แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น

การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ

บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (Duke University) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการ สร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลาย เชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้

"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โดย ปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยา หรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด

"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่ง ในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง

ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิด อื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไป ได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น

"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้อง แล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่าย ดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว

โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบ ของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*

การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย

เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บ โดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไก ของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิตามินซีช่วยสุขภาพชายหนุ่ม ลดโอกาสเสี่ยงเป็น โรคเกาต์

รายงานการศึกษาของนักวิจัยในอเมริกาพบว่าผู้ชายที่ได้กินวิตามินซีในปริมาณที่สูงกว่า มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ น้อยกว่า

งานวิจัยในหัวข้อ ความสัมพันธ์ระหว่างการรับวิตามินซี กับการเกิดโรคเกาต์ ทำการศึกษากับชายจำนวน 46,994 คน ระหว่างปี พ.ศ.2529 - 2549 โดยฮีออน เค ชอย จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย แต่ปัจจุบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ได้ติดตามสอบถามถึงแบบแผนการกินของกลุ่มชายดังกล่าวทุก 4 ปี และดูว่าพวกเขากินอาหารที่มีวิตามินซี และอาหารเสริมหรือไม่ และในทุก 2 ปี ผู้เข้าร่วมศึกษาจะรายงานผลการตรวจโรคเกาต์ว่าโรคพัฒนาไปอย่างไรบ้าง

ผลปรากฏว่าในระหว่าง 20 ปีนั้น มีผู้ชาย 1,317 รายที่เป็นโรคเกาต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชายที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่า 250 มิลลิกรัมต่อวัน ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ ค่อนข้างจะลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ สำหรับกลุ่มที่รับวิตามินซีวันละ 500-999 มิลลิกรัม ลดลง 34 เปอร์เซ็นต์เมื่อรับวิตามินซี 1,000-1,499 มิลลิกรัม และปัจจัยเสี่ยงลดลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรับวิตามินซี 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือสูงกว่านั้น

วารสารอาร์ไคฟ์ออฟอินเทอร์นัลเมดิซิน รายงานผลการวิจัยชิ้นนี้และอ้างคำแถลงของผู้วิจัยด้วยว่า วิตามินซีอาจส่งผลต่อไตในการดูดซึมกรดยูริค เพิ่มความเร็วในการทำงานของไต หรือป้องกันการอักเสบ ซึ่งทั้งหมดนั้นช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ลงได้.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

น้ำแอปเปิ้ลสกัด ส่งผลหยุดเนื้อร้ายมะเร็งได้ชะงัด

นักวิจัยสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา เปิดเผยว่า หนูเป็นมะเร็งที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัด แสดงให้เห็นว่า มันสามารถจะถ่วงมะเร็งเนื้อร้ายจากเนื้อเยื่อต่อมไม่ให้เติบโตอีกต่อไปได้ และยิ่งให้หนูกินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มะเร็งชะงักหยุดได้เท่านั้น

ศาสตราจารย์ริว ไอลิง หัวหน้านักวิจัยเล่าว่า ไม่แต่เพียงสังเกตว่าหนูมีเนื้อร้ายน้อยลงเท่านั้น หากเนื้อร้ายยังหดเล็กลง คลายพิษของเนื้อร้ายลง และเติบโตได้ช้าลง เมื่อเทียบกับหนูตัวอื่นที่ไม่มีการรักษา ยิ่งหนูตัวที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลสกัดมากถึงวันละ 6 ลูก เนื้อร้ายจะแพร่กระจายเหลือเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น


นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ทั้งนี้เป็นอิทธิพลของพวกสารพฤกษเคมี เช่น ฟลาโวนอยด์หรือฟีโนลิก ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและการแพร่กระจายภายในเซลล์ของร่างกาย


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ดูรูปสาวนุ่งผ้าน้อยชิ้นบ่อยเข้า ทำสมองชายชินชา

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันที่อเมริกา พบว่า การได้เห็นรูปผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยบ่อยๆ ทำให้สมองผู้ชายบางคนชินชา มองเห็นแล้วรู้สึกเหมือนกับเห็นเป็นสิ่งของธรรมดาไป

พวกเขาได้ศึกษากับผู้ชาย โดยให้ดูรูปสาวในชุดอาบน้ำบิกินี พร้อมกับใช้เครื่องตรวจสแกนสมองไปด้วยพบว่าในผู้ชายบางคนจะมีสมองส่วนที่แสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งของเท่านั้นที่ตื่น กับผู้ชายคนที่รู้กันว่าเป็นคนเจ้าชู้ ส่วนของสมองซึ่งเคยแสดงความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นรูปมาก่อน แต่คราวนี้กลับนิ่งเฉย

ศาสตราจารย์ซูซาน ฟิสก์ อธิบายผลการศึกษาแสดงว่า ผู้ชายบางคนไม่รู้สึกเมื่อเห็นภาพผู้หญิงรูปร่างยวนสวาทเป็นมนุษย์ปุถุชน “ดิฉันไม่ได้พูดว่า พวกเขาเห็นเธอเป็นสิ่งของ เขาก็ยังรู้อยู่ว่าเธอเป็นมนุษย์อยู่ดี”

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับยักษ์ “เดอะ เทเลกราฟ” ของอังกฤษ รายงานต่อไปว่า อาจารย์ซูซานกล่าวว่า “เครื่องตรวจสแกนสมองแสดงให้เห็นว่า ปฏิกิริยาของผู้ชายที่มีต่อรูปภาพ เป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งของ ไม่ได้เป็นปฏิกิริยาที่มีต่อมนุษย์ที่เป็น 3 มิติเต็มตัวเลย” พร้อมกับเสริมว่า “เรื่องนี้ต้องโทษที่สังคมถูกถล่มปูพรมด้วยรูปสาวโป๊ๆ อยู่อย่างไม่ขาดสาย ทำให้ปฏิกิริยาของสมองของผู้ชายบางคน ที่มีความรู้สึกอย่างที่มีกับมนุษย์เฉื่อยชาลงไป พร้อมกับเทียบว่า แบบเดียวกับความรุนแรงที่พบเห็นกันอยู่ ในทีวี ก็เคยมีการศึกษาพบว่าทำให้คนจะรู้สึกชินชากับเรื่องร้ายแรงต่างๆ ได้เช่นกัน”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แม่น้ำคงคามีมลพิษ เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์เป็นมะเร็ง

นักชีววิทยาอเมริกันพบว่า น้ำในแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำที่ชนชาวฮินดูถือว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์หลายช่วง เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนสัตว์ ที่ล้วนเป็นโรคเนื้อร้าย

แพลงก์ตอนเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งไม่สามารถว่ายน้ำไปตามต้องการได้อิสระ จำแนกได้เป็น แพลงก์ตอนพืช และแพลงก์ตอนสัตว์ โดยเหตุที่แพลงก์ตอนมีความสำคัญ เป็นข้อต้นของห่วงโซ่อาหาร ของสัตว์ต่างๆ เมื่อพวกมันเป็นเนื้อร้าย ก็จะพลอยทำให้ปลาเล็กปลาน้อยซึ่งกินมันเป็นอาหารพลอยติดโรคไปด้วย และเมื่อปลาใหญ่กินปลาเล็กกินอาหารอีกทอดหนึ่ง ก็พลอยติดโรคต่อกันไปเป็นทอดๆ ซึ่งจะรวมถึงคนที่ไปกินปลาในแม่น้ำเป็นอาหารในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำคงคา ช่วงที่ไหลผ่านเมืองหริวอร์, กันปุระ, พาราณสี, ปัตนา และกัลกัตตาไปศึกษาที่ห้องปฏิบัติการในอเมริกา และได้นำมารายงานในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์ที่เมืองปัตนาว่า “มันเป็นเครื่องแสดงว่า แม่น้ำคงคามีปัญหาสุขภาพของสิ่งแวดล้อม และถ้าหากแพลงก์ตอนต้องตายเกลี้ยง ในแม่น้ำก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย” และกล่าวเสริมว่า “เป็นเพราะการทิ้งขยะมูลฝอยลงแม่น้ำ ไปเลี้ยงให้พวกแบคทีเรียเจริญเติบโต”

เคยมีการประมาณว่า นับแม่น้ำคงคาช่วงตั้งแต่เมืองกอมุก ไปจนไหลลงสู่อ่าวเบงกอล ระยะทาง 2,510 กม.ได้มีการปล่อยน้ำโสโครกทิ้งลงสู่แม่น้ำเป็นปริมาณเกือบ1 พันล้านลิตร.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์

นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว
ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”

คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”

การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อานุภาพของรสจูบ ส่งท้ายโอกาสเทศกาล'วัน วาเลนไทน์'

นักวิทยาศาสตร์ถือโอกาสเนื่องในวันวาเลนไทน์ ศึกษาว่ารสจูบทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พบว่ามันได้ปล่อยสารเคมีซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยระบายความเครียดของคนทั้งสองเพศ และช่วยผูกพันกันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

คณบดีคณะประสาทวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยลาฟาแยทต์ ดร.เวนดี้ ฮิลล์ ที่สหรัฐฯ รายงานผลการศึกษา ต่อที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกาว่า คู่นักศึกษาหญิงชายที่ใช้ในการทดลองเวลาจูบกัน มีการเปลี่ยนแปลงระดับของสารเคมีอย่างสำคัญในน้ำลาย เช่น สารออกซีโทซินซึ่งช่วยกระชับความรักใคร่ และคอร์ติโซล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับความเครียด ทั้งคู่ต่างมีระดับของคอร์ติโซลลดต่ำลงด้วยกันหลังการจุมพิต ซึ่งส่อว่าระดับความเครียดลดน้อยถอยลง แต่ในผู้ชายกลับมีออกซีโทซินระดับสูงขึ้น แสดงว่ารู้สึกติดใจในรสสวาทยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายหญิงกลับมีระดับต่ำลง “นับว่าน่าประหลาด”

เขายังรายงานว่า การจูบกันมีอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์มากว่าร้อยละ 90 การจูบก่อให้เกิดสิ่งขึ้น 3 สิ่ง คือก่อราคะ สร้างความรักใคร่ และความผูกพัน โดยแรงราคะเพื่อให้บุคคลเลือกคู่ ครอง ความรักจะช่วยให้มุ่งเป็นคนคนไป และความผูกพันจะช่วยให้ทั้งคู่ทนอยู่ร่วมกันไปจนกว่าจะมีลูกมีเต้าขึ้น
ดร.เวนดี้ยังกล่าวว่า “เมื่อเราจูบกัน มันจะไปปลุกส่วนของสมองขึ้นได้อย่างมหึมาและยิ่งถูกคน หากเป็นด้วยความรักด้วยแล้ว ก็จะยิ่งคงฤทธิ์อยู่ได้นาน”.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

"เครื่องดักฝัน" ใกล้เป็นจริง นักวิทย์ยุ่นฉายภาพจากสมองได้แล้ว

ภาพในฝันใกล้ได้เห็นจริง และความลับอาจจะไม่ลับอีกต่อไป เมื่อทีมนักวิจัยแดนปลาดิบ พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถฉายภาพ สิ่งที่ตาของคนเรามองเห็นได้ จากสัญญาณในสมอง อนาคตอาจมีเครื่องบันทึกความฝัน หรือเครื่องฉายภาพจากความรู้สึกนึกคิดของคนเราได้ไม่ยาก

ยูกิยาสุ คามิทานิ (Yukiyasu Kamitani) นำทีมนักวิจัยของสถาบันวิจัยนานาชาติด้านเทคโนโลยีทางการสื่อสารขั้นสูง (Advanced Telecommunications Research Institute International) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำเร็จการสร้างเทคโนโลยี การฉายภาพจากสมองของมนุษย์ได้โดยตรง ซึ่งสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า พวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสารนิวรอน (Neuron) ของสหรัฐอเมริกา
ในการศึกษาและทดลอง นักวิจัยให้อาสาสมัครที่เข้าร่วมกัน ทดลองมองดูภาพตัวอักษร 6 ตัว ของคำว่า "neuron" ขณะเดียวกันก็สังเกตการทำงานของสมองส่วนการมองเห็นของพวกเขา ผ่านทางเครื่องแสกนสมอง แล้วสามารถถ่ายทอดสัญญาณจากสมองของพวกเขาปรากฏออกมาเป็นอักษรดังกล่าวได้บนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปเรขาคณิต สีเทา ขาว และดำ แต่ก็ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก

ทั้งนี้ เมื่อตาของคนเรามองเห็นวัตถุ เรตินาจะเปลี่ยนภาพที่เห็นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และส่งไปยังสมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นบริเวณคอร์เทกซ์ (cortex) ทำให้เราเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร ในทำนองเดียวกัน ทีมวิจัยสามารถเชื่อมโยงสัญญาณนั้นเข้ากับอุปกรณ์ได้ แล้วฉายออกมาเป็นภาพที่บุคคลนั้นมองเห็น
สำหรับการทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ปัญหาทางด้านการสื่อสาร และศึกษาถึงความผิดปรกติหรือความซับซ้อนในจิตใจของคนเรา

"เวลาที่เราต้องการสื่อสาร เราจำเป็นต้องเคลื่อนไหวบางส่วนของร่างกาย เช่น การพูดออกมาจากปาก หรือใช้นิ้วพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์ แต่ถ้าหากเราสามารถรับข้อมูลที่ออกมาจากสมองได้โดยตรง ก็เป็นไปได้อย่างมากที่เราจะสามารถสื่อสารกันโดยการที่เราเพียงแค่นึกคิดว่าเราต้องการจะพูดอะไรออกมาเท่านั้น โดยที่เราไม่ต้องขยับร่างกายส่วนไหนเลย" คามิทานิ กล่าวกับรอยเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในทงการแพทย์สำหรับผู้ที่ไม่สามารถพูดได้ หรือมีอาการจิตหลอน

นักวิจัยระบุว่านี่เป็นเทคโนโลยีแรกในโลกที่ช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพสิ่งที่คนอื่นมองเห็นได้โดยดูภาพที่มาจากคลื่นสมองของเขาโดยตรง ซึ่งนักวิจัยจะพัฒนาต่อไปอีก และอาจเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราจะมีเทคโนโลยีที่สามารถบันทึกภาพที่เรานึกคิดอยู่ในหัวสมองแล้วนำมาฉายซ้ำอีกครั้งได้ รวมทั้งความทรงจำในใจ หรือแม้แต่บันทึกความฝันในขณะหลับก็ย่อมได้.

ข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นั่งให้ถูกท่า หน้าคอมพิวเตอร์

คนทำงานในออฟฟิศสมัยใหม่ทุกวันนี้ แต่ละวันมักจะหมดเวลาไปกับการนั่งยื่นคอจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ขณะที่มือก็คลิกเมาส์ กันเป็นระวิง ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าจนถึงตอนเย็นลุกจากโต๊ะก็พบว่าปวดเมื่อยไปทั่วตัว นั่นย่อมแสดงว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจากการทำงานเสียแล้ว ลองมาดูคำแนะนำดีๆ จากสมาคมศัลยศาสตร์กระดูกอเมริกา ที่บอกถึงวิธีการช่วยลดอาการเจ็บปวดและไม่ สบายเนื้อตัวจากการใช้คอมพิวเตอร์ โดยบอกถึงการจัดท่านั่งมาเป็นลำดับตั้งแต่ศีรษะจดเท้ากันเลยทีเดียว เริ่มจากต้องนั่งตัวตรง วางแนวให้หูทั้ง สองข้างขนานกับหัวไหล่และไหล่ทั้งสองข้างตั้งตรงขนานกับแนวสะโพก มาถึงช่วงแขน นั้น ก็ให้ปล่อยต้นแขนตามสบาย และให้ดึงมาแนบลำตัวเข้าไว้ ควรวางมือและข้อมือให้ยื่นตรงออกไปข้างหน้าตามแนวแขน สำหรับมือและนิ้วนั้น ก็ให้ปล่อยตามสบาย เมื่อพิมพ์หรือคลิกเมาส์หมั่นหาเวลาพักบ่อยๆ และยืดคลายมือ กับนิ้วเป็นระยะๆด้วย ส่วนเรื่องสายตาก็สำคัญต้องพักสายตาด้วยการมองไปที่อื่นนอกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ทั้งต้องพยายาม จัดตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้มีแสงสะท้อนให้น้อยที่สุด ตำแหน่งของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรวางให้ห่างจากตัวเราประมาณ 1 ช่วงแขน และอยู่ในระดับพอดีกับสายตาเพื่อจะได้ไม่ต้องแหงนคอตั้งบ่า หรือก้มหน้าจนเกินไปเมื่อมองหน้าจอ.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วัคซีนป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยให้รอดพ้นโรคร้ายได้มากถึง1ใน5

หากว่านักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเซาธ์ ออสเตรเลีย ทำการวิจัยได้สำเร็จจะสามารถช่วยป้องกันมนุษย์ จากโรคมะเร็งร้ายไว้ได้มาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จอห์น เฮย์บอลล์ กับคณะ กำลังศึกษาค้นคว้า สร้างวัคซีนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งพวกที่เกิดจากไวรัส อย่างเช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบชนิด บี และโรคจากเชื้อไวรัสหูด ไวรัสนี้เป็นตัวการก่อให้ เกิดโรคมะเร็งถึงร้อยละ 20 “ถ้าหากเราสามารถป้องกันไม่ให้ติดเชื้อนี้ได้ ก็จะมีทางที่จะลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งลงได้ถึง 1 ใน 5 นับเป็นความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว” หมอจอห์นกล่าวต่อไปว่า “เราหวังว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีหลัก เพื่อก่อรูปของวัคซีนซึ่งไม่แต่เพียงเพื่อป้องกันเท่านั้น หากยังรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ อันเกิดจากไวรัส หลังจากที่มันได้ยึดที่มั่นอยู่ในตัวคนได้ แล้วด้วย




ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ออกกำลังหนักช่วงสั้นๆ หนีโรคหัวใจได้ดีกว่าออก กำลังระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลัง แนะให้ใช้การทุ่มออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกๆ 2-3 วัน จะสามารถหนีพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กับโรคหัวใจได้ไกล
ศาสตราจารย์เจมส์ ทิมมอนส์ อาจารย์วิชาการออกกำลังทางชีววิทยา มหาวิทยาลัยเฮเรียต-วัตต์ที่อเมริกา กล่าวว่า คนเราควรจะหันมาเอาใจใส่ ในการออกกำลังอย่างหนักในช่วงเวลา 2-3 นาที และได้เสนอให้ปั่นจักรยานออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง พักละครึ่งนาที 4 พัก อาทิตย์ละ 3 หน โดยได้บอกว่า คนเราจะสามารถ ตัดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและเบาหวานลงได้เองอย่างมากมาย หากออกกำลังอย่างเอาจริงเอาจัง

เขาได้รายงานผลการศึกษาในวารสารวิชาการ” โรคของต่อมไร้ท่อผิดปกติ” ว่า ได้ให้อาสาสมัครออกกำลังด้วยการให้ปั่นจักรยานออกกำลังอย่างเร็ว ครั้งละ 30 วินาที 4 พัก ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ปรากฏผลว่าอินซูลินในตัวพวกเขาทำงานดีขึ้นกว่าเก่าถึงร้อยละ 23 เขาเห็นว่าแม้ว่าการวิจัยมุ่งเฉพาะแต่กับคนหนุ่ม แต่ก็เห็นว่าคงเป็นผลดีกับคนทุกเพศทุกวัยด้วยกัน และมันยังให้ผลเหนือกว่า “การวิ่งวันละ 1 ชม.” แบบเดิมด้วย


กลิ่นสาวเหมือนกับหอมใหญ่

กลิ่นสาวเหมือนกับหอมใหญ่ กลิ่นผู้ชายกลับไป เหมือนกลิ่นนมกลิ่นเนย
เคยเชื่อกันมาว่า ผู้หญิงมีกลิ่นกาย อันเป็นกลิ่นเสน่ห์กับผู้ชาย และบัดนี้ นักวิทยาศาสตร์พบแล้วว่ากลิ่นตัวของคนเรา ผู้หญิงจะมีกลิ่นเหมือนกับหอมหัวใหญ่ ส่วนผู้ชายมีกลิ่นเหมือนเนย คณะนักวิจัยเมืองนาฬิกาได้ศึกษา โดยดมกลิ่นเหงื่อจากซอกรักแร้ ของผู้หญิง 25 คน และผู้ชาย 24 คน หลังจากที่ให้คนเหล่านี้เข้าไปอบเซาน่า หรือขี่จักรยานออกกำลังมานาน 15 นาที

นายคริสเตียน สตาร์คเกนมานน์ พนักงานบริษัท “ไฟเมนิช” ที่นครเจนีวา ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยให้กับบริษัทผลิตน้ำหอมสำหรับใช้ทำอาหารและเครื่องสำอาง บอกเปิดเผยว่า “กลิ่นของผู้ชายจะเหมือนกับเนย และกลิ่นผู้หญิงจะเหมือนกับหอมหัวใหญ่หรือลูกเกรปฟรุ้ต”

ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัครที่นักวิทยาศาสตร์เกณฑ์มาเป็นเอกเทศ ต่างพากันร้องว่ากลิ่นจากรักแร้ผู้หญิงไม่หอมเลย เมื่อนำไปวิเคราะห์พบว่า เพราะกลิ่นนั้นมีส่วนผสมของกำมะถันอยู่มากถึงมิลลิลิตรละ 5 มิลลิกรัม ในขณะที่ของผู้ชายมีเพียง 0.5 มิลลิกรัมเท่านั้น

วารสารวิทยาศาสตร์อันมีชื่อเสียง “เดอะ นิว ไซเอนทิสต์” กล่าวว่า ผลการวิจัยอาจนำไปใช้ในการหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องกลิ่นตัวเสียใหม่ และผลิตยาระงับกลิ่นตัวใหม่ๆ ออกมา เพื่อดับกลิ่นตัวที่ต่างกันของทั้งสองเพศ.

อวัยวะที่ไร้ประโยชน์

นักวิทยาศาสตร์ฟินแลนด์ค้นพบความสำคัญของสะดือ ถึงขนาดที่ว่า คนเราอาจจะใช้เป็นหลักในการมองหา คู่ครอง ให้เลือกผู้ที่มีสะดือสวย

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ นายศิงโคเนน ได้ขยายความรู้ของสะดือ ไว้ในวารสารของมหาวิทยาลัยเฮล ซิงกิเมื่อเร็วๆนี้ว่า สะดือเป็นนอวัยวะซึ่งตำราการแพทย์หลายเล่ม ถือว่าเป็นส่วนที่ไม่มีประโยชน์เลยกับร่างกายนั้น แท้จริงมีหลักฐานอยู่มากมายยืนยันว่า มันมีความสำคัญมากกว่านั้น

เขาได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด สะดือจะมีขนาดเล็กมาก ลักษณะไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเหมือนรอยแผลหยาบๆ แต่ในหมู่มนุษย์มีอยู่ในหลายวัฒนธรรมที่ให้ความสนใจในแง่ศิลปะ นอกจากนั้นพวกเศรษฐีอีกมากหลาย ยอมเสียเงินเสียทองเพื่อจะเสริมแต่งให้มันดูดี

เขาได้เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมิสซูรี ในสหรัฐฯเคยศึกษา โดยขอให้ช่วยกันเลือกว่าสะดือรูปร่างแบบไหน เป็นแบบสวยที่สุด ได้ผลออกมาว่า สะดือมีลักษณะสวยที่สุด จะต้องมีรูปทรงเหมือนกับ ตัวทีในภาษาอังกฤษ.


ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

หุ่นยนต์จิ๋วทะลวงหลอดเลือด

หุ่นยนต์จิ๋วทะลวงหลอดเลือด วิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ส่งเข้าไปในร่างกาย
เมื่อ พ.ศ. 2543 เคยมีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง “การเดินทางอย่างอัศจรรย์” เป็นเรื่องของหมอซึ่งโดนถูกย่อขนาดพร้อมกับเรือดำน้ำที่โดยสารอยู่ ให้มีขนาดเล็กจิ๋ว ถูกส่งให้เดินทางเข้าไปในหลอดโลหิตของคนไข้ ซึ่งมีก้อนเลือดอุดตันในสมองให้ไปช่วยชีวิต

มาบัดนี้ ซึ่งเป็นเวลา 43 ปีหลังจากนั้น จึงได้มีนักวิทยาศาสตร์ แจ้งว่า สามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์ติดเครื่องยนต์ตัวเล็กจิ๋วได้แล้ว จะใช้ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดของคน ซึ่งผู้ประดิษฐ์ได้ตั้งความหวังไว้ว่า วันหนึ่งจะได้ติดเครื่องตรวจวัดส่งเข้าไปตรวจตรา แล้วให้ส่งภาพกลับมาให้ศัลยแพทย์ดูได้ หรือไม่ก็อาจปรับแต่งให้มันเป็น เหมือนกับศัลยแพทย์จิ๋ว ให้เดินทางเข้าไปขุดคุ้ยก้อนเลือดที่อุดตัน หรือทะลวงหลอดเลือดที่ถูกอุด หรือได้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย

นายเจมส์ เฟรนด์ นักนาโนฟิสิกซ์ของห้องปฏิบัติการนาโน ฟิสิกซ์มหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย ผู้ประดิษฐ์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์จิ๋วมีขนาดโตเพียง 3 ใน 4 ของมิลลิเมตร หรือโตกว่าเส้นผมขนาด 2-3 เท่าเครื่องยนต์ของหุ่นยนต์ใช้พลังไฟฟ้าที่เกิดจากแรงบีบอัด เหมือนกับที่ใช้ในนาฬิกาควอตซ์และไฟแช็กชั้นดี ส่งให้เดินทางทวนกระแสโลหิต ในหลอดเลือดที่กระแสไม่แรงนัก โดยที่มันจะส่งภาพหรือไม่ก็ขนสิ่งของ และในที่สุดอาจใช้ให้ผ่าตัดด้วยและเมื่อเสร็จงานก็จะใช้เข็มฉีดยาดูดเอากลับคืนมา.


ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อิ่มไม่อ้วน

เพิ่งจะเลี้ยงฉลองปีใหม่ ผ่านไป เผลอแป๊บเดียว อ้าว! ตรุษจีนมาเยือนอีกแล้ว ทั้งสองเทศกาลต่างก็นำพาความสุขมาสู่หมู่ชน โดยเฉพาะคนชอบชิม ชอบกินอาหารอร่อยเลิศรสต่างก็อดใจไม่ไหว แม้ในใจอาจจะกังวลอยู่นิดๆ ว่ากินมากไปแล้วจะอ้วน แต่ไม่ต้องห่วง เรามีเคล็ดลับอิ่มไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลงานเลี้ยงต่างๆ มาฝากกัน
ข้อแรก กินโปรตีนเยอะได้ แต่ไขมันต้องน้อย เพราะโปรตีนจะทำให้รู้สึกอิ่มนาน อย่างเนื้อไก่ก็ต้องเอาหนังออก ส่วนอาหารพวกแป้งและไข-มันให้กินได้แต่ต้องน้อยถึงน้อยที่สุด
ข้อสอง กินผักผลไม้ให้ หลากหลาย อันนี้ไม่ได้บอกให้กินแต่ผัก แต่มีคำแนะนำว่าให้กินผักและผลไม้หลายชนิดคละกันไปพร้อมอาหาร
เคล็ดลับข้อสาม ตักอาหารทีละน้อย อย่าตักจนล้นจานแล้วเสียดายทีหลัง
ข้อสี่ เริ่มต้นกินอาหารน้ำๆ ก่อน เพื่อให้กระเพาะรับอาหารหนักๆ ได้น้อยลง จะทำให้รู้สึกอิ่มและได้อรรถรสในการกินไปพร้อมกันโดยไม่ต้องกินมาก
ข้อห้า ควรพักยกระหว่างรับประทาน อย่าได้ใช้เวลากินติดกันนานรวดเดียว แต่เมื่อรู้สึกอิ่มแล้วให้รีบลุกจากโต๊ะแล้วชวนกันไปคุยที่อื่น ถ้าหิวแล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่ได้อีก
ข้อหก ถ้าเป็นงานเลี้ยงแบบที่เอาอาหารไปด้วย ควรนำอาหารไขมันต่ำติดตัวไป
ข้อเจ็ด ให้เพลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง แม้การเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงจะเป็นเรื่องยาก แต่ให้ท่องไว้ว่าไวน์หรือเบียร์หนึ่งแก้วใหญ่ ให้พลังงาน 200 แคลอรี ดังนั้นยิ่งดื่มมากยิ่งเพิ่มแคลอรีใส่ตัวมากขึ้น
ข้อแปด กินแล้วต้องออกกำลังกาย เรื่องนี้สำคัญมากขาดไม่ได้ โดยอาจหารูปแบบการออกกำลังกายแบบ
ง่ายๆ ในบ้าน เช่น หยอกล้อเล่นกับเด็ก หรือวิ่งไล่จับกันในบ้านก็เป็นการออกกำลังกายที่มีงานวิจัยรับรองว่าได้ผลดีเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดลับที่นำมาจากจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข เดือนมกราคม 2552 ของ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยหวังว่าจะทำให้อิ่มและไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลกันได้อย่างสบายใจ.

ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ประดิษฐ์กล้องช่วยมองให้ผู้สายตาพิการ

ประดิษฐ์กล้องช่วยมองให้ผู้สายตาพิการ คน ตาบอดกลับมองเห็น
ผู้ที่สายตาพิการ อาจจะมีโอกาสมองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง โดยการใช้กล้องที่กำลังมีผู้คิดประดิษฐ์ขึ้น

นักวิจัยเอลิสะเบธ โกลด์ริง ของสถาบันเทคโนโลยี แมสซาชูเสตต์ร่วมกับร็อบ เวบบ์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แห่งอเมริกา ได้ประดิษฐ์ “เครื่องช่วยการมอง” มีขนาดเท่ากับกระเป๋าหิ้ว ประกอบด้วยจอแอลซีดีและกล้องถ่ายภาพดิจิตอล ช่วยให้คนตาบอดมองเห็นได้ มันทำงานโดยป้อนภาพที่เห็นไปยังจอแอลซีดี อันเป็นจอที่ใช้ไดโอดเปล่งแสงสร้างความสว่างให้เกิดภาพ จอจะรวบรวมข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดให้กลายเป็นจุดเดียว แล้วป้อนไปให้ที่ดวงตา ช่วยให้ผู้ตาบอดมองเห็นสิ่งนั้น

นักพัฒนาทั้งคู่กล่าวแจ้งว่า ในการทดลอง กล้องทำให้ผู้พิการทางสายตามองเห็นหน้าเพื่อนของตน และถึงกับถ่ายภาพได้
ตัวกล้องมีรูปร่างสี่เหลี่ยมโตประมาณ 5 นิ้ว ตั้งอยู่บนขาตั้ง เจ้าของแจ้งว่า ยังมีราคาถูกมากกว่าเครื่องส่องตรวจส่วนในของตาด้วยเลเซอร์ ซึ่งมีราคาอยู่ระหว่าง 140,000 ถึง 3,500,000 บาท.


ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

น้ำแอปเปิ้ลคั้นช่วยป้องกันสมองเสื่อม

น้ำแอปเปิ้ลคั้นช่วยพิทักษ์รักษา ป้องกันสมองเสื่อม
นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์แห่งสหรัฐฯ พบในการศึกษาว่า หนูที่เลี้ยงด้วยน้ำแอปเปิ้ลคั้น จะเดินในทางเดินวกวนเป็นเขาวงกตได้คล่องขึ้น และสมรรถภาพร่างกายก็ไม่ค่อยเสื่อมถอยเหมือนอย่างหนูชราตัวอื่นด้วย

วารสารทางวิชาการ “โรคสมองเสื่อม” รายงานผลการศึกษาว่า นักวิจัยได้เลี้ยงหนูด้วยน้ำแอปเปิ้ลคั้น ลองให้กินวันละ 2 แก้ว เป็นเวลา 1 เดือน และเมื่อได้ผ่าตรวจสมองหนูออกดู พบว่ามีเศษโปรตีน ที่เรียกว่า “เบตา อไมลอยด์” ซึ่งจับสมองเป็นคราบ แบบเดียวกับที่พบตามสมองของคนที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เกาะจับอยู่เพียงเล็กน้อย.

ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

พบยาป้องกันหัวใจวาย

พบยาป้องกันหัวใจวาย เกล็ดเลือดเป็นตัวการของเลือดอุดตัน
นักวิทยาศาสตร์ได้พบหนทางป้องกันโลหิตอุดตัน อันเป็นสาเหตุของหัวใจวาย ซึ่งกำลังเป็นมัจจุราชเฉียบพลันอยู่ในปัจจุบันได้แล้ว
วารสารทางวิชาการ “คลินิกคอล อินเวสติเกชั่น” ที่สหรัฐฯรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งอังกฤษ ได้พบในการศึกษากับหนูทดลองว่า โปรตีนที่มีชื่อว่าพีเคซี อัลฟา เป็นตัวการสำคัญร่วมกับเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อน เหตุที่ร่างกายทำให้เลือดจับเป็นก้อน ก็เพื่ออุดตันเส้นเลือดเมื่อเกิดบาดแผล แต่หากเผอิญเกิดไปจับตัวกันเข้า ในหลอดเลือดไปสู่หัวใจ ก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แค่ในเมืองน้ำชาเพียงชาติเดียว ปีหนึ่งๆเหตุหัวใจวายทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 146,000 ราย
ทุกวันนี้ แม้จะมียาบางขนานที่มีสรรพคุณป้องกันเลือดจับตัวแข็ง อย่างเช่น แอสไพริน แต่ก็ยังมีข้อเสียอาจทำให้เลือดหยุดยากในบางราย
ศาสตราจารย์อลาสแตร์ หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า “เราพบว่าโปรตีน พีเคซี อัลฟา เป็นตัวคอยควบคุมให้เกล็ดเลือดมีความเหนียวเกาะติดกัน หากว่าขจัดมันออกเสีย ก็จะทำให้เลือดไม่อาจจับตัวกันได้ ที่สำคัญพอกัน และก็น่าประหลาด ก็คือเราก็พบพร้อมกันด้วยว่า หากขจัดโปรตีนออกไปได้ จะป้องกันไม่ให้เลือดหยุดยากได้อย่างไร” และเสริมว่า “ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะผลิตยานี้ออกขาย แต่เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่พบว่าได้ก้าวไปถูกทางแล้ว”.


ข้อมูลดีๆจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ