แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัตว์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เกาหลีใต้โคลนนิงสุนัขเรืองแสง

โซล 29 เม..ย.- นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ในเกาหลีใต้ ได้เพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงออกมาเป็นสีแดง โดยใช้เทคนิคการลอกแบบพันธุกรรม หรือโคลนนิ่ง

ลูกสุนัขสายพันธุ์บีเกิล 4 ตัว ที่ได้รับการโคลนนิ่ง ถูกเรียกว่า “ Ruppy “ ย่อมาจาก “ Ruby Puppy “ หรือแปลเป็นไทยว่า “ ลูกสุนัขสีแดงทับทิม “ โดยนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ได้นำโปรตีนเรืองแสงตัดต่อเข้าไปในลูกสุนัขเหล่า นี้ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่ในห้องทดลอง จากนั้น จึงนำตัวอ่อนซึ่งเป็นลูกสุนัขโคลนนิงฝังเข้าไปในท้องแม่สุนัข

จน กระทั่งพวกมันถือกำเนิดออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2550 นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่า ลูกสุนัขเหล่านี้เปล่งแสงออกมาเป็นสีแดงได้จริงเมื่ออยู่ภายใต้แสงอุลตรา ไวโอเลต แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดด ก็จะเห็นผิวและอุ้งเท้าของมันเป็นสีชมพู

ตามปกติ สุนัขจะเป็นสัตว์ที่ไม่มียีนเรืองแสงในร่างกาย ผลการวิจัยครั้งนี้ จึงนับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการตัดต่อยีนต่างเผ่าพันธุ์ใส่เข้าไปในสุนัข จนทำให้พวกมันเรืองแสงออกมาได้ ก่อให้เกิดความหวังว่า ในอนาคตอาจมีการนำยีนที่เชื่อมโยงกับโรคภัยไข้เจ็บในมนุษย์ เช่น โรคพาร์คินสัน ปลูกถ่ายเข้าไปสุนัข เพื่อการศึกษาวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการโคลนนิงในเกาหลีใต้บอกว่า ก่อนหน้านี้ เคยมีการเพาะพันธุ์แมว หนู และลิงเรืองแสงมาแล้ว แต่การเพาะพันธุ์สุนัขเรืองแสงต้องใช้ความพยายามมากกว่า เพราะสุนัขถือเป็นสัตว์ที่รับการปลูกถ่ายยีนต่างเผ่าพันธุ์ได้ยากมาก.

ที่มา สำนักข่าวไทย

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กิมจิย้ำศักยภาพ โชว์ "ลูกสุนัขโคลนนิง" จากสเต็มเซลล์ไขมันครั้งแรก


ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโคลนนิงสุนัขอีกครั้ง หลังบริษัทวิจัยในเกาหลีใต้ทำสำเร็จ โคลนนิงลูกสุนัขบีเกิลได้ 2 ตัว จากเซลล์ต้นกำเนิด ในเนื้อเยื่อไขมันของสุนัขตัวต้นแบบเป็นครั้งแรก โอกาสสำเร็จสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง เปิดทางสู่ธุรกิจโคลนนิงสัตว์เลี้ยง และเอื้อประโยชน์ต่องานวิจัยทางการแพทย์

อาร์เอ็นแอล ไบโอ (RNL Bio) บริษัทเอกชนด้านพันธุวิศวกรรมแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ โชว์ความสำเร็จงดงามด้วยการโคลนนิงลูกสุนัข 2 ตัว ด้วยเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ (stem cell) จากเนื้อเยื่อไขมันของสุนัขตัวต้นแบบพันธุ์บีเกิล โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการโคลนนิงสำเร็จโดยใช้สเต็มเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน และมีการแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา ในกรุงโซล

เอเอฟพีระบุว่าทีมนักวิจัยของอาร์เอ็นแอล ไบโอ เริ่มแยกตัวอย่างเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) จากสุนัขพันธุ์บีเกิลเมื่อเดือน ต.ค. 51 จากนั้นแยกเอาสเต็มเซลล์ออกมาเพาะเลี้ยงต่อในห้องแล็บ แล้วทำการโคลนนิงโดยนำดีเอ็นเอจากเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อไขมันไปใส่ในเซลล์ไข่ของสุนัข และเพาะเลี้ยงได้ตัวอ่อนจำนวน 84 ตัว แล้วนำไปแบ่งฝากในท้องแม่สุนัขอุ้มบุญจำนวน 5 ตัว เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 51

จนกระทั่งเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. 52 แม่สุนัขตัวหนึ่งชื่อ ริเวอร์ (River) คลอดลูกสุนัขโคลนนิงออกมา 2 ตัว ซึ่งทีมวิจัยตั้งชื่อให้ลูกสุนัข 2 ตัวนี้ว่า เมจิก (Magic) กับ สเต็ม (Stem) นับว่าเป็นลูกสุนัขคู่แรกที่เกิดจากเทคนิคการโคลนนิงแบบใหม่ที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งนักวิจัยระบุว่ามีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการโคลนนิงโดยทั่วไปที่มักใช้เซลล์ร่างกาย (somatic cells) ของสิ่งมีชีวิตต้นแบบ

"หากเราพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้จนสมบูรณ์ การโคลนนิงสุนัขก็จะง่ายขึ้นเยอะ และยังลดต้นทุนในการโคลนนิงลงได้อีกมากด้วย" คำกล่าวของ รา จองชาน (Ra Jeong-Chan) ผู้บริหารของอาร์เอ็นแอล ไบโอ ซึ่งระบุอยู่ในรอยเตอร์ส พร้อมกับบอกด้วยว่าวิธีนี้จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการโคลนนิงสุนัขลดลงเหลือเพียงแค่ราว 50,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,750,000 บาท) ได้ภายใน 3 ปีนี้ จากเดิมที่เจ้าของสุนัขต้องควักกระเป๋าจ่ายไม่ต่ำกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,500,000 บาท) หากอยากโคลนนิงสุนัขแสนรักที่ตายไปแล้ว ทั้งยังจะเป็นประโยชน์ในการโคลนนิงสุนัขดมกลิ่นสำหรับใช้ในราชการด้วยเช่นกัน

ทีมวิจัยยังบอกอีกด้วยว่าเทคนิคนี้ยังมีประโยชน์ในด้านการศึกษาหาวิธีรักษาโรคทางพันธุกรรมในสุนัขที่คล้ายกับโรคในคน เช่น เบาหวาน เป็นต้น อีกทั้งเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อไขมันยังมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ส เบาหวาน ข้ออักเสบ และอีกหลายโรคด้วย

ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวนักวิจัยแสดงให้ดูเฉพาะภาพถ่ายของลูกสุนัขทั้ง 2 ตัว เท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้เห็นลูกสุนัขตัวจริง เนื่องจากเกรงว่าแม่สุนัขจะตกใจและอาจทำอันตรายลูกสุนัขได้

ด้าน ปาร์ก เซ-ปิล (Park Se-Pill) ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิงของเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับบริษัท อาร์เอ็นแอล ไบโอ กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีการโคลนนิงสัตว์ให้ก้าวหน้ามากขึ้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี และมีส่วนช่วยลดต้นทุนให้ถูกลงได้ รวมทั้งทำให้อุตสาหกรรมโคลนนิงสัตว์เลี้ยงมีโอกาสเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้ว อาร์เอ็นแอล ไบโอ ยังได้โคลนนิงสุนัขจากเซลล์ใบหูของสุนัขพันธุ์พิตบูลเทอร์เรียแช่แข็ง สัตว์เลี้ยงแสนรักของหญิงชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งเธอก็ยอมจ่ายเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้บริษัทดังกล่าวโคลนนิงสุนัขแสนรักให้กลับมาอยู่กับเธออีกครั้ง และนับว่าเป็นการโคลนนิงสัตว์เลี้ยงเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของโลกด้วย

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ฟอสซิล "งูยักษ์" ใหญ่สุดเท่าที่โลกเคยมี ขนาดอนาคอนดายังชิดซ้าย


ทีมนักวิทยาศาสตร์สุดตื่นเต้นปนเสียวสยอง เมื่อพบซากฟอสซิลของ "งูยักษ์" ในโคลอมเบีย คาดเป็นงูสายพันธุ์ใหญ่ที่สุดและเลื้อยอยู่บนโลกเมื่อ 60 ล้านปีก่อน มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่ารถบัส และสามารถเคี้ยวจระเข้เป็นของว่างได้เลย และน่าสนใจมากว่าโลกดึกดำบรรพ์ร้อนกว่าตอนนี้เยอะ

ข่าวการค้นพบฟอสซิลงูยักษ์สายพันธุ์โบราณบริเวณเหมืองถ่านหินทางตะวันออกเฉียงของประเทศโคลอมเบีย ได้รับความสนใจและตีพิมพ์ในสื่อต่างชาติจำนวนมากทั้งเอพี รอยเตอร์ส และเอเอฟพี ที่ระบุว่าน่าจะเป็นงูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ และผลงานวิจัยซากงูดึกดำบรรพ์นี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature)

จากการค้นพบฟอสซิลส่วนกระดูกสันหลังของงูยักษ์ดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว เจ้างูยักษ์ตัวนี้น่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และยาวกว่า 13 เมตร โดยที่งูสายพันธุ์นี้น่าจะมีน้ำหนักมากสุดได้ถึง 2 ตัน และยาวได้เต็มที่ 15 เมตร

นักบรรพชีวินวิทยาได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้กับงูยักษ์ชนิดนี้ว่า "ไททันโอโบอา แซร์อาโฮนเอนซิส" (Titanoboa cerrejonensis) (อ่านว่า "ty-TAN-o-BO-ah sare-ah-HONE-en-siss") ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลได้ว่า "งูยักษ์จากแซอาโฮน" (titanic boa from Cerrejon) ซึ่งเป็นเมืองที่ค้นพบฟอสซิลดังกล่าวตามที่ระบุในเอพี

เจสัน เฮด (Jason Head) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต (University of Toronto) ในเมืองมิสซิสซอกา (Missisauga) ประเทศแคนาดา หัวหน้าทีมนักวิจัย เผยว่างูยักษ์ดึกดำบรรพ์นี้มีความใกล้ชิดกับงูเหลือมในยุคปัจจุบัน แต่น่าจะมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับงูอนาคอนดามากกว่า นั่นคือใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ และสามารถเลื้อยคลานบนพื้นดินได้อย่างคล่องแคล่ว เหมือนเวลาว่ายอยู่ในน้ำ และน่าจะกินจุมากพอสมควร ซึ่งอาหารของมันอาจรวมถึงปลาขนาดใหญ่และจระเข้ด้วยก็ได้

อย่างไรก็ตาม โจนาธาน บลอช (Jonathan Bloch) นักวิจัยในทีมเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีกระดูกสันหลังยุคโบราณ ประจำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฟลอริดา (Florida Museum of Natural History) มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ให้ข้อมูลกับเอพีว่า ในบรรดางูสปีชีส์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนั้น นับว่างูหลามหรือไพธอน (python) เป็นงูที่ยาวที่สุดในโลก วัดได้ประมาณ 10 เมตร ส่วนงูอนาคอนดาเขียว (Green anaconda) ที่ครองแชมป์งูที่หนักที่สุดในโลกก็หนักเพียง 250 กิโลกรัมเท่านั้น ดังรายงานในบีบีซีนิวส์

บลอชให้ข้อมูลอีกว่า ทีมวิจัยค้นพบฟอสซิลงูยักษ์นี้จากเหมืองถ่านหินในเมืองแซอาโฮนตั้งแต่เมื่อต้นปี 2550 โดยพบแกนกระดูกสันหลังทั้งหมดประมาณ 180 ชิ้น คาดว่าน่าจะเป็นของงูยักษ์ร่วม 12 ตัว ซึ่งขณะนี้ทีมวิจัยก็ยังหวังว่าจะขุดค้นพบฟอสซิลส่วนกระโหลกได้ในเร็ววัน

"การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไททันโอโบอา สร้างความท้าทายให้กับพวกเราในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในอดีตของบริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง และอาจเป็นสิ่งแวดล้อมที่จำกัดสำหรับการวิวัฒนาการของงูยักษ์ชนิดนี้ และฟอสซิลของมันยังให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับแผ่นดินบริเวณนั้นในประวัติศาสตร์" เฮด กล่าวในเอเอฟพี

จากการวิเคราะห์ซากดึกดำบรรพ์และคำนวณด้วยเครื่องมือต่างๆ นักวิจัยประมาณการณ์ได้ว่าบริเวณเหมืองถ่านหินที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของไททันโอโบอาเมื่อราว 60 ล้านปีก่อน ซึ่งอยู่ในยุคที่เรียกว่า พาลีโอซีน (Palaeocene) มีสภาพเป็นป่าดิบเขตร้อน มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 30-34 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของป่าฝนเขตร้อนใดๆในยุคปัจจุบันราว 3-4 องศาเซลเซียส และสอดคล้องกับสภาพอากาศในยุคพาลีโอซีนที่คาดว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก

ข้อมูลดังกล่าวบอกเป็นนัยว่า หากในอนาคตภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิบริเวณพื้นผิวโลกสูงขึ้นประมาณ 1.8-4 องศาเซลเซียส ในอีกราว 100 ปีข้างหน้า ตามที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าสิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบหรือถูกทำลายไป แต่ป่าเขตร้อนก็อาจจะยังคงสามารถดำรงอยู่ได้เช่นเดียวกับเมื่อ 60 ล้านปีก่อน

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ (เอเอฟพี/เนเจอร์/Jason Bourque)