วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เอ็มเทคพัฒนานวัตกรรมใหม่ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนจากเซรามิก-พลาสติก


เอ็มเทคร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูง โดยใช้เซรามิกและโพลิเมอร์ที่มีความแข็งแรงสูงผลิตเป็นแผ่นกันกระสุน ได้คุณภาพมาตรฐานสากล ราคาถูกกว่านำเข้าเกือบเท่าตัว มีอายุใช้งานนานกว่า สามารถทนความชื้นและแสงแดดได้ดีกว่า

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผลิตเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงต้นแบบ ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถป้องกันกระสุนปืนระดับเอ็ม-16 และปืนไรเฟิล มีน้ำหนักเบากว่าเสื้อเกราะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าที่ผลิตด้วยวัตถุดิบนำเข้าเกือบเท่าตัว และมีประสิทธิภาพทัดเทียมต่างประเทศ

เสื้อเกราะกันกระสุนที่ผลิตขึ้นนี้เป็นเสื้อเกราะชนิดแข็ง ใช้แผ่นกันกระสุนที่ทำจากแผ่นเซรามิกและแผ่นโพลิเมอร์ HDPE ที่มีความแข็งแรงสูงมาประกบกันในลักษณะเป็นแผ่นโค้งที่ออกแบบให้รับกับสรีระของคนไทย ซึ่งแผ่นเซรามิกที่อยู่ด้านนอกจะทำหน้าที่ทำลายหัวกระสุน ด้วยคุณสมบัติของวัสดุเซรามิกที่เบาและแข็ง สามารถทำลายหัวกระสุนที่มีความเร็วสูงให้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ และความแข็งช่วยให้กระจายแรงได้ดี ส่วนแผ่นโพลิเมอร์คอมโพสิทที่อยู่ด้านในทำหน้าที่กระจายแรงและลดแรงกระแทก ทั้งนี้เสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงดังกล่าวมีน้ำหนักเพียง 10 กิโลกรัม และผ่านการทดสอบคุณภาพจากกรมพลาธิการตำรวจแล้วว่ามีประสิทธิภาพการป้องกันภัยของเกราะบุคคลในระดับ 3 ตามมาตรฐาน NIJ (National Institute of Justice) ของสหรัฐอเมริกา คือสามารถป้องกันกระสุนปืน 7.62 ม.ม. ปืนเอ็ม-16 และปืนไรเฟิล ขณะที่ต้นทุนการผลิตเสื้อเกราะนี้อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อชุด ซึ่งต่ำกว่าราคาเสื้อเกราะกันกระสุนระดับเดียวกันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบเท่าตัว รวมทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า เพราะสามารถทนต่อความชื้นและแสงแดดได้ดีกว่า

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. โดยบริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (พีทีทีพีเอ็ม) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลการจำหน่ายเม็ดพลาสติก InnoPlus HDPE ทั้งหมดของกลุ่ม ปตท. ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ 5.5 ล้านบาท พร้อมวัตถุดิบเม็ดพลาสติกให้กับมหาวิทยาลัยมหิดลและเอ็มเทค เพื่อใช้ศึกษาและพัฒนางานวิจัยแผ่นเซรามิกและแผ่นโพลิเมอร์ ในการผลิตเป็นเสื้อเกราะกันกระสุนคุณภาพสูงต้นแบบจำนวน 100 ตัว สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เสื้อเกราะกันกระสุนต้นแบบจะผลิตแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคมนี้ และจะมีการจะส่งมอบให้กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้งานต่อไป

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แฉอดีตนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูลงานวิจัย สหรัฐฯ แอบปิด (แต่ไม่มิด)

เผยแฟ้มลับนักวิทย์ MIT ปลอมข้อมูล แต่มีบทลงโทษแค่ไม่ทำงานวิจัย 5 ปี ซ้ำทางการยังปิดเงียบ แม้ผ่านมาหลายปี ส่งผลยังมีนักวิจัยคนอื่นนำไปใช้อ้างอิงอยุ่เนืองๆ ล่าสุด "เนเจอร์" คุ้ยหน่วยตรวจสอบ รับมีการรวบรวมหลักฐานหวังเอาผิดนักวิจัยจอมลวงโลกเพิ่มเติม

"ลุค ฟาน ปาริจส์" (Luk Van Parijs) อดีตรองศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาวัย 39 ปี ชาวเบลเยี่ยม ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology: MIT) ในเมืองแคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ถูกจับได้ว่ากระทำความผิดทางอาญาด้วยการปลอมแปลงรายงานวิจัย และถูกตัดสิทธิ์การทำงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมา
ทว่า กรณีดังกล่าว ไม่ได้มีการประกาศ หรือแถลงข่าวใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านจริยธรรมในงานวิจัยของ ทางการสหรัฐฯ เลย ซึ่งวารสารเนเจอร์ได้ระบุชัดว่า เป็นการ "ปกปิด" กรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ผลงานวิจัยปลอม ที่ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารไปแล้วหลายเรื่อง บางฉบับก็ยังคงไม่ประกาศถอน ส่งผลให้ยังคงมีนักวิจัยนำไปใช้อ้างอิงอยู่ โดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ

ดังนั้น เนเจอร์จึงตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่เฟเดอรัล รีจิสเตอร์ (Federal Register) หน่วยงานเก็บเอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมีข้อมูลชัดว่า ฟาน ปาริจส์ สร้างข้อมูลเท็จในเอกสารขอทุนวิจัยจำนวน 5 ฉบับ และในรายงานผลการวิจัยอีก 10 เรื่อง ซึ่งมี 7 เรื่องที่ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร รวมถึงข้อมูลเท็จอยู่ในบทหนึ่งของหนังสือเล่มหนึ่ง และในพรีเซนเตชันอีกหลายเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่ามีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดดังกล่าวด้วยหรือไม่
เมื่อถูกจับได้ว่า ปลอมแปลงเอกสารและรายงานผลการวิจัย ส่งผลให้ฟาน ปาริจส์ถูกไล่ออกจากเอ็มไอที ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเขาในปี 2548 พร้อมกับยอมรับโทษด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่า จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ ในการวิจัย ที่รัฐบาลเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนเป็นเวลา 5 ปีนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
"รายงานวิจัยปลอมหลายเรื่อง ถูกเผยแพร่ในวารสารหลายฉบับ และเป็นเวลาหลายปีมาแล้วด้วย เรารอจนกระทั่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดได้เพื่อให้คุ้มค่าแก่การเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำความผิด" คำพูดที่ระบุในเนเจอร์ของ จอห์น ดาห์ลเบิร์ก (John Dahlberg) นักไวรัสวิทยาที่ควบตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยสืบสวนการกระทำผิด (Division of Investigative Oversight) สำนักงานตรวจสอบจริยธรรมในการ วิจัย หรือโออาร์ไอ (Office of Research Integrity: ORI) ซึ่งเป็นองค์การที่ตรวจสอบการกระทำผิดในการวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (US National Institutes of Health)

ทั้งนี้ โออาร์ไอมีข้อมูลการสืบสวนความผิดดังกล่าวอยู่ 11 ฉบับ ทั้งของพวกเขาเองและจากรายงานการสอบสวนของ 3 สถาบัน ที่ฟาน ปาริจส์เคยร่วมงานด้วย ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ เอ็มไอที, คาลเทค (California Institute of Technology: Caltech) ในพาซาเดนา และโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ (Brigham and Women's Hospital) ของวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School)

ในเฟเดอรัล รีจิสเตอร์ ระบุว่า ฟาน ปาริจส์ สร้างตัวเลขเท็จในรายงานวิจัย เช่น ผลการวิเคราะห์การแสดงออกของโปรตีนในเซลล์ ซึ่งเขาใช้ข้อมูลที่ได้จากการทดลองในประชากรเซลล์กลุ่มเดียวมาอ้าง เสมือนว่าทำการทดลองในเซลล์หลากหลายกลุ่ม
แม้โอไออาร์จะไม่เปิดเผยรายงานการสอบสวน ทว่าอดีตสมาชิกในแล็บของฟาน ปาริจส์คนหนึ่ง ที่ไม่เปิดเผยนาม ได้กล่าวกับทีมข่าวของเนเจอร์ว่า ฟาน ปาริจส์ถูกกล่าวหาครั้งแรกในปี 2547 เมื่อครั้งที่มีนักศึกษาระดับหลังปริญญาเอก (postdoc) 2 ราย นำเสนอผลงานระหว่างการประชุมสัมมนาของสถาบัน (MIT symposium) โดยใช้ผลสรุปจากงานของฟาน ปาริจส์ แต่เมื่อมีโพสต์ด็อกอีก 4 รายพร้อมด้วยนักศึกษาปริญญาโท ซักค้าน แต่ฟาน ปานริจส์ก็ไม่สามารถอธิบายถึงข้อสรุปอ้างดังกล่าวได้ ทำให้พวกเขาส่งข้อสังเกตดังกล่าวไปทางต้นสังกัดที่เอ็มไอที
เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้เอ็มไอทีต้องสั่งปิดแล็บของปาริจส์ พร้อมกับยุติการให้ทุนวิจัย และหยุดการพิจารณายอมรับผลการวิจัยทั้งหลายของเขา ทว่ายังอนุญาตให้อยู่ในคณะต่อไป กระทั่งในเดือน ต.ค. 2548 ทางสถาบันจึงประกาศว่า ฟาน ปาริจส์ถูกไล่ออกแล้ว หลังจากที่เขายอมรับแล้วว่า ได้บิดเบือนข้อมูลในรายงานวิจัยฉบับดังกล่าว และอีกหลายฉบับที่ยังไม่ได้เผยแพร่ รวมทั้งในใบสมัครขอรับทุนวิจัยด้วย

แม้ว่านักวิจัยหลายคน ที่เคยอ้างอิงข้อมูลและวารสารหลายฉบับที่เคยตีพิมพ์ผลวิจัยของฟาน ปาริจส์ ได้เพิกถอนข้อมูลเท็จของเขาไปแล้ว ทว่ายังมีผลวิจัยเท็จอีกมากกว่า 4 เรื่อง ที่อยู่ในวารสารอิมมูนิตี (Immunity) และในวารสารอื่น ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเพิกถอนออกไปแต่อย่างใด
เช่น กรณีที่ฟาน ปาริจส์และคณะ เผยแพร่รูปภาพในวารสารอิมมูโนโลจี (Journal of Immunology) โดยอ้างว่าเป็นผลที่ได้จากการทดสอบโปรตีนบีซีแอล-2 (Bcl-2) และเบตา-แอคติน (beta-actin) ทว่าเขายังได้นำรูปภาพชุดเดียวกันนี้ ไปใช้ในรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอิมมูนิตี (Immunity) ซึ่งระบุว่ามาจากการทดสอบโปรตีนราส (Ras) และ ราส-จีทีพี (Ras-GTP) โดยข้อผิดพลาดที่ตีพิมพ์ในวารสารอิมมูโนโลจีได้รับการแก้ไข แต่ในวารสารอิมมูนิตีกลับไม่มีการแก้ไข

ด้านคาลเทคระบุว่า ในปี 2550 เดวิด บอลติมอร์ (David Baltimore) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยหลังปริญญาเอกให้กับฟาน ปาริจส์ ได้รับเชิญให้มาตรวจสอบรายงานผลการวิจัย 2 ฉบับของฟาน ปาริจส์ ที่นำเสนอสู่วารสารอิมมูนิตี แต่สุดท้ายรายงานทั้ง 2 ฉบับก็ไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งบรรณาธิการจัดการของวารสารฉบับดังกล่าว ก็ไม่ให้ความเห็นใดๆ ต่อสถานะของรายงานเหล่านั้น

ขณะเดียวกันก็มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่นำผลงานวิจัยของฟาน ปาริจส์ไปอ้างอิง ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลที่หลอกลวง ดังเช่น จอห์น โครลิวสกี (John Krolewsk) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่นำไปอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมากเมื่อไม่นานมานี้

อย่างไรก็ดี การปลอมแปลงงานวิจัย รวมทั้งการสร้างข้อมูลเท็จในเอกสารขอรับทุนวิจัย ถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี 2548 เอริค โพห์ลแมน (Eric Poehlman) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ (University of Vermont) ในสหรัฐฯ ก็ถูกพิพากษาให้จำคุก 1 ปี จากการกระทำผิดฐานฉ้อโกง

จากกรณีนี้ ผอ.โออาร์ไอระบุว่า ฟาน ปาริจส์อาจไม่ได้รับโทษมากขนาดโพห์ลแมน เพราะปาริจส์ยังนับเป็นศาตราจารย์ชั้นผู้น้อย (junior professor) อาจรอดพ้นจากการดำเนินคดีไปได้ เพราะเขาเพิ่งจะขอเพิ่มทุนสำหรับห้องแล็บของตัวเอง

ทว่า ผอ.จากฝ่ายตรวจสอบการกระทำผิดด้านงานวิจัยก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทุนที่ฟาน ปาริจส์ขอไปก็เพิ่งได้รับเมื่อไม่นานมานี้ และเงินก้อนใหญ่ที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายไปอยู่ที่ไหน? ส่วนทุนอื่นๆ รวมทั้งทุนที่ให้แก่งานที่ปลอมข้อมูลก็ลงนามโดยเหล่าผู้ร่วมงานอาวุโส ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้อัยการมุ่งประเด็นไปที่ผลประโยชน์จากเงินก้อนโตในการขอทุนที่แม้จะมีการกระทำผิด ก็ยังมีการลงนาม โดยคณะกรรมการร่วมลงนามก็มีความผิดร่วมด้วย

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีการปลอมแปลงข้อมูลลงในงานวิจัย จนได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลกโดยทีมงานของ ดร.ฮวาง อูโซก (Hwang Woo-suk) นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ ชาวเกาหลีใต้กลายเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลก และหลังจากวารสารต่างๆ ได้ถอนรายงานของเขา เขาก็ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเงินทุนของรัฐบาลเช่นกัน.

ข้อมูลดีๆ จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

เด็ก 9 ขวบเจ๋ง สร้างแอปพลิเคชันบนไอโฟน

ลองนึกดูว่าคุณในวัย 9 ขวบกำลังทำอะไรอยู่ บางคนอาจจะวาดภาพระบายสีบนกระดาษ แต่น้องลิม ติง เวน หนุ่มน้อยวัย 9 ขวบชาวมาเลเซียซึ่งอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ กลับใช้เวลาว่างพัฒนาโปรแกรมระบายสีภาพบนไอโฟน ซึ่งมีสาวกไอโฟนดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 4,000 ครั้งใน 2 สัปดาห์

เจ้าหนูลิมผู้นี้ศึกษาอยู่ชั้นประถม 4 เป็นผู้สร้างโปรแกรมระบายสี Doodle Kids สำหรับใช้บนไอโฟน โทรศัพท์มือถือเล่นอินเทอร์เน็ตของแอปเปิล โปรแกรมนี้ทำให้ผู้ใช้ไอโฟนสามารถวาดภาพบนไอโฟนด้วยการลากนิ้วไปมาบนหน้าจอ สามารถลบภาพด้วยการเขย่าโทรศัพท์ โดยโปรแกรมดังกล่าวถูกดาวน์โหลดไปแล้ว 4,000 ครั้ง หลังจากเปิดให้ดาวน์โหลดบนร้านไอจูนส์ (iTunes) ของแอปเปิลเป็นเวลาเพียง 2 สัปดาห์

"ผมเขียนโปรแกรมนี้ขึ้นมาเพื่อน้องสาว ซึ่งชอบวาดภาพมาก" หนูลิมกล่าวถึงน้องสาววัย 3 และ 5 ขวบ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างโปรแกรมบนไอโฟนครั้งนี้

รายงานระบุว่า หนุ่มน้อยแดนลอดช่องรายนี้มีความสามารถในการเขียน ActionScript และ JavaScript มีความเข้าใจโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ เช่น Applesoft BASIC, GSoft BASIC, Complete Pascal, Orca/Pascal และ Objective-C อีกเล็กน้อย เริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ที่ผ่านมามีผลงานเขียนโปรแกรมทั้งสิ้น 20 ชิ้น

เชื่อว่าเบื้องหลังความสามารถของเจ้าหนูอัจฉริยะรายนี้คือคุณพ่อนาม ลิม ดี เชียน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทไอทีแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ และมีงานอดิเรกคือการเขียนโปรแกรมสำหรับไอโฟนเช่นกัน

"ทุกเย็นเราจะมาดูอีเมลสถิติที่ไอจูนส์ส่งมาให้ด้วยกัน เพื่อดูว่าโปรแกรมของใครมียอดดาวน์โหลดสูงกว่า" คุณพ่อลิมเล่า โดยบอกว่าหนูลิมชื่นชอบการอ่านหนังสือการเขียนโปรแกรมเป็นพิเศษ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสร้างแอปพลิเคชันไอโฟนชิ้นอื่น เป็นเกมนวนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ชื่อ "Invader Wars"

ข้อมูลดีๆจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ Lim Ding Wen

ไอบีเอ็มจับมือกูเกิลปั้นซอฟต์แวร์สุขภาพ

ยักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) จับมือกับกูเกิล (Google) พัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดที่สามารถโอนย้ายข้อมูลจากอุปกรณ์การแพทย์ส่วนบุคคล เช่น เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องตรวจวัดชีพจร เป็นต้น เข้าไปบันทึกในบริการบันทึกข้อมูลสุขภาพออนไลน์ Google Health และบริการค่ายอื่นๆ เพื่อให้ทีมคุณหมอและนักกายภาพสามารถดึงข้อมูลได้จากระยะไกลแสนสะดวกสบาย

รายงานระบุว่า ไอบีเอ็มได้รับความช่วยเหลือจากสมาคม Continua Health Alliance องค์กรซึ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานเพื่อให้อุปกรณ์การแพทย์ต่างชนิดต่างค่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยซอฟต์แวร์ของไอบีเอ็มจะดึงเอาข้อมูลสุขภาพในอุปกรณ์สุขภาพพกพาส่วนบุคคล มาส่งตรงเข้าสู่บริการ Google Health ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้เก็บข้อมูล จัดการ และแบ่งปันข้อมูลสุขภาพออนไลน์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2008 ที่ผ่านมา

แม้พันธมิตรการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ไอบีเอ็มเลือกคือ Google Health แต่ Sameer Samat ผู้รับผิดชอบบริการ Google Health กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างสองบริษัทจะทำให้ผู้ให้บริการรายอื่นและผู้ใช้ได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า เนื่องจากบริการบันทึกข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลออนไลน์หรือ personal health record (PHR) รายอื่นนอกจากกูเกิล ก็สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ไอบีเอ็มเช่นกัน

"ซอฟต์แวร์นี้ของไอบีเอ็มเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ส่วนตัวแบบพกพาและโรงพยาบาล สามารถช่วยให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อมูลสุขภาพเข้าสู่แพลตฟอร์ม PHR ได้ง่ายขึ้น"

ไม่ใช่เพียงไอบีเอ็ม เอชพี (Hewlett-Packard) ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และออราเคิล (Oracle) ต่างก็พัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งตรงตามมาตรฐานที่สมาคม Continua Health Alliance กำหนดเช่นกัน

นอกจากความร่วมมือกับไอบีเอ็ม กูเกิลยังเปิดตัวซอฟต์แวร์ใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆสามารถส่งข้อมูลตำแหน่งพื้นโลกที่ตนเองยืนอยู่ในขณะนั้นให้กับเพื่อนและครอบครัวแบบอัตโนมัติ ใช้ชื่อบริการว่า Google Latitude สามารถใช้บริการใน 27 ประเทศ

ผู้ใช้ Google Latitude จะสามารถเลือกได้ว่าจะส่งข้อมูลพิกัดเส้นรุ้งแวงที่ตนเองยืนอยู่ให้ใครและในเวลาใดก็ได้ รวมถึงสามารถเลือกสถานที่ที่ต้องการแสดงละติจูดได้ด้วย โดยบริการนี้สามารถใช้งานร่วมกับ Google map ทั้งจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์พีซี

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ Google IBM

ไมโครซอฟท์เตรียมทำโปรแกรมโอเพ่นซอร์ส

นักเขียนบล็อกในวงการไอทีตื่นเต้นกันยกใหญ่ เมื่อมีความเป็นไปได้สูงที่ไมโครซอฟท์จะใช้บริษัท Danger บริษัทพัฒนาบริการและซอฟต์แวร์บนโทรศัพท์มือถือซึ่งไมโครซอฟท์ซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นช่องทางในการแทรกตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวงการโอเพ่นซอร์ส

การคาดเดาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการประกาศรับนักพัฒนาโปรแกรมระบบปฏิบัติการ NetBSD สำหรับใช้งานบนโทรศัพท์มือถือซึ่งใช้ระบบ Sidekick ของบริษัท Danger ที่กลายเป็นบริษัทในเครือไมโครซอฟท์ไปแล้วในขณะนี้ ความน่าสนใจอยู่ที่ NetBSD นั้นเป็นระบบปฏิบัติการมาตรฐานเปิดที่สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่หลากหลายทั้งคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์สารพัดชนิด นัยที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นว่า ไมโครซอฟท์กำลังทำให้ Sidekick ทำงานร่วมกับ NetBSD แทนที่จะเป็น Microsoft CE

Sidekick คือยี่ห้อโทรศัพท์มือถือ ออแกไนเซอร์และเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตแบบพกพา ซึ่งใช้แอปพลิเคชันและระบบปฏิบัติการของ Danger ผู้ใช้ Sidekick สามารถเล่นเกม ใช้เว็บเครือข่ายสังคม อินเทอร์เน็ต รับส่งอีเมล และโปรแกรมสนทนา ได้รับความนิยมมากในวัยรุ่นต่างประเทศ ตัวเครื่องผลิตโดยชาร์ปและโมโตโรลา บางรุ่นจัดจำหน่ายโดยทีโมบายล์

อย่างไรก็ตาม นักเขียนบล็อกเชื่อว่าผู้ใช้ Sidekick ดั้งเดิมจะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่านักพัฒนาทั่วไปจะไม่ได้พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่สำหรับอุปกรณ์ Sidekick อย่างอิสระ ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดไลเซนส์ BSD ซึ่งควบคุม NetBSD นั้นไม่ได้ผลักดันให้ไมโครซอฟท์ต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดทั้งหมดที่บริษัทให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาขึ้นแก่นักพัฒนารายอื่น แม้ NetBSD จะมีพื้นฐานเป็นโปรแกรมโฮเพ่นซอร์สเต็มตัวก็ตาม

จุดนี้ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไมโครซอฟท์จะสร้างซอฟต์แวร์ระบบปิดไว้รอบ NetBSD นักเขียนบล็อกบางรายถึงกับเดาว่า ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile ในอนาคตอาจจะรันบนแพลตฟอร์ม NetBSD ก็ได้

Garrett D'Amore นักพัฒนารายหนึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งมากหากไมโครซอฟท์เลือกแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สอย่าง NetBSD มาพัฒนาแกนประมวลผลในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดย D'Amore เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ "ไมโครซอฟท์จะสร้างซอฟต์แวร์ระบบปิดไว้รอบ NetBSD" อาจอยู่ในรูปการพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้หรือ user interface ลักษณะเดียวกับ Windows ไปสร้างบนแพลตฟอร์ม NetBSD

"เชื่อว่า NetBSD จะเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากสำหรับไมโครซอฟท์ เนื่องจากสามารถนำไปฝังในระบบหรือ embed ในอุปกรณ์ต่างๆได้ง่าย มีชื่อเสียง บำรุงรักษาได้ดี มีความปลอดภัย และทำงานโดยใช้ทรัพยากรระบบน้อยมาก" ที่สำคัญ ไมโครซอฟท์สามารถนำ NetBSD ไปใช้งานได้ฟรี เพียงแค่เขียนข้อความให้เครดิตไว้เท่านั้น NetBSD จึงเป็นที่สนใจของนักพัฒนาวงกว้างมาตลอด

เช่นเดียวกับ Avi Greengart นักวิเคราะห์จากบริษิทวิจัย Current Analysis ซึ่งมองว่าการเข้าสู่วงการโอเพ่นซอร์สครั้งนี้จะเป็นการยกระดับโมเดลธุรกิจของไมโครซอฟท์ โดยชี้ว่าที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ยังคงสามารถทำเงินจากการขายซอฟต์แวร์ได้อยู่แม้จะประกาศยึดเอาหลักการโอเพ่นซอร์สบางอย่างมาใช้แล้ว เช่น การรักษาให้บริษัท Powerset ซึ่งไมโครซอฟท์ซื้อมายังคงพัฒนาเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สต่อไป รวมถึงการเริ่มแบ่งปันข้อมูลซอร์สโค้ดซึ่งไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้นแก่โปรแกรมเมอร์รายอื่น แม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีประวัติเป็นปรปักษ์กับสังคมโอเพ่นซอร์สมายาวนาน

การประกาศซื้อบริษัท Danger ของไมโครซอฟท์ในครั้งนั้นเคยมีการคาดการณ์กันว่าเป็นการขยายตลาด Windows Mobile แต่บางส่วนไม่ปักใจเชื่อเนื่องจาก Windows Mobile นั้นขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องมือทางธุรกิจและสนับสนุนอินเทอร์เฟสแบบไม่มีลูกเล่นมากนัก ขณะที่ผู้ใช้ Sidekick ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ Danger มักเป็นคนหนุ่มสาวและใช้งานเอสเอ็มเอสมากกว่า

ยังมีหลักฐานอื่นที่ชี้ว่าการพัฒนาให้ Sidekick เป็นโอเพ่นซอร์สกำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือการที่ Danger เคยประกาศว่ากำลังพัฒนา NetBSD เมื่อปี 2007 ทำให้เป็นไปได้สูงมากที่ไมโครซอฟท์จะตัดสินใจให้ Danger พัฒนาโปรแกรมบน NetBSD ต่อไป ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่มีตัวแทนจาก Danger ออกมายืนยันการใช้งาน NetBSD ของบริษัทแต่อย่างใด

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ Danger