แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องมือ อุปกรณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องมือ อุปกรณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม

ปัญหาบัตรเครดิตปลอมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วโลกรวมทั้ง ประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศ โดยใช้วิธีการหลากหลายในการขโมยข้อมูลต่างๆ เช่น การแจ้งบัตรหายหรือบัตรถูกขโมย แล้วกลับนำบัตรไปใช้ในการทุจริต หรืออาจมีการปลอมแปลงเอกสารการสมัครเป็นชื่อบุคคลอื่นแล้วนำบัตรดังกล่าวไป ใช้ ที่พบเจอมากที่สุดก็คือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยคัดลอกข้อมูลในบัตรและปลอมบัตรใหม่ไปใช้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีความผิดเป็นอาชญากรข้ามชาติเลยทีเดียว

เนื่องจากผู้กระทำผิดในธุรกิจประเภทนี้มีทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่ เข้ามากระทำการในประเทศไทย โดยบุคคลทั้ง 2 กลุ่มนี้จะมีขั้นตอนการทำงานและวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้เคยจับกุมชาวต่างชาติกรณีใช้บัตรเครดิต ปลอม โดยใช้วิธีขโมยข้อมูลบัตรเครดิตผ่านทางสายโทรศัพท์ (wire  tapping) ของบุคคลอื่น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะใช้เครื่องแปลงข้อมูลลงในบัตรใหม่ โดยมีการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมหรือหนังสือเดินทางปลอมใช้ควบคู่กับ บัตรเครดิตที่ปลอมขึ้นและนำไปใช้ในทางทุจริต มีข้อมูลตัวเลขความเสียจากการปลอมแปลงบัตรเครดิตในประเทศอังกฤษ จากองค์กรชื่อ APAC ซึ่งเป็นองค์กรทางด้านธุรกรรมทางการเงินได้สรุปรายงานล่าสุดออกมาเกี่ยวกับ การเพิ่มขึ้นของมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากบัตรปลอมที่ทำขึ้นเลียนแบบบัตร จริงที่ออกโดยหน่วยงานในประเทศอังกฤษ ตัวเลขในรายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายในปี พ.ศ. 2552ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอังกฤษมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2551 19% หรือคิดเป็น36.9 ล้านปอนด์ ในขณะที่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนอกประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 17% หรือคิดเป็น 132.9 ล้านปอนด์ (รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จาก www.cardwatch.org.uk )จากปัญหาดังกล่าวเนคเทคจึงได้วิจัยพัฒนา “เครื่องตรวจสอบบัตรเครดิตปลอม”  ขึ้น






 


“เครื่องตรวจสอบบัตรเครดิตปลอม” เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งจากผลงานวิจัยของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโท นิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ นำโดย ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร และ นายยุทธนา อินทรวันณี ที่ได้ผสมผสานความรู้ทางด้านแสง อิเล็กทรอนิกส์ และ ซอฟท์แวร์ เข้าด้วยกัน ทั้งยังได้จดสิทธิบัตรคุ้มครอง และ มีผลการทดสอบที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการระดับสากลในวารสารวิชาการ Applied Optics เดือน ธันวาคม 2552 และ กุมภาพันธ์ 2553
เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอมที่ทางหน่วยฯ ได้พัฒนาขึ้นสามารถตรวจสอบตัวบัตรเครดิตได้ว่าเป็นบัตรเครดิตจริงหรือปลอม โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลที่เก็บอยู่ในภายแถบแม่เหล็กหรือชิป ทำให้ปราศจากข้อกังวลในเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เครื่องตรวจบัตรเครดิตรุ่นนี้ได้ผ่านการทดสอบในงานแสดงสินค้า ComMart โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (KTC) มาแล้ว ปัจจุบันหน่วยงานตรวจสอบบัตรเครดิตของบริษัท บัตรกรุงไทย (มหาชน) จำกัด และของธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีเครื่องรุ่นนี้ไว้ใช้แล้ว นอกจากนี้ทางหน่วยฯ ยังได้ขายสิทธิ์การผลิตให้แก่บริษัท นิวเวฟไอเดียส์ จำกัด เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป อนึ่งสำหรับบัตรเครดิตปลอมที่ตรวจสอบได้หมายถึงบัตรเครดิตที่ตัวบัตรเป็นของ ปลอม ไม่ใช่บัตรเครดิตจริงที่ถูกขโมยมา
คุณสมบัติเบื้องต้น:
 ชนิดของบัตรเครดิต       VISA, MasterCard
 ความถูกต้อง       100%
 เวลาที่ใช้ในการตรวจ       < 0.5 วินาที
  ขนาด (กxยxส)       9x17x10 ซม.3
 แรงดันไฟฟ้าที่ต้องการ       9-15 VDC, 1000 mA
 ลักษณะเด่น:  ขนาดกะทัดรัด ใช้งานง่าย ประหยัดพลังงาน

การใช้งาน: เพียง เปิดเครื่องฯ จากนั้นเสียบบัตรเครดิตที่ต้องการตรวจสอบเข้าช่องเสียบบัตร แล้วสังเกตหน้าจอแสดงผล หลังจากที่ระบบประมวลผลเสร็จ ตัวอักษรสีเขียวจะปรากฏบนหน้าจอ สำหรับกรณีบัตรเครดิตที่ตัวบัตรเป็นของจริง แต่จะปรากฏเพียงแถบสีเขียวหรือหน้าจอว่างกรณีที่ตัวบัตรเป็นของปลอม
ทำไมต้องตรวจสอบบัตรเครดิตด้วยเครื่องตรวจบัตรเครดิต? จริงๆ แล้วบัตรเครดิตทั้งของ VISA และ MasterCard มีเอกลักษณ์ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าสำหรับใช้จำแนกบัตรเครดิตจริงออก จากบัตรเครดิตปลอมอยู่ 5 ตำแหน่ง ดังนี้
  • ชื่อผู้ถือบัตร และ ตัวเลข 16 หลัก ซึ่งบ่งบอกชนิดของบัตร และ หน่วยงานที่เป็นผู้ออกบัตรให้
  • สัญลักษณ์ของบัตรเครดิต เช่น VISA และ MasterCard ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
  • บริเวณเก็บข้อมูล เช่น แถบแม่เหล็ก และ ชิป รวมไปถึงตัวเลข 3 หลัก ที่อยู่ด้านหลังบัตรเครดิต
  • ฮอโลแกรม หรือ รูปที่พิมพ์อยู่บนแถบโลหะ ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีหรือรูปร่างไปมาได้เมื่อมุมของการสังเกตหรือมุมของแสง เปลี่ยนไป สำหรับบัตร VISA จะเป็นรูปนก ส่วนบัตร     MasterCard จะเป็นรูปลูกโลก
  • ภาพเรืองแสงบนตัวบัตรเมื่อมีแสงแบล๊คไลท์ส่่องไปยังตัวบัตร 

   
 เอกลักษณ์ภายนอกที่ได้จากบัตรเครดิตจริง   เอกลักษณ์ภายนอกที่ได้จากบัตรเครดิตปลอม

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลให้เอกลักษณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่บน ตัวบัตรเครดิตปลอมเช่นกัน เพียงแต่ส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดในระดับไมโครเมตรหรือนาโนเมตรที่แตกต่างกัน ออกไป ซึ่งเกินความสามารถของตามนุษย์ที่จะแยกแยะความแตกต่างนี้ได้ เนื่องจากแสงมีความถี่สูง หรือ ความยาวคลื่นต่ำ ในระดับนาโนเมตร เครื่องตรวจบัตรเครดิตที่ใช้การผสมผสานความรู้สามแขนงเข้าด้วยกันตามที่ได้ อธิบายข้างต้น จึงสามารถแยกแยะความแตกต่างเบื้องต้นและแสดงให้เห็นได้ว่าตัวบัตรเครดิตที่ กำลังตรวจสอบนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการฝ่าย หน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เนคเทค
081-4326928 เบอร์โทรศัพท์ 025646900ต่อ2102 E-mail sarun.sumriddetchkajorn@nectec.or.th This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์ เนคเทค (10 ส.ค.53)

เรือดำน้ำประหยัดพลังงาน 100%



เรือดำน้ำ "Scubster" สัญชาติฝรั่งเศส ประหยัดพลังงานได้ถึง 100% เพราะขับเคลื่อนโดยใช้คนปั่น  เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง   EndlessFlyers association กับ อีกสองมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีในฝรั่งเศส  และสองหน่วยงานนี้จะเป็นตัวแทนจากฝรั่งเศสทีมแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันเรือ ดำน้ำระดับโลกที่จะจัดขึ้นที่อเมริกาอีกด้วย


ที่มา สำนักข่าวไทย

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ดวลปืน "เฟอร์มิแล็บ-เซิร์น" ตามล่าหา "อนุภาคพระเจ้า" ใครจะเจอก่อนกัน?

อาจจะไม่เร้าใจ เหมือนการดวลปืนของคาวบอย แต่การแข่งขันตามล่าหา "ฮิกกส์" ของห้องปฏิบัติการ "เฟอร์มิแล็บ" จากฟากสหรัฐฯ และ "เซิร์น" จากฝั่งยุโรป ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดานักฟิสิกส์ไม่น้อย

อาจจะไม่เร้าใจ เหมือนการดวลปืนของคาวบอย แต่การแข่งขันตามล่าหา "ฮิกกส์" ของห้องปฏิบัติการ "เฟอร์มิแล็บ" จากฟากสหรัฐฯ และ "เซิร์น" จากฝั่งยุโรป ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดานักฟิสิกส์ไม่น้อย
สำนักข่าวเอพีระบุว่า ท้ายที่สุดแล้ว เครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอน (Tevatron) ของห้องปฎิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคเฟอร์มิแห่งสหรัฐอเมริกา (Fermi National Accelerator Laboratory) หรือเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ในชานเมืองชิคาโก สหรัฐฯ กับเครื่องอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ของเซิร์น (CERN) ล้วนแข่งขัน เพื่อหาหลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของอนุภาคที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs) หรือที่รู้จักกันว่า "อนุภาคพระเจ้า" ซึ่งเชื่อว่าเป็นอนุภาคที่ก่อมวลให้กับสสารที่สร้างขึ้นเป็นเอกภพ
"อนุภาคดังกล่าว กลายเป็นเหมือนจอกศักดิ์สิทธิ์ของวงการฟิสิกส์พลังงานสูงมากว่า 30 ปี" โจ ลิคเกน (Joe Lykken) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของเฟอร์มิแล็บให้ความเห็น
เอพีระบุต่อว่าเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ปรากฏหลักฐานว่า อนุภาคฮิกกส์จะได้รับการค้นพบ โดยนักวิทยาศาสตร์จากเซิร์นซึ่งประจำอยู่ที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไม่ ใช่ที่เฟอร์ลิแล็บ ซึ่งลิคเกนก็ยอมรับว่า ผู้คนต่างหัวเราะในแนวคิดที่เฟอร์มิแล็บจะค้นพบอนุภาคฮิกกส์ โดยเครื่องเร่งอนุภาคของสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อตามหาอนุภาคฮิกก์ส
ทั้งนี้ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งปัจจุบันคือเครื่องเร่งอนุภาคให้ชนกันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีสมรรถนภาพสูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคเทวาตรอนมาก อีกทั้งยังเริ่มเดินเครื่องได้อย่างประทับใจคนทั่วโลกเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา โดยยิงลำอนุภาคโปรตอนด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง เข้าสู่ท่อลำเลียงลำอนุภาคของเครื่องเร่งในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา
อย่างไรก็ดี เพียงอาทิตย์กว่าๆ ให้หลังก็ต้องหยุดเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี เนื่องจากเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความผิดพลาดในการต่อสายไฟจนเป็นเหตุให้อุปกรณ์หลอมละลาย แต่ในเดือนนี้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเผยว่า ได้ซ่อมแซมและเพิ่มความปลอดภัยเพื่อป้องกันไฟไหม้อีกครั้ง โดยจะแล้วเสร็จในปลายเดือน ก.ย.นี้
ทางด้านนักวิทยาศาสตร์เฟอร์มิแล็บกล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคของพวกเขาก็เดินเครื่องไปได้ดี ซึ่งเพิ่มความหวังในการทดลองที่จะเกิดขึ้น คือการยิงลำอนุภาคโปรตรอนให้ชนกับลำปฏิโปรตรอน (antiproton) ว่าจะให้ผลเป็นอนุภาคฮิกก์สออกมา และดูเหมือนว่าการทดลองดังกล่าว จะเป็นหนทางในการใช้เงินอย่างชาญฉลาดด้วย
" เรากำลังพิจารณางบประมาณมหาศาล ที่ถูกตัดออกไปเมื่อปีก่อน และตอนนี้เรามีความหวังที่จะได้รับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังเร่งรีบที่จะหาวิธีใช้ประโยชน์เครื่องเร่งอนุภาคของเราให้ได้มากที่ สุด" ลิคเกนกล่าว
ส่วน ดีมิทรี เดนิซอฟ (Dmitri Denisov) นักวิทยาศาสตร์ของเฟอร์มิแล็บกล่าวว่า มี ความเป็นไปได้ ที่เป็นเฟอร์มิแล็บจะพบอนุภาคฮิกก์สอยู่ 50-90% และเชื่อว่าพวกเขามี "ของจริง" และโอกาสที่พิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้ว คาดว่าจะพบอนุภาคฮิกก์สได้ก่อนปี 2553 หรือ 2554
ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับในสังคมวิทยาศาสตร์ว่า การค้นพบอนุภาคฮิกก์สจะทำให้ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
"เรามีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้จริงๆ เพื่อมีโอกาสดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมค้นหาที่บ้าคลั่ง" ความเห็นของ จาโคโบ โกนิกส์เบิร์ก (Jacobo Konigsberg) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ซึ่งทำงานอยู่ที่เฟอร์มิแล็บ
อย่างไรก็ตาม เขาและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ซึ่งรวมทั้งผู้ทำงานที่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ได้ลดความสำคัญที่จะพูดเรื่องการแข่งขันลง แต่พุ่งเป้าไปยังงานที่นักวิทยาศาสตร์ต้องทำว่ามากเพียงใด รวมถึงความร่วมในการแบ่งปันข้อมูลกันโดยไม่ลังเล
ความเป็นมิตรระหว่างนักวิทยาศาสตร์จาก 2 ห้องปฏิบัติการ ที่แข่งขันหาสิ่งเดียวกันฉายชัดในเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของเฟอร์มิแล็บเอง ต่างก็ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ กับการทดสอบเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีครั้งใหญ่และครั้งแรก โดยที่แต่ละคนยังอยู่ในชุดนอน
"มันไม่ใช่การแข่งขัน จริงๆ นะ" ความเห็นของ ฮาร์วีย์ นิวแมน (Harvey Newman) ศาสตราจารย์ฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย หรือ คาลเทค (Caltech) ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่นำให้เกิดการวิจัยที่เซิร์น และกล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคของเฟอร์มิแล็บ มีกำลังเพียงพอที่จะแสดงความเป็นไปได้ของอนุภาคฮิกก์ส แต่ไม่ได้ให้ความมั่นใจว่าสิ่งที่ค้นหาได้นั้นคือการค้นพบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พ้องกับความเห็นของลิคเกน เพียงแต่บางรายละเอียดต่างไป
"เทวาตรอนไม่อาจชี้ชัดในที่สุดได้ และเรายังต้องการแอลเอชซี ให้ฟันธงว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นคือฮิกก์สจริงๆ แต่ หากเฟอร์มิแล็บค้นพบมากอย่างที่น่าจะเป็นฮิกก์สได้จริงๆ ปฏิกริยาที่ตามมาคงคล้ายแฟนทีมเบสบอลแสดงออกต่อชนะของทีมในดวงใจ และจะเป็นชัยชนะอันเหลือเชื่อสำหรับโครงการของสหรัฐฯ ที่ใช้เครื่องเร่งอนุภาคพลังงานต่ำที่เฟอร์มิแล็บ แล้วสร้างการค้นพบนี้" ลิคเกนกล่าว.

ที่มา
ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

สร้างเครื่องเอกซเรย์กำลังสูง ใช้ตรวจส่องงาน โบราณคดี

หนังสือพิมพ์ “ไทมส์” อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ แจ้งว่า นักวิจัยได้ช่วยกันประดิษฐ์เครื่องเอกซเรย์ซึ่งจะมีแสง สว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ หลายร้อยดวง เพื่อฉายตรวจลึกเข้าไปดูภายในของศพอาบยา และเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยโบราณอื่นๆ

นักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดี จะได้ใช้เครื่องมือนี้ ในการตรวจศึกษาวัตถุ ที่เป็นก้อนทึบโตๆ เพื่อจะวิเคราะห์องค์ ประกอบให้รู้ว่าทำมาอย่างไร โดยจะใช้ ศึกษาศพอาบยา ที่ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อียิปต์โบราณของอังกฤษก่อนอื่น
นายเจน ฮิลเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ร่วมประดิษฐ์เครื่องเอกซเรย์กำลังสูงเครื่องนี้กล่าวว่า จะได้ให้นักโบราณคดีใช้ศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ในสมัยโบราณต่างๆด้วย โดยไม่ต้องเจาะไชเข้าไปภายในแต่อย่างใด “ยังไม่เคยมีเครื่องมือที่จะสามารถตรวจกวาดและถ่ายภาพวัตถุ โบราณขนาดใหญ่ให้แม่นยำได้เท่านี้มาก่อนเลย”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

CES : ซัมซุงโชว์แอลซีดียักษ์บางที่สุดในโลก

เมื่อสองปีก่อน การพูดถึงความบางของหน้าจอแอลซีดีในหน่วยเซนติเมตรก็เป็นเรื่องตื่นเต้นมากแล้ว แต่ล่าสุด ผู้ผลิตแดนกิมจิและปลาดิบโชว์แอลซีดีความบางไม่ถึง 1 เซนติเมตร บุกมหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคหรือ Consumer Electronics Show (CES) งานนี้ซัมซุงคว้าแชมป์ผู้ผลิตแอลซีดีบางที่สุดสำเร็จด้วยสถิติ 6.5 มม. เฉือนเจวีซีซึ่งผลิตได้ 7 มม.

เจวีซีหรือ Victor Company of Japan นั้นเปิดตัวหน้าจอแอลซีดีบางพิเศษขนาด 32 นิ้วในงาน CES โดยรุ่นต้นแบบเป็นหน้าจอแอลซีดีคุณภาพความละเอียดสูงเต็มขั้นหรือ full high-definition ความหนา 7 มม.น้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัม กำหนดการวางจำหน่ายภายในปีนี้

ความหนา 7 มม.นั้นหนากว่าผลงานของซัมซุง (Samsung Electronics) ซึ่งเป็น เจ้าของตำแหน่งผู้ผลิตจอแอลซีดีบางที่สุดในโลกในขณะนี้ สถิติความบางคือ 6.5 มม.หรือ 0.26 นิ้ว เป็นความบางที่เหนือกว่าโทรศัพท์มือถือบางที่สุดในโลก

งาน 2009 International CES นั้นมีกำหนดจัดที่ลาสเวกัสในวันที่ 8-11 มกราคม ท่ามกลางผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ชิป และอื่นๆกว่า 2,700 บริษัทที่จะร่วมแสดงเทคโนโลยีใหม่ของค่าย

นอกจากความบาง ผู้ผลิตแอลซีดียังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีภาพสามมิติซึ่งเชื่อว่าจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยรายงานระบุว่ายักษ์ใหญ่แดนปลาดิบอย่างโซนี่จะสาธิตเทคโนโลยีกระจายสัญญาณภาพการแข่งขันกีฬาฟุตบอลแบบสามมิติครั้งแรกในงานนี้ด้วย คาดว่าจะเรียกเสียงฮือฮาจากผู้เข้าชมอย่าง

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เอ็มเทคพัฒนานวัตกรรมใหม่ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนจากเซรามิก-พลาสติก


เอ็มเทคร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูง โดยใช้เซรามิกและโพลิเมอร์ที่มีความแข็งแรงสูงผลิตเป็นแผ่นกันกระสุน ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ราคาถูกกว่านำเข้าเกือบเท่าตัว มีอายุใช้งานนานกว่า สามารถทนความชื้นและแสงแดดได้ดีกว่า

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงต้นแบบ ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถป้องกันกระสุนปืนระดับเอ็ม-16 และปืนไรเฟิล มีน้ำหนักเบากว่าเสื้อเกราะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าที่ผลิตด้วยวัตถุดิบนำเข้าเกือบเท่าตัว และมีประสิทธิภาพทัดเทียมต่างประเทศ

เสื้อเกราะกันกระสุนที่ผลิตขึ้นนี้เป็นเสื้อเกราะชนิดแข็ง ใช้แผ่นกันกระสุนที่ทำจากแผ่นเซรามิกและแผ่นโพลิเมอร์ HDPE ที่มีความแข็งแรงสูงมาประกบกันในลักษณะเป็นแผ่นโค้งที่ออกแบบให้รับกับสรีระของคนไทย ซึ่งแผ่นเซรามิกที่อยู่ด้านนอกจะทำหน้าที่ทำลายหัวกระสุน ด้วยคุณสมบัติของวัสดุเซรามิกที่เบาและแข็ง สามารถทำลายหัวกระสุนที่มีความเร็วสูงให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ และความแข็งช่วยให้กระจายแรงได้ดี ส่วนแผ่นโพลิเมอร์คอมโพสิทที่อยู่ด้านในทำหน้าที่กระจายแรงและลดแรงกระแทก ทั้งนี้เสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงดังกล่าวมีน้ำหนักเพียง 10 กิโลกรัม และผ่านการทดสอบคุณภาพจากกรมพลาธิการตำรวจแล้วว่ามีประสิทธิภาพการป้องกันภัยของเกราะบุคคลในระดับ 3 ตามมาตรฐาน NIJ (National Institute of Justice) ของสหรัฐอเมริกา คือสามารถป้องกันกระสุนปืน 7.62 ม.ม. ปืนเอ็ม-16 และปืนไรเฟิล ขณะที่ต้นทุนการผลิตเสื้อเกราะนี้อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อชุด ซึ่งต่ำกว่าราคาเสื้อเกราะกันกระสุนระดับเดียวกันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบเท่าตัว รวมทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า เพราะสามารถทนต่อความชื้นและแสงแดดได้ดีกว่า

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. โดยบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (พีทีทีพีเอ็ม) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลการจำหน่ายเม็ดพลาสติก InnoPlus HDPE ทั้งหมดของกลุ่ม ปตท. ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ 5.5 ล้านบาท พร้อมวัตถุดิบเม็ดพลาสติกให้กับมหาวิทยาลัยมหิดลและเอ็มเทค เพื่อใช้ศึกษาและพัฒนางานวิจัยแผ่นเซรามิกและแผ่นโพลิเมอร์ ในการผลิตเป็นเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงต้นแบบจำนวน 100 ตัว สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เสื้อเกราะกันกระสุนต้นแบบจะผลิตแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคมนี้ และจะมีการจะส่งมอบให้กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้งานต่อไป