรงบีบอัด เหมือนกับที่ใช้ในนาฬิกาควอตซ์และไฟแช็กชั้นดี ส่งให้เดินทางทวนกระแสโลหิต ในหลอดเลือดที่กระแสไม่แรงนัก โดยที่มันจะส่งภาพหรือไม่ก็ขนสิ่งของ และในที่สุดอาจใช้ให้ผ่าตัดด้วยและเมื่อเสร็จงานก็จะใช้เข็มฉีดยาดูดเอากลับคืนมา.


ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

พบยาป้องกันหัวใจวาย

พบยาป้องกันหัวใจวาย เกล็ดเลือดเป็นตัวการของเลือดอุดตัน
นักวิทยาศาสตร์ได้พบหนทางป้องกันโลหิตอุดตัน อันเป็นสาเหตุของหัวใจวาย ซึ่งกำลังเป็นมัจจุราชเฉียบพลันอยู่ในปัจจุบันได้แล้ว
วารสารทางวิชาการ “คลินิกคอล อินเวสติเกชั่น” ที่สหรัฐฯรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งอังกฤษ ได้พบในการศึกษากับหนูทดลองว่า โปรตีนที่มีชื่อว่าพีเคซี อัลฟา เป็นตัวการสำคัญร่วมกับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน เหตุที่ร่างกายทำให้เลือดจับเป็นก้อน ก็เพื่ออุดตันเส้นเลือดเมื่อเกิดบาดแผล แต่หากเผอิญเกิดไปจับตัวกันเข้า ในหลอดเลือดไปสู่หัวใจ ก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แค่ในเมืองน้ำชาเพียงชาติเดียว ปีหนึ่งๆเหตุหัวใจวายทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 146,000 ราย
ทุกวันนี้ แม้จะมียาบางขนานที่มีสรรพคุณป้องกันเลือดจับตัวแข็ง อย่างเช่น แอสไพริน แต่ก็ยังมีข้อเสียอาจทำให้เลือดหยุดยากในบางราย
ศาสตราจารย์อลาสแตร์ หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า “เราพบว่าโปรตีน พีเคซี อัลฟา เป็นตัวคอยควบคุมให้เกล็ดเลือดมีความเหนียวเกาะติดกัน หากว่าขจัดมันออกเสีย ก็จะทำให้เลือดไม่อาจจับตัวกันได้ ที่สำคัญพอกัน และก็น่าประหลาด ก็คือเราก็พบพร้อมกันด้วยว่า หากขจัดโปรตีนออกไปได้ จะป้องกันไม่ให้เลือดหยุดยากได้อย่างไร” และเสริมว่า “ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะผลิตยานี้ออกขาย แต่เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่พบว่าได้ก้าวไปถูกทางแล้ว”.


ข้อมูลดีๆจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ