แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาราศาสตร์ อวกาศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดาราศาสตร์ อวกาศ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

ทุ่มมา 12 ปี สหรัฐฯ พร้อมสร้างดวงอาทิตย์(จำลอง)บนโลก

สหรัฐฯ เตรียมยิงเลเซอร์ยักษ์ 192 ตัวใส่ไฮโดรเจน สร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่เกิดในใจกลางดวงอาทิตย์ไว้บนโลก ก่ออุณหภูมิได้ 100 ล้านองศา หลังทุ่มเทเวลามากว่า 12 ปี โดยเริ่มต้นการทดลองได้ มิ.ย.นี้ นับเป็นความหวังสร้างโรงไฟฟ้าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่ให้พลังงานมหาศาล

หน่วยงานการเผาไหม้เครื่องยนต์แห่งสหรัฐฯ (The US National Ignition Facility) หรือเอ็นไอเอฟ ได้จำลองความเป็นไปได้ในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้พลังงานสะอาดหมดจดได้

สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า ห้องปฏิบัติการของสำนักงานแห่งนี้ จะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.52 ด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์จากเครื่องกำเนิดขนาดใหญ่ 192 ตัวไปที่ก้อนเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งหากการทดลองได้ผลต้องมีพลังงานได้ออกมากกว่าพลังงานที่ใส่ให้ระบบ

ดร.เอ็ด โมเซส (Dr.Ed Moses) ผู้อำนวยการเอ็นไอเอฟกล่าวว่า การทดลองนี้ถือเป็นหลักไมล์สำคัญ และพวกเขากำลังไปได้สวย ในการทดลองเพื่อควบคุมการเกิดปฏฺกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันอันคงที่ และให้พลังงานออกมาเป็นครั้งแรก โดยสหรัฐฯ ใช้เวลาถึง 12 ปีเพื่อสร้างเครื่องไม้เครื่องมือและเลเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดนี้ ซึ่งการทดลองจะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.52 นี้ และคาดว่าจะได้ผลที่แสดงนัยสำคัญออกมาในช่วงปี 2553-2555

สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันนั้น ถูกมองว่าเป็นเหมือน "จอกศักดิ์สิทธิ์" ของแหล่งพลังงาน ในแง่ของศักยภาพที่จะให้พลังงานสะอาดอย่างเกือบไร้ขีดจำกัด แต่นักวิทยาศาสตร์ยังห่างไกล ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชิวชันที่ใช้งานได้ เชิงปฏิบัติมาหลายทศวรรษ

แต่ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่า พวกเขากำลังเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว โดยการทดลองหลายๆ อย่างทั่วโลก พุ่งเป้าไปที่การก่อสร้างอาคารสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

ทั้งนี้ ในกระบวนการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันนั้น ไฮโดรเจนในรูปไอโซโทปที่หนักกว่าอย่าง "ดิวเทอเรียม" (deuterium) และ "ทริเทียม" (tritium) จะหลอมรวมกันกลายเป็นฮีเลียม ซึ่งดิวเทอเรียมนั้นพบได้ทั่วไปในน้ำทะเล ขณะที่ทริเทียมก็เตรียมได้จากลิเธียม ซึ่งเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปในดิน และเมื่อไอโซโทปเหล่านี้รวมกันที่อุณหภูมิสูง มวลเพียงเล็กน้อยจะสูญเสียไปและพลังงานมหาศาลจะถูกปล่อยออกมา

ในธรรมชาติปฎิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน เกิดขึ้นที่ใจกลางของดาวฤกษ์ โดยที่ความดันมหาศาลเนื่องจากความโน้มถ่วงทำให้เกิดปฏิกิริยาที่อุณหภูมิประมาณ 10 ล้านองศาเซลเซียส แต่ในที่ความดันต่ำกว่ามากอย่างบนโลก จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงกว่านั้นมาก คือประมาณ 100 ล้านองศาเซลเซียส เพื่อให้เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น โดยหน่วยงานเอ็นไอเอฟของสหรัฐฯ ได้มุ่งทำการทดลองนี้โดยอาศัยเลเซอร์ที่มีกำลังสูงอย่างยิ่งยวด

"เมื่อเลเซอร์ทั้งหมดของเอ็นไอเอฟเผาไหม้ที่พลังงานเต็มที่ จะปล่อยพลังงานจากรังสีอัลตราไวโอเลต 1.8 เมกะจูลส์ไปยังเป้าหมาย" ดร.โมเซสอธิบาย โดยความเข้มของพลังงานจากเลเซอร์ที่เอ็นไอเอฟผลิตขึ้นนี้มากกว่าระบบเลเซอร์ที่เคยมีถึง 60 เท่า

เมื่อเกิดการเผาไหม้จะมีพัลส์ (pulse) สั้นๆ ไม่กี่ "นาโนวินาที" (nanosecond) หรือประมาณ 1 ในพันล้านของวินาที แต่ปล่อยพลังงานออกมา 500 แสนล้านวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ เสียอีก และพลังงานที่เข้มมากนี้จะพุ่งตรงไปยังก้อนพลังงานที่เป็นก้อนกลมๆ จากนั้นละลายผิวของก้อนพลังงานแล้วหลอมรวมวัสดุที่เหลืออยู่ภายใน

"กระบวนการนี้ทำให้เกิดอุณหภูมิเป็น 100 ล้านองศาและมีความดันสูงกว่าความดันอากาศบนโลกพันล้านเท่า ขับให้นิวเคลียสของไฮโดรเจนหลอมรวม แล้วปลดปล่อยพลังงานออกมามากกว่าพลังงานเลเซอร์ที่ใช้จุดให้เกิดปฏิกิริยาหลายเท่า" ดร.มอสส์กล่าว

หากการทดลองได้ผล เอ็นไอเอฟจะทำให้ได้พลังงานมากกว่าที่ใส่ให้เลเซอร์เพื่อเริ่มต้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ 10-100 เท่า และการทดลองอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นว่าการทำให้เกิดพลังงานลักษณะนี้เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีใครให้ภาพได้ว่าพลังงานสุทธิที่จะได้รับนั้นเป็นเท่าใด.
ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ และภาพจาก BBC

"เอเลียน" ไม่ต้องตามหาไกล อาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก

"เอเลียน" อาจไม่ได้มีอยู่แค่ต่างดาว นักฟิสิกส์สหรัฐฯ เชื่อ โลกเราน่าจะเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด มีรูปแบบชีวิตและคุณสมบัติทางชีวเคมี ต่างไปจากที่เราคุ้นเคย หลบซ่อนอยู่ข้างๆ เรา ซ้ำยังทดลองสร้าง "เอเลี่ยน" เพื่อดูพัฒนาการ
ศ.พอล เดวีส์ (Prof. Paul Davies) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอาริโซนาสเตท (Arizona State University) สหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า โลกของเราอาจเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ที่มีรูปแบบชีวิตต่างไปจากชีวิตที่เรารู้จัก โดยชีวิตแปลกประหลาดเหล่านี้ อาจซ่อนตัวอยู่ในทะเลสาบที่เต็มไปด้วยสารหนูอันเป็นพิษ หรือน้ำเดือดจากช่องเล็กๆ ที่ระบายความร้อน (hydrothermal vents) ใต้ทะเลลึก

บีบีซีนิวส์รายงานว่า ศ.เดวีส์เสนอความเห็นดังกล่าว ระหว่างการประชุมของสมาคมอเมริกัน เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (Association for the Advancement of Science: AAAS) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อกลางเดือน ก.พ.52 ที่ผ่านมา ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ

"เราไม่จำเป็นต้องไปดาวอื่น เพื่อหาสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดแต่อย่างใด เราอาจเริ่มต้นจากปลายจมูก หรือแม้แต่ในจมูกของเรานี่เอง มีเหตุผลเป็นไปได้ที่คาดหวังได้ว่า เราจะพบแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต ที่หลบซ่อนอยู่บนโลกนี่เอง แต่ไม่มีใครบากบั่นที่จะค้นหา คำถามคือทำไมล่ะ? ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงมาก อาจจะเป็นแค่เศษเสี้ยวของเงินที่เราใช้เพื่อค้นหาชีวิตต่างดาวด้วยซ้ำ" ศ.เดวีส์กล่าว

ทั้งนี้ นักฟิสิกส์จากอาริโซนาสเตทเชื่อว่า น่าจะมีวิวัฒนาการของชีวิตบนโลกมานานแล้ว และลูกหลานของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ก็อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ใน "ชาโดว์ไบโอสเฟียร์" (shadow biosphere) หรือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ และหลุดรอดจากการตรวจจับจากเรดาร์ของเราไปได้ เพราะรูปแบบของชีวเคมีที่แตกต่างจากเรามาก

เขาเชื่อด้วยว่า กล้องจุลทรรศน์ที่มีอยู่นั้น เหมาะสมเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จัก จึงไม่มีใครเคยพบจุลินทรีย์ที่มีชีวเคมีต่างไป และอาจก็ไม่อาจคาดเดาหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดนี้ ซึ่งความเป็นไปได้อันไม่จำกัด ทำให้ยากต่อการตามหา อย่างไรก็ดีเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นน่าจะมีดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอ หากแต่รหัสพันธุกรรม หรือกรดอะมิโนที่มีต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ศ.เดวีส์กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าหนึ่งในธาตุที่ก่อให้เกิดเป็นสิ่งมีีชีวิต อย่างคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส นั้นอาจถูกแทนที่ด้วยธาตุอย่างอื่น แล้วกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างไปจากเราอย่างมาก

“พอผมพูดอย่างนี้ ทุกๆ คนคงคิดถึงสิ่งมีชีวิตที่มีซิลิกอนเป็นองค์ประกอบทันที จากอิทธิพลของหนังเรื่องสตาร์เทรค แต่ผมไม่พูดถึงอะไรที่เป็นนิยายแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น สารหนูซึ่งมีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบนั้นเป็นพิษต่อมนุษย์ แต่อาจเป็นโครงสร้างของจุลินทรีย์ได้" ศ.เดวีส์ระบุ

เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เคยพบมาก่อนบนโลกนี้ ศ.เดวีส์แนะนำว่า อย่างแรกเราควรเริ่มจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย อาทิ ทะเลทราย ทะเลสาบที่เค็มจัด บริเวณที่มีความกดอากาศสูง อุณหภูมิร้อนจัดและมีปริมาณรังสียูวีมาก ซึ่งปฏิบัติการตามล่าหาสิ่งมีชีวิตเอเลียนนี้มีสถานที่มากมายให้ค้นหา

“ยกตัวอย่างเช่น หากเราตามหาสิ่งมีชีวิตที่อิงกับสารหนู เราก็มุ่งหน้าไปยังสิ่่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารหนู และมีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ อย่างในช่องระบายความร้อนใต้ทะเลลึก เป็นต้น" ศ.เดวีส์กล่าว

เขาบอกด้วยว่าที่แคลิฟอร์เนียมีทะเลสาบโมโน (Mono Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีการปนเปื้อนของสารหนูในปริมาณมาก และให้ความเห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่อิงต่อสารหนูนั้น สูบสารหนูเข้าสู่ตัวเองแล้วปล่อยออกมา ไม่ใช่หายใจเข้าไป หรืออีกนับหนึ่งสิ่งมีชีวิตรูปแบบดังกล่าวล้วนอยู่รอบๆ ตัวเราและผสานเป็นส่วนหนึ่งของเรา จึงจำเป็นต้องแยกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นออกมา

อีกวิธีที่จะประเมินได้ว่า มนุษย์ต่างดาว หรือ เอเลียนที่ซ่อนอยู่ในโลกของเรานั้นหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น ศ.สตีเฟน เบนเนอร์ (Prof.Steven Benner) จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) บอกว่า คือ การสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นขึ้นมาจากห้องปฏิบัติการด้วยตัวของเราเอง โดยเขาและทีมได้ร่วมกันสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกับรูปแบบของสิ่งมีชีิวิต ที่สร้างโดยมนุษย์ขึ้นมา

แม้ว่าสิ่งที่ทีมวิจัยของ ศ.เบนเนอร์สร้างขึ้นมาจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการป้อนอาหารของนักศึกษาที่ร่วมทีม แต่สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นก็มีวิวัฒนาการ โดยได้เปลี่่ยนแปลงเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ จากรหัสพันธุกรรมของเราที่มี 4 ตัว ไปเป็นรหัสพันธุกรรมที่มี 6 ตัว และทำสำเนาซ้ำได้ ด้วยเอนไซม์พอลิเมอเรสและความร้อนโดยธรรมชาติ

ส่วนงานขึ้นต่อไปคือการสร้างปัจจัยเพื่อให้การคัดเลือก โดยการเลือกภาวะกดดันให้กับสิ่งที่พวกเขาสร้างขึนมา

อย่างไรก็ดี เขาได้ตั้งคำถามการนิยามถึงการมีชีวิตของคนเราเป็นมุมมองที่ยึดโลกเป็นศูนย์กลางมากเกินไป

“จำไว้ว่า เพียงเพราะคุณคือระบบสารเคมีที่มีความมั่นคงในตังเอง และมีการวิวัฒนาการตามทฤษฎีของดาร์วิน นั่นไม่ได้หมายความว่า เป็นคำนิยามสิ่งมีชีวิตของเอกภพ" ศ.เบนเนอร์ให้ความเห็น
ข้อมูลดีๆ จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และภาพจาก NASA/BBC

เศรษฐีซอฟต์แวร์ได้เบิ้ลเที่ยวอวกาศก่อนปิดกิจการ

ครั้งเดียวคงไม่พอ "ซิโมนี" เศรษฐีโปรแกรมอเมริกันผู้พัฒนาไมโครซอฟท์เวิร์ดและเอ็กเซล จ่ายอีก 1,250 ล้านบาท เพื่อท่องอวกาศรอบสอง ไม่แคร์วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถล่มสหรัฐฯ ส่งท้ายปิดกิจการทัวร์อวกาศของรัสเซีย โดยจะขึ้นไปพร้อมนักอวกาศที่จะขึ้นไปประจำบนสถานีอวกาศพฤหัสนี้ ส่วนเขาจะใช้เวลาอยู่นอกโลกนาน 2 สัปดาห์
ชาร์ลส ซิโมนี (Charles Simonyi) (คนซ้ายมือ) เศรษฐีอเมริกัน ผู้มีส่วนในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของไมโครซอฟท์ (Microsoft) จะกลายเป็นลูกทัวร์อวกาศคนแรก ที่ได้ขึ้นไปสถานีอวกาศถึง 2 ครั้ง เมื่อทะยานฟ้าไปพร้อมนักบินอวกาศมืออาชีพชาวสหรัฐฯ และรัสเซีย 2 คนในวันที่ 26 มี.ค.52 นี้ โดยนักบินอวกาศจะประจำอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลา 6 เดือน ขณะที่เศรษฐีอเมริกัน จะใช้เวลาชื่นชมบรรยากาศนอนกโลกเป็นเวลา 2 สัปดาห์

การท่องอวกาศรอบ 2 นี้ สำนักข่าวเอพีระบุว่า ซิโมนีได้จ่ายถึง 1,250 ล้านบาท ซึ่งรวมกับรายจ่ายครั้งก่อนแล้ว เขาใช้เงินไปกับการท่องนอกโลกกว่า 2,100 ล้านบาท และครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย ที่รัฐบาลรัสเซียจะอนุญาตให้มีลูกทัวร์ติดตามขึ้นไปบนสถานีอวกาศด้วย


ทั้งนี้ด้วยวัย 60 ปีของซิโมนีนับเป็นผู้ที่อายุค่อนข้างมากที่ได้ท่องอวกาศ ขณะที่สถิติของผู้มีอายุมากที่สุดที่ได้ขึ้นไปสู่วงโคจรรอบโลกคือ จอห์น เกลนน์ (John Glenn') ผู้ท่องอวกาศขณะมีอายุ 77 ปี

ซิมอนีบอกกับภรรยาคนใหม่ ลิซา เปอร์ดอทเตอร์ (Lisa Persdotter) ชาวสวีเดนวัย 28 ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกที่เขาแต่งงานด้วยว่า การเดินทางสู่อวกาศครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเขา โดยได้บอกแผนการเดินทางดังกล่าวกับภรรยาคนใหม่ขณะหมั้นกัน และเธอก็สนับสนุนแผนการของเขาอย่างยิ่ง แต่มีข้อแม้ว่าอนุญาตให้เดินทางได้แค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น

"ซิโมนี" เศรษฐีอเมริกันเชื้อชาติฮังการี ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในซีแอตเทิล เป็นหนึ่งใน 6 เศรษฐีที่ซื้อทัวร์อวกาศผ่านบริษัท "สเปซแอดเวนเจอร์ส" (Space Adventures) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเวอร์จิเนีย

ด้าน ไมค์ เซิร์ฟเฟอดินี (Mike Suffredini) ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศ ปฏิบัติกับกับซิโมนีเหมือนกันทุกๆ คนที่ขึ้นไปสถานีอวกาศ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ไปเยือน จะเข้าใจในข้อจำกัดภายใต้ความซับซ้อนของวงโคจร โดยเขาได้ให้ความเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ทุกคน เช่นเดียวกับที่ทำต่อนักบินอวกาศและสถานีอวกาศอวกาศเอง โดยค่อนข้างมีข้อจำกัดอย่างมากว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในสถานีอวกาศฝั่งของสหรัฐฯ

ทางฟากเจ้าหน้าองค์การอวกาศรัสเซียประเมินว่า หลังจากปีนี้แล้วไม่น่าจะมีที่นั่งพอสำหรับลูกทัวร์อวกาศอีก นั่นเป็นเพราะลูกเรือของสถานีอวกาศได้เพิ่มจำนวน 2 เท่า กลายเป็น 6 คน โดยหวังว่า จะขยายพื้นที่รองรับได้ทันสิ้นเดือน พ.ค.นี้ อีกทั้งพื้นที่สำหรับนักบินมืออาชีพก็ถูกวางตำแหน่งไว้หมดแล้ว

หลังกลับจากทัวร์อวกาศครั้งแรก เพียง 2 สัปดาห์เมื่อเดือน เม.ย.50 ซิโมนีกล่าวว่า นักบินอวกาศรัสเซียบอกกับเขาว่า เป็นความแตกต่างและคุ้มค่ามากเพียงใด หากได้กลับไปเยือนอวกาศเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นเมื่อทัวร์อวกาศกำลังจะหยุดกิจการ เขาจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป และเนื่องจากการฝึกครั้งแรก ไม่ห่างจากการเดินทางครั้งนี้เท่าไหร่นัก เขาจึงได้รับสิทธิ์ในการย่นย่อตารางฝึกบิน ซึ่งปกติต้องใช้เวลา 6-8 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน และเขาจะกลับสู่โลก ในการเดินทางครั้งล่าสุดนี้วันที่ 7 เม.ย.52

"ผมมองดูว่า ครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากเที่ยวบินแรก เหตุผลก็เหมือนเดิม เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางด้านอวกาศ เพื่อสร้างความนิยมในเที่ยวบินอวกาศแก่พลเรือน และสื่อสารถึงความน่าตื่นเต้นของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไปยังเด็กๆ" ซิโมนีกล่าว

ทั้งนี้ซิโมนี มีความสนใจในอวกาศตั้งแต่วัยเด็ก เขาเป็นตัวแทนนักบินอวกาศรุ่นเยาว์ของฮังการีเมื่ออายุ 13 และได้รางวัลในการเดินทางไปกรุงมอสโคว์ของรัสเซีย เพื่อพบกับหนึ่งในมนุษย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียต แต่ความสนใจในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้นำพาเข้าสู่สหรัฐอเมริกา และได้เป็นพลเมืองของสหรัฐฯ มา 27 ปีแล้ว

ทั้งนี้ เขาจบปริญญาเอกทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และได้พัฒนาโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ดและไมโครซอฟท์เอกเซล จากนั้นเขาได้ลาออกจากไมโครซอฟท์เมื่อปี 2545 และตั้งบริษัทอินเทอร์เนชันแนล ซอฟต์แวร์ (Intentional Software Corp.) และกองทุนชาร์ลซิโมนีเพื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Charles Simonyi Fund for Arts and Sciences)

เมื่ออยู่ในวงโคจร ซิโมนีเสนอตัวที่จะทดลองทางการแพทย์ และการทดลองทางด้านรังสีขณะอยู่ในวงโคจร และจะใช้โปรแกรมวินโดว์สเพื่อบันทึกภาพของโลกไว้ ส่วนภรรยาซึ่งแต่งงานกันมาได้ 4 เดือน จะไปให้กำลังใจเขาที่ฐานปล่อยจรวดในคาซัคสถาน ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนๆ อีกนับสิบ แต่บิล เกตส์ (Bill Gates) จะไม่ได้ไปร่วมในวันนั้นด้วย.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ และภาพจากสำนักข่าว AP

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

ไม่มีให้ดูบ่อย! เหล่าบริวารทั้ง 4 ชุมนุมกันหน้าดาวเสาร์



ดวงจันทรืบริวารทั้ง 4 ดวง เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดิออน (Dione) ไททัน (Titan) และไมมัส (Mimas) ผ่านหน้าดาวเสาร์ (ภาพประกอบทั้งหมดดัดแปลงจากต้นฉบับรอยเตอร์)

กล้องฮับเบิลบันทึกภาพจันทร์บริวารทั้ง 4 ผ่านหน้าดาวเสาร์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ดูได้ไม่บ่อยนัก โดยเกิดขึ้นเมื่อดาวเสาร์เกือบจะเข้าสู่ปรากฏการณ์ "ไร้วงแหวน" ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี


ภาพที่ทางองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และองค์การอวกาศยุโรป (อีซา) นำมาเผยแพร่นี้ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เมื่อวันที่ 24 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นจันทร์บริวารทั้ง 4 คือ เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดิออน (Dione) ไททัน (Titan) และไมมัส (Mimas) อยู่หน้าดาวเสาร์หรือเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า "ดวงจันทร์ผ่านหน้า" (moon transit)





ในภาพดวงจันทร์ไททันอยู่ใกล้ๆ กับขั้วเหนือ และทอดเงาทับขั้วเหนือ บริเวณกลางดาวเสาร์ใกล้ๆ กับวงแหวน มีจุดขาวเล็กๆ คือภาพของไมมัสที่ทอดเงาลงบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร และทางซ้ายออกไปเหนือวงแหวนมีจันทร์บริวารอีก 2 ดวงคือ ดิออนที่สว่างกว่าซึ่งเห็นเยื้องไปทางขวาของอีกดวง และเอ็นเซลาดัสที่เห็นจางกว่าและอยู่เยื้องไปทางซ้ายล่าง

ทั้งนี้สเปซดอทคอมระบุว่า ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ผ่านหน้าดาวเสาร์พร้อมกันหลายๆ นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก และเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อวงแหวนดาวเสาร์เอียงจนเกือบจะหายไปเมื่อสังเกตจากโลก หรือเรียกปรากฏการณ์ที่วงแหวนดาวเสาร์หายไปว่า "เอดจ์ออน" (edge on) ซึ่งในปีนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ส.ค.และ 4 ก.ย. แต่โชคร้ายที่ช่วงเวลาดังกล่าวดาวเสาร์จะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากมุมบนโลก

สำหรับปรากฏการณ์ที่วงแหวนหายไปหรือ "ระนาบวงแหวนปิด" (ring plane crossing) นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี โดยเมื่อปี 2538-2539 กล้องฮับเบิลได้สังเกตเห็นระนาบวงแหวนค่อยๆ หายไป พร้อมกับที่ดวงจันทร์หลายดวงผ่านหน้าดาวเคราะห์ ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งนั้นช่วยให้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์ได้เพิ่มขึ้นอีกหลายดวง

ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

มีดาวเคราะห์คล้ายโลก อยู่ในกาแลกซี่เดียวกับเราอีกมาก

นักดาราศาสตร์สหรัฐฯ เผยกาแลกซีเรา อาจเต็มไปด้วยดาวเคราะห์คล้ายโลก โคจรอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ ในทางช้างเผือกในระยะ 10-30 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ และคาดจะได้พบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลก หลังนาซาส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรต้น มี.ค.นี้
"มีดาวที่คล้ายดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเราอยู่ 20-30 ดวง ในระยะ 30 ปีแสงจากดวงอาทิตย์ของเรา ผมคิดว่าเป็นจำนวนที่ใช้ได้ เป็นไปได้ว่าครึ่งหนึ่งของดาวเหล่านั้น จะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ ดังนั้นผมคิดว่ามีโอกาสดีมากๆ ที่เราจะค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลก ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ออกไป 10 20 หรือ 30 ปีแสง"
เอเอฟพีระบุคำพูดของ อลัน บอสส์ (Alan Boss) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ จากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) สหรัฐฯ ซึ่งเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ระหว่างการประชุมประจำปีเมื่อสัปดาห์ก่อน ของสมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science: AASS)
ทั้งนี้ 1 ปีแสง เท่ากับระยะทางที่แสงเดินทางใน 1 ปี ด้วยความเร็ววินาทีละ 300,000 กิโลเมตร โดยบอสส์ยังมั่นใจด้วยว่า ดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกนั้น จะได้รับการค้นพบ โดยกล้องโทรทัศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler space telescope) ซึ่งองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) มีแผนที่จะส่งขึ้นไปในวันที่ 5 มี.ค.นี้ หรือกล้องโทรทัศน์ที่ติดตั้งบนดาวเทียมโครอท (COROT) ของฝรั่งเศสและยุโรป ซึ่งส่งขึ้นสู่วงโคจรตั้งแต่ปี 2549 อาจค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าว
"ผมจะแปลกใจมาก ถ้าเคปเลอร์หรือโครอทไม่พบดาวเคราะห์คล้ายโลกเลย เพราะเบื้องต้นเราได้พบดาวเหล่านั้นแล้ว" บอสส์ตอบภายในงานแถลงข่าว หลังถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีความเชื่อมั่นอย่างมาก
อีกทั้ง เอเอฟพีระบุด้วยว่า ดาวเทียมโครอทได้ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่อยู่ไกลโพ้น ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้รายงานเรื่องดังกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ และด้วยขนาดที่เล็กกว่าโลกเกิน 2 เท่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวจึงอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ในระบบมาก อีกทั้งยังร้อนอย่างมากด้วย
บอสส์กล่าวอีกว่า กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์ และดาวเทียมโครอทจะค้นพบดาวคล้ายโลกจำนวนมาก ซึ่งเป็นการบอกเราว่า จะเดินหน้าและสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศอันใหม่ต่อไปอย่างไร เพื่อที่จะได้ไปและสำรวจดาวเคราะห์เหล่านั้น หลังจากที่เรารู้ว่า ดาวเคราะห์เหล่านั้นอยู่ที่นั่น
นอกจากนี้ภาพถ่ายของดาว จะช่วยจำแนกลักษณะชั้นบรรยากาศและบอกเราได้ว่าชั้นบรรยากาศของดาวมีก๊าซมีเทนและออกซิเจนหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นว่าดาวเหล่านั้นไม่เพียงแค่เอื้อต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยด้วย
"ผมกำลังพูดถึงดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาอยู่ ผมกล่าวทั่วๆ ไปว่า หากคุณมีโลกที่ดำรงชีวิตอยู่ได้...อยู่ที่นั่น ด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม ด้วยน้ำที่เพียงพอมาเป็นพันล้านปี ต้องมีบางอย่างออกมาจากสภาพแวดล้อมอย่างนั้นบ้าง อย่างน้อยเราก็จะได้พบจุลินทรีย์บ้างแหละ" บอสส์ให้ความเห็น
ส่วนบีบีซีนิวส์รายงานว่า จนถึงทุกวันนี้กล้องโทรทรรศน์ได้ตรวจพบดาวเคราะห์กว่า 300 ดวงนอกระบบสุริยะของเรา แต่มีไม่กี่ดวงที่จะเอื้อต่อการการดำรงชีวิตได้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นดาวก๊าซขนาดใหญ่เช่นเดียวกับดาวพฤหัส และอีกจำนวนมากที่โคจรเข้าใกล้ดาวฤกษ์ของตัวเองมากเกิดซึ่งจุลินทรีย์บนดาวดวงนั้นต้องดำรงชีวิตอยู่บนอุณหภูมิที่ย่างให้สุกนี้ได้
อย่างไรก็ดี บนพื้นฐานของดาวเคราะห์ที่พบจนถึงทุกวันนี้ บอสส์ประมาณว่าดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ทุกๆ 1 ดวงจะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกโดยเฉลี่ยระบบละ 1 ดวง ซึ่งการคำนวณแบบคร่าวๆ นี้ทำให้เราได้จำนวนดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตจำนวนมาก.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ยุงตามไล่กัดถึงบนอวกาศ สามารถอยู่ในสภาพนอกโลกนานเป็นปี

ถึงมนุษย์จะอวดอิทธิฤทธิ์ สามารถเหาะเหินเดินทางออกนอกโลกได้ แต่ก็ไม่อาจจะหนีรอดพ้นยุงไปได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้แจ้งว่า พวกสัตว์ที่กินเลือดพวกเราเป็นอาหารเหล่านี้ สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ใน อวกาศ ได้นานถึง 1 ปีครึ่ง

รองนายกสมาคมวิทยาศาสตร์รัสเซีย นายอนาโทลี ไกรกอร์เยฟ เปิด เผยว่า “เราได้พามันออกไปนอกโลกและกลับลงมาบ้าน มันยังมีชีวิตอยู่ ได้” เขาเล่าว่าได้นำมันขึ้นไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศสากล เพื่อจะดูว่าสภาพอวกาศจะเป็นอันตรายต่อสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่ เป็นโครงการทดลองกับพืชและสัตว์ต่างๆ ด้วย
ยุงที่เอาไปศึกษาเป็นยุงแอฟริกา ซึ่งเคยเลี้ยงตัวอ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้น เนื่องจากดินฟ้าอากาศที่แล้งฝนของกาฬทวีป หากแต่ มันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ยากลำบาก โดยที่มันทำตัวเองให้อยู่ในสภาพจำศีล สามารถให้ร่างกายพักงานใหญ่ๆ ไว้ชั่วคราว.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

จันทรายานส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมมืดที่สุดบนดวงจันทร์ ได้เป็นครั้งแรก


จันทรายานของอินเดีย ส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมที่มืดสุดบนดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก พร้อมส่งภาพมาให้นักวิทยาศาสตร์บนโลกได้ตื่นเต้น เตรียมค้นหาความลับของหลุมบนดวงจันทร์ ที่สังเกตจากโลกไม่ได้ พร้อมขุดหาร่องรอยน้ำแข็งขั้วโลกดวงจันทร์

เรดาร์ขนาดเล็ก มินิเอสเออาร์ (Mini-SAR) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ สำหรับการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ของจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกขององค์กรวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organization: ISRO) ได้ผ่านการทดสอบการเริ่มต้นบินสำรวจไปได้ด้วยดี พร้อมกับส่งภาพถ่ายพื้นผิวในหลุมบนดวงจันทร์ที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากโลกเพราะถูกเงามืดบดบังอยู่ตลอดเวลา

ตามรายงานของสเปซด็อตคอมระบุว่า มินิเอสเออาร์ถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 51 ซึ่งอยู่ภายในหลุมฮาเวิร์ธ (Haworth crater) แถบขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ รวมถึงพื้นผิวบริเวณขอบด้านทิศตะวันตกของหลุมซีเรส (Seares crater) ที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือ

"ทางเดียวที่จะสำรวจพื้นที่ดังกล่าวได้ คือต้องส่งเรดาร์อย่างมินิเอสเออาร์ออกไปสำรวจ ซึ่งผลครั้งนี้ ถือเป็นความตื่นเต้นในขั้นแรกของทีมงานที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นมากว่า 3 ปี เพื่อให้ได้เห็นภาพบริเวณจุดนี้" เบนจามิน บัสซีย์ (Benjamin Bussey) นักวิทยาศาสตร์ประจำการสำรวจด้วยเรดาร์มินิเอสเออาร์ จากหน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ (Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory) เมืองลอเรล มลรัฐแมรีแลนด์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากมินิเอสเออาร์ ยังเอื้ออำนวยให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ได้ว่าบริเวณที่อยู่ภายใต้เงามืดใกล้ขั้วโลกของดวงจันทร์เหล่านั้น ยังมีน้ำแข็งถูกทับถมหลงเหลืออยู่หรือไม่ ซึ่งเจสัน ครูแซน (Jason Crusan) ผู้บริหารโครงการมินิอาร์เอฟ (Mini-RF Program) ของนาซา กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกเขาหวังว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อุปกรณ์ทั้งหมดจะทำการสำรวจและเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์อันมีค่าบนดวงจันทร์ได้อย่างเต็มที่

นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ


นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 กิโลเมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่

บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้

"เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ

เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน

"ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก

นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน

ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก

สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย

"การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว

สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท

ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน


ลูกไฟตกที่สหรัฐฯ คาดเป็นเศษซากดาวเทียมชนกัน


เป็นไปได้ว่าเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ - รัสเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อนจะตกลงที่สหรัฐฯ เพราะมีผู้สังเกตเห็นลูกไฟจากท้องฟ้าเหนือเท็กซัสและเคนตักกีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยรายการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเท็กซัสรายงาน ผู้คนจำนวนมากพบเห็นลูกไฟสว่างจ้า
สถานีเคบีทีเอกซ์นิวส์ 10 (KBTX News 10) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ได้รายงานว่าประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมาก ได้เห็นลูกไฟหรือได้ยินเสียงคำรามในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น
ส่วนหนังสือพิมพ์วาโค ทรีบูน-เฮอรัลด์ (Waco Tribune-Herald) อ้างรายงานจากประชาชนว่า ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดที่ทำให้หน้าต่างและประตูบ้านสั่นสะเทือน
ทั้งสองกรณี สเปซด็อทคอมรายงานว่า สหพันธ์การบินหสหรัฐฯ (The Federal Aviation Authorities: FAA) คาดว่าอาจจะเป็นเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้ว่าจะไม่มีเศษซาก เป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นก็ตาม และทางสหพันธ์ก็ยังได้แจ้งเตือนแก่นักบิน ถึงอันตรายจากเศษซากดาวเทียมที่อาจผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามา
สำหรับดาวเทียมที่ชนกัน คือดาวเทียมทางทหารของรัสเซียชื่อว่า "คอสมอส 2251" (Cosmos 2251) ซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้ว และดาวเทียมสื่อสารของสหรัฐฯ "อิริเดียม 33" (Iridium 33) โดยชนกันขณะโคจรอยู่ที่ระดับความสูง 790 กิโลเมตรเหนือไซบีเรีย
ตามที่ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากรัสเซียระบุการชนกันดังกล่าว ได้ทำลายดาวเทียมทั้งสองและทำให้เกิดเศษซากขนาดใหญ่คละคลุ้งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และน่าจะมีเศษชิ้นส่วนเกิดชึ้นนับร้อยๆ ชิ้น ซึ่งบางส่วนน่าจะค้างอยู่ในวงโคจรได้นานถึง 10,000 ปี
เจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ (U.S. Strategic Command) ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ยังคงติดตามเศษซากอวกาศกว่า 18,000 ในวงโคจร ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานการพบเห็นลูกไฟแล้ว
พันโทเทอร์รี พลัมบ์ (Lt. Col. Terry Plumb) จากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโฆษกของศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ กล่าวกับทางสเปซด็อทคอมว่า ทางศูนย์ได้รับโทรศัพท์ทางหมายเลข 911 จากเมืองฮุสตันในรัฐเท็กซัสถึงการพบเห็นลูกไฟ แต่กำลังรอการยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากเศษซากของดาวเทียมอิริเดียม 33 และคอสมอส 2251 ที่ชนกัน
"เรายังไม่ได้รับรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการเลย" พันโทพลัมบ์ระบุ
นอกจากที่เท็กซัสแล้ว เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาศูนย์รายงานสภาพอากาศแห่งสหรัฐฯ (National Weather Service: NWS) ในเมืองแจ็คสัน รัฐเคนตักกี ระบุว่ามีผู้ก็ได้พบเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ โดยเห็นท้องฟ้าสว่างจ้าและแสงคำรามเหมือนแผ่นดินไหว ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากการเศษซากดาวเทียมชนกันหล่นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ
"หน่วยตรวจตราอวกาศ ได้รายงานไปยังฝ่ายบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุจากเศษซากดาวเทียมที่ตกลงมา และเศษซากเหล่านี้เป็นสาเหตุของโซนิคบูม (sonic boom) ซึ่งส่งผลให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน รวมทั้งแสงสว่างวาบเหนือท้องฟ้า" แถลงการณ์ของศูนย์รายงานสภาพอากาศสหรัฐฯ ระบุ
ตอนนี้ทางนักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) กำลังติดตามเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อดาวเทียมเพื่อการสื่อสารและดาวเทียมสำหรับศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ที่โคจรรอบโลกด้วย
เศษซากจากอุบัติเหตุบนอวกาศนั้น ยังเพิ่มโอกาสที่จะทำให้สถานีอวกาศนานาชาติได้รับความเสียหายจากเศษซากในอวกาศเพิ่มขึ้น แต่เจ้าหน้าที่นาซาระบุว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้สถานีอวกาศโคจรอยู่ต่ำกว่าที่เกิดเหตุประมาณ 354 กิโลเมตร.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ


นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 เมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่

บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้

"เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ

เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน

"ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก

นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน

ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก

สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย

"การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว

สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท

ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นักวิจัยสหราชอาณาจักรพบหลักฐาน "ฝนดาวตก" ห่าใหญ่ที่ตกบนโลกเมื่อ 470 ล้านปีก่อน บนชายหาดของเมืองในสก็อตแลนด์ เชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นๆ ที่พบทั่วโลก เชื่อเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำในช่วงนั้น
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน (University of Aberdeen) สหราชอาณาจักร ได้พบเศษซากของดาวตก ที่เล็กยิ่งกว่าเม็ดทรายในก้อนหิน ที่บนบริเวณชายหาดของเคาน์ตีซูเธอร์แลนด์ในสก็อตแลนด์ และการค้นพบดังกล่าวบีบีซีนิวส์ยังรายงานด้วยว่า มีความเชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นๆ ในจีน สหรัฐฯ และออสเตรเลีย และนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อด้วยว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกครั้งใหญ่ซึ่งเป็นผลจากการชนกันของวัตถุในอวกาศนั้น กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิด้วย

ทีมวิจัยระบุว่า สิ่งที่พบครั้งนี้เป็นการยืนยันการไตร่ตรองทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้ ที่ชี้ว่าฝนดาวตกครั้งนั้นเป็นฝนดาวตกครั้งใหญ่ที่ตกกระจายไปทั่วโลก โดยเป็นผลเนื่องจาก "การชนกันครั้งใหญ่" ในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี

การศึกษาเศษซากของดาวตกครั้งนี้นำโดย ศ.จอห์น พาร์เนลล์ (Pro.John Parnell) จากคณะธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน และได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงวารสารเนเจอร์จีโอไซน์ (Nature Geoscience) ซึ่งเขาได้พบว่าดาวตกที่พบในซูเธอร์แลนด์นั้นเชื่อมโยงกับหลักฐานที่พบในส่วนอื่นๆ ของโลก

ศ.พาร์เนลล์กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หาความเชื่อมโยงระหว่างฝนดาวตกและการเปลี่ยนแปลงของสปีชีส์ในใต้น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากับที่เกิดฝนดาวตก

"เราทดสอบชิ้นส่วนของก้อนหินโดยละลายในน้ำกรด ซึ่งช่วยให้เราตรวจพบชิ้นส่วนฝนดาวตกที่เล็กเกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การค้นพบนี้ยืนยันว่าเมื่อ 470 ล้านปีก่อน เกิดฝนดาวตกครั้งใหญ่ตกกระจายไปทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งที่สก็อตแลนด์ด้วย นับเป็นครั้งแรกที่เราได้พิสูจน์เหตุการณ์ใหญ่ระดับช้าง และพิสูจน์ว่าลักษณะภูมิศาสตร์ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างไรบ้าง" ศ.พาร์เนลล์กล่าว

ขณะเดียวกันนักวิทยาสาสตร์ที่ร่วมศึกษาในครั้งนี้ด้วยได้เสริมว่า งานวิจัยของพวกเขานั้นชี้ให้เห็นว่า อุกกาบาตที่ตกลงมานั้นเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว และการเกิดคลื่นทะเลในรอยต่อของหลายๆ ทวีป โดยข้อมูลที่บันทึกไว้แสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่เกิดขึ้นมาบนโลกในช่วงนั้นมีความหมากหลายมากขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว แต่หลักฐานเชื่อมโยงอื่นๆ ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่หลักฐานล่าสุดที่ค้นพบก็มีศักยภาพมากพอที่จะชี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร.

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เศรษฐีไม่ระย่อเศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำ ยังแย่งกันไปท่องอวกาศ

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะทรุดสักเพียงใด แต่พวกมหาเศรษฐีก็ยังคงแย่งกันเดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติที่อยู่ในวงโคจรรอบโลกกันอยู่นั่นเอง
บริษัทการผจญภัยในอวกาศ ที่สหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่า “ธุรกิจกำลังดีมาก ขายตั๋วเพื่อขึ้นจรวดรัสเซีย เดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติที่อยู่ในวงโคจรรอบโลก ได้เป็นเงินถึง 5,950 ล้านบาท และเตรียมจะส่งเศรษฐีเจ้าของบริษัทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชาวฮังการี นายชาร์ลส์ ซิ-มอนยี ขึ้นไปทัศนาจรนอกโลกหนสอง ในเดือนมีนาคมศกนี้ ตัวนายชาร์ลส์ควักกระเป๋าเป็นค่าเดินทางเที่ยวนี้ไป 1,190 ล้านบาท
ตามปกติค่าเดินทางขึ้นไปยังสถานีอวกาศ จะตกประมาณคนละ 1,155-1,530 ล้านบาท และหากอยากจะได้ออกไปเดินในอวกาศด้วย จะต้องเพิ่มเงินขึ้นอีก 340 ล้านบาท.



ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

ดาวพุธกับดาวศุกร์ เป็นเศษเดนของโลก

เกิดทฤษฎีอันใหม่ดาวพุธกับดาวศุกร์ เป็นเศษเดนของโลก
นักวิทยาศาสตร์เกิดความคิดสร้างทฤษฎีใหม่การกำเนิดของดาวเคราะห์เห็นว่า ดาวอังคารและดาวพุธ เป็นเศษเดนที่เหลือจากการอุบัติของโลกและดาวศุกร์

สำนักข่าวภูมิศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่นครลอสแอนเจลิสสองนาย หลังจากศึกษาลักษณะบางอย่างที่ชวนให้บรรดานักวิทยาศาสตร์รู้สึกพิศวงในดาวเคราะห์ทั้งคู่มานานแล้ว ได้คิดตั้งทฤษฎีการอุบัติขึ้นของดาวเคราะห์ใหม่ขึ้น

อาจารย์แบรด แฮนสัน นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า “ดูตามรูปแล้ว ดาวอังคารและดาวพุธต้องเป็นผลิตผลพลอยได้ ที่ขาดไม่ได้ของโลกและดาวศุกร์ เพราะนักวิทยาศาสตร์ต่างเห็นพ้องกันว่า โลกและดาวเคราะห์ที่เป็นหินดวงต่างๆ ในสุริยะจักรวาล ล้วนแต่เกิดจากแผ่นวงของก๊าซและฝุ่นละออง ซึ่งล้อมอยู่รอบดวงอาทิตย์ขณะที่ยังเป็นทารกอยู่ เมื่อสมัย 4.5 พันล้านปีมาแล้ว”

ในการจำลองสถานการณ์ด้วยคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ ได้ประมาณว่า ในตอนแรกอนุภาคของธุลีจะต้องกระจายอยู่ ตามแผ่นวงรอบดวงอาทิตย์อย่างเท่าเทียมกัน หากว่าดาว เคราะห์ที่เป็นหินเกิดจากเศษชิ้นที่เป็นแบบเดียวกันแล้ว มันก็ควรจะมีขนาดไล่ๆกัน และโคจรรอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรที่เป็นวงกลมเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง ดาวศุกร์และโลก มีเนื้อหนังแน่นหนากว่าดาวพุธและดาวอังคารมาก.


ข้อมูลดีๆ จาก: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ