วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เจาะตลาดทางเน็ต (ESM)

เรื่องบริการเจาะหาตลาดด้วยอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า อีเอสเอ็ม หรือ Enterprise Search Market มีโอกาสรุ่งเรือง โดยล่าสุด บริษัทการ์ทเนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยทางการตลาดคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์หรือประมาณ 43,000 ล้านบาท ในปี 2010 น่าจะเป็นตลาดใหม่ที่มีอนาคต

สถิติทางด้านการตลาดของอีเอสเอ็มเท่าที่ผ่านมาเป็นดังนี้ครับ คือปี 2006 มีรายได้ 717.2 ล้านดอลลาร์ หรือ 25,500 ล้านบาท ปี 2007 รายได้ 860.6 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,000 ล้านบาท ปี 2008 รายได้ 989.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 35,600 ล้านบาท ปี 2009 รายได้ 1,108.5 ล้านดอลลาร์ หรือ 40,000 ล้านบาท

อีเอสเอ็มจะต่างจากเอสอีเอ็ม หรือ Search Engine Marketing SEM โดยที่ อีเอสเอ็มนั้นจะเจาะตลาดลึกลงไปแล้วจะทำการวัดและวิเคราะห์ถึงธุรกิจต่าง ๆ ให้เสร็จเลยว่า ตลาดอยู่ในบริเวณไหนบ้าง งบประมาณที่ใช้เท่าไร ตลาดแยกตามภาษาต่าง ๆ ได้ ผู้เข้าชมน่าจะมีเท่าไรในเว็บ แถมคำนวณผลตอบแทนการลงทุนให้เสร็จ

ฟังดูแล้วอัศจรรย์แต่ข้อมูลที่ได้ก็แพงเพราะค่าโฆษณาแบบนี้เขามีวิธีคิดเงินหลายแบบมาก และที่นิยมคือ จ่ายเป็นคลิกละเท่าไร โดยนับจากจำนวนผู้เข้าชม ส่วนของจริงจะได้หรือไม่ ตามที่อีเอสเอ็มคำนวณ ก็อยู่ที่บริษัทจะจ้างโฆษณาตัดสินใจเอาเอง ขณะนี้จากข่าวที่บริษัทไอบีเอ็ม ไมโครซอฟต์ โอราเคิล และเอสเอพี ที่เข้าร่วมกันทำตลาดอีเอสเอ็ม ก็ยังจะทำต่อไป โดยมีฟังก์ชันอีกหลายอย่างที่เสริมความมั่นใจให้ลูกค้าผู้เข้ามาโฆษณา

สำหรับประเทศไทย เหมาะสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่จะคิดซื้อโฆษณา บริษัท เล็ก ๆ หรือกลางก็คงซื้อได้จากเว็บดัง ๆ ของไทย ราคายังถูกกว่ามากมายมหาศาล คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านตามสมควรนะครับ.

ข้อมูลดีๆ รองศาสตราจารย์ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล boonmark@rsu.ac.th หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

พระอัจฉริยภาพไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานวิธีแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ จากปัญหาภัยแล้ง รับสั่งให้บริหารจัดการนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออกโดยทรงแนะนำให้นำน้ำจากจังหวัดจันทบุรี มาบริหารจัดการให้จังหวัดระยอง เพราะที่จันทบุรีมีน้ำมากก็ไหลลงทะเลหมด

และเตรียมให้พร้อมกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซึ่งคาดว่า ในปีนี้จะมีน้ำจำนวนมาก

ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสุเมธ ตันติเวชกุล และนาย รอยล จิตรดอน เข้าเฝ้า เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสรุปสถานการณ์น้ำประเทศไทยปี 2551 การคาดการณ์สภาพอากาศประเทศไทยปี 2552 รวมทั้งความก้าวหน้าโครงการแก้มลิงอเนกประสงค์คลองสนามชัย-มหาชัย กรุงเทพมหานคร-สมุทรสาคร

หลายครั้งที่เราชาวไทยได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อคาดว่าจะมีภัยมาถึงประชาชน พระองค์ท่านก็จะทรงแนะนำ ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ปฏิบัติได้ง่าย อย่างไม่มีผู้ใดจะมาเสมอเหมือน เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนของพระองค์ทุกครั้ง พระองค์ทรงรับสั่งเพิ่มเติมว่า “ทรงห่วง สถานการณ์น้ำที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยอง โดยเฉพาะช่วงที่ฝนเยอะ ถ้าจัดการไม่ดีมีถนนขวางทางน้ำ จะทำให้น้ำท่วม ทรงแนะว่าควรมีขบวนการเก็บน้ำโดยจัดการแก้ไขถนนที่ขวางทางน้ำ มีการระบาย กักเก็บซึ่งเป็นการช่วยทั้งการป้องกันน้ำท่วมและทำให้มีน้ำใช้ ขณะเดียวกันทรงห่วงสถานการณ์น้ำทางภาคใต้ กรณีที่มีถนนขวางทางน้ำจะทำให้น้ำท่วม ทรงแนะนำว่า กรมชลประทานและกรมทางหลวงควรทำงานร่วมกัน” อันที่จริง แนวพระราชดำรินี้เป็นส่วนหนึ่งของพระอัจฉริยภาพด้วยนวัตกรรมอันมากมายที่พระองค์ท่านได้ทรงคิดประดิษฐ์ขึ้น โดยมีผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หลายประเภท เช่น ด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร 8 ฉบับ ตัวอย่างคือ กังหันชัยพัฒนา ฝนหลวง โครงการแก้มลิง และอื่น ๆ เครื่องหมายการค้ารวม 13 คำขอ และลิขสิทธิ์เพลงพระราชนิพนธ์ หนังสือต่าง ๆ ภาพถ่ายและภาพวาดฝีพระหัตถ์ เป็นต้น

ได้มีหลายองค์การที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ทางปัญญาได้เคยทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล และประกาศนียบัตรแด่พระองค์มากมายเช่น ฮังการี เกาหลีใต้ ซึ่งผลงานพระองค์ในฐานะนักประดิษฐ์ในระดับโลก ในวันที่ 14 มกราคม 2552 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลกหรือไวโป WIPO World Intellectual Property Organization ซึ่งมีสมาชิก 184 ประเทศตั้งแต่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และไทย จนถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยผู้อำนวยการใหญ่ นายฟรานซิส เกอร์รี่ ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ รางวัลโกลบอลลีดเดอร์อวอร์ด หรือรางวัลผู้นำโลก ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา

นับเป็นพระองค์แรก ยกย่องพระมหากษัตริย์ทรงอุทิศตนและใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาส่งเสริมพัฒนาประเทศ ให้ชีวิตความเป็นอยู่ชาวไทยดีขึ้น นับตั้งแต่องค์การนี้ซึ่งเป็นองค์การพิเศษ ขององค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นที่เรารู้จักกัน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2510 หรือกว่า 41 ปีมาแล้ว ยังไม่มีผู้นำประเทศใดในโลกได้รับ เรารักพระเจ้าอยู่หัวที่สุดในโลก.

ข้อมูลดีๆ จาก รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุลboonmark@rsu.ac.th หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

จีนยักษ์ใหญ่ไซเบอร์โลก

ประเทศจีนเป็นข่าวใหญ่ เรื่องจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดของโลกอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามมาด้วยเศรษฐกิจของจีนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก โดย แซงประเทศเยอรมนีไปเรียบร้อยโรงเรียน จีน นับเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าทั้งตัวเลขทางไซเบอร์และเศรษฐกิจของจีนยังมีโมเมนตัมแรงไม่ตกทั้ง ๆ ที่จีนมีข่าวร้ายเยอะในปีที่ผ่านมาทั้งวิกฤติเศรษฐกิจจากแฮมเบอร์เกอร์สหรัฐ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ประชาชนตายนับแสนเศรษฐกิจพังพินาศ ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องทิเบตที่ประเทศตะวันตกชอบประโคมข่าวให้ และเรื่องเมลามีน นมพิษ เด็กตายหลายคน

นับว่าประเทศจีนอึด อดทน และมีความตั้งใจจริงและที่ชัดเจนที่ผมเขียนในบทความนี้ คือเรื่องไซเบอร์ของจีนซึ่งประเทศจีนเอาจริง

ในวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ผมเคยเขียนบทความ “จีนใช้เน็ตมากที่สุดในโลก” ซึ่งขณะนั้นสำรวจได้ว่าจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 253 ล้านคน ส่วนสหรัฐอเมริกามีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 223 ล้านคนจากการสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 คือตอนกลางปี

เริ่มต้นปี 2552 จีนก็ประกาศใหม่หลังจากการสำรวจเสร็จตอนปลายปีคือสิ้นสุดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 298 ล้านคน คือแซงสหรัฐอเมริกาให้ ขาดเลยจะได้หายสงสัยจากสถิติของปีที่ผ่านมา

สรุปได้ว่าอัตราการเจริญเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของจีนปี 2551 โตกว่าปี 2550 ถึง 41.9% ซึ่งนับเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

จากการศึกษาวิจัยที่น่าสนใจของสถิติอีกตัวเลขหนึ่งคือ จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือของจีนมีถึง 633.8 ล้านเครื่องมากที่สุดของโลกอีกเช่นกัน ซึ่งประเทศจีนกำลังจะได้ใช้โทรศัพท์มือถือยกขึ้นเป็นระดับ 3 จี หรือ Third Generation (3 G) สัปดาห์นี้ (ขณะเขียนบทความ) ซึ่งจะทำให้การส่งข้อมูลและการบริการยกสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งไปเลยคือ ใช้ได้ทั้งดูทีวี เล่นเกมออนไลน์ โทรศัพท์ได้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางในประเทศ และเล่นเน็ตได้อย่างสนุกสนานสบายใจ

จากเรื่องที่จีนยกระดับการบริการโทรคมนาคมเป็น 3 จีนี่เองยิ่งจะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีอัตราเจริญเติบโตเร็วขึ้นไปอีก สถิติที่น่าสนใจอีกตัวเลขหนึ่งคือ ภาษาที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตใช้กันมากที่สุดในโลกขณะนี้คือ ภาษาอังกฤษมีจำนวนประมาณ 430 ล้านคน ส่วนภาษาที่มากเป็นอันดับสองที่ใช้กันในอินเทอร์เน็ตคือจีน 298 ล้านคน ผมก็เลยคาดเดาว่าอีก 2 ปีข้างหน้า ภาษาจีนจะเป็นภาษาทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันมากที่สุดในโลก คือ จะแซงภาษาอังกฤษ

แต่ที่ผมว่าทิศทางการพัฒนาไอซีทีของจีนในชนบทเติบโตถึง 60.8% ทำให้มีประชากรในชนบทได้ใช้อินเทอร์เน็ตในปีที่ผ่านมาเพิ่มถึง 84.6 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณในเมืองซึ่งเติบโตเพียง 35.6% นับว่าน้อยกว่าเท่าตัว และปรากฏว่าเด็กนักเรียนของจีนนี่แหละคือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตัวจริง ซึ่งจากสถิติพบว่านักเรียน 43.5% ใช้มือถือสำหรับอ่านข่าว ดาวน์โหลดเพลง เช็กอีเมล และก็ทำเรื่องอื่น ๆ อีกมาก ท่านผู้อ่านพิจารณาแล้วคิดว่าเรื่องไซเบอร์ของไทยน่าจะไปทางไหนดีครับ.

ข้อมูลดีๆ จาก รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล boonmrak@rsu.ac.th หนังสือพิพม์เดลินิวส์

ซัมซุงเผยโฉมมือถือพลังงานแสงอาทิตย์

โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลกที่ชาร์จไฟโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซัมซุงเผยโฉมครั้งแรกในงานโมบาย เวิลด์ สเปน

บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จด้านการวิจัยและพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่น “บลูเอิร์ธ” ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบลูเอิร์ธ เป็นโทรศัพท์จอสัมผัสเต็มรูปแบบ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ มีแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ติดอยู่บริเวณฝาหลัง สามารถชาร์จไฟได้ตลอดเวลา ไม่มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมด และชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกก็ใช้วัสดุรีไซเคิลที่เรียกว่า พีซีเอ็ม

โทรศัพท์มือถือบลูเอิร์ธ เป็นเครื่องแรกของโลกที่แบตเตอรี่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดตัวให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้สัมผัสและทดลองใช้งานอย่างเป็นทางการภายในงานโมบาย เวิลด์ ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เป็นโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีโหมดประหยัดพลังงานผ่านฟังก์ชันที่เรียกว่า อีโค-โหมด จุดเด่นอีกด้านก็คือ อีโค-วอล์ก ซึ่งเป็นฟังก์ชันนับจำนวนก้าวที่เดินของเจ้าของเครื่อง แล้วคำนวณออกมาเป็นจำนวนต้นไม้ที่จะช่วยอนุรักษ์ไว้หากเราลดการใช้พลังงานจาก รถยนต์


แม้แต่กล่องบรรจุโทรศัพท์รุ่นนี้ก็ออกแบบให้เล็กและเบา ใช้กระดาษรีไซเคิล ประหยัดพลังงานระดับ 5 ดาว ตามมาตรฐานยุโรป

นายเจเค ชิน รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์มือถือซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่า ซัมซุงบลูเอิร์ธ ถือเป็นพันธสัญญาของซัมซุง ที่มีต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคใช้งาน ได้จริง.

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์

นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว
ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”

คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”

การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อานุภาพของรสจูบ ส่งท้ายโอกาสเทศกาล'วัน วาเลนไทน์'

นักวิทยาศาสตร์ถือโอกาสเนื่องในวันวาเลนไทน์ ศึกษาว่ารสจูบทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พบว่ามันได้ปล่อยสารเคมีซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยระบายความเครียดของคนทั้งสองเพศ และช่วยผูกพันกันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

คณบดีคณะประสาทวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยลาฟาแยทต์ ดร.เวนดี้ ฮิลล์ ที่สหรัฐฯ รายงานผลการศึกษา ต่อที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกาว่า คู่นักศึกษาหญิงชายที่ใช้ในการทดลองเวลาจูบกัน มีการเปลี่ยนแปลงระดับของสารเคมีอย่างสำคัญในน้ำลาย เช่น สารออกซีโทซินซึ่งช่วยกระชับความรักใคร่ และคอร์ติโซล ซึ่งมีส่วนเกี่ยวกับความเครียด ทั้งคู่ต่างมีระดับของคอร์ติโซลลดต่ำลงด้วยกันหลังการจุมพิต ซึ่งส่อว่าระดับความเครียดลดน้อยถอยลง แต่ในผู้ชายกลับมีออกซีโทซินระดับสูงขึ้น แสดงว่ารู้สึกติดใจในรสสวาทยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่ายหญิงกลับมีระดับต่ำลง “นับว่าน่าประหลาด”

เขายังรายงานว่า การจูบกันมีอยู่ทั่วไปในสังคมมนุษย์มากว่าร้อยละ 90 การจูบก่อให้เกิดสิ่งขึ้น 3 สิ่ง คือก่อราคะ สร้างความรักใคร่ และความผูกพัน โดยแรงราคะเพื่อให้บุคคลเลือกคู่ ครอง ความรักจะช่วยให้มุ่งเป็นคนคนไป และความผูกพันจะช่วยให้ทั้งคู่ทนอยู่ร่วมกันไปจนกว่าจะมีลูกมีเต้าขึ้น
ดร.เวนดี้ยังกล่าวว่า “เมื่อเราจูบกัน มันจะไปปลุกส่วนของสมองขึ้นได้อย่างมหึมาและยิ่งถูกคน หากเป็นด้วยความรักด้วยแล้ว ก็จะยิ่งคงฤทธิ์อยู่ได้นาน”.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

จันทรายานส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมมืดที่สุดบนดวงจันทร์ ได้เป็นครั้งแรก


จันทรายานของอินเดีย ส่งเรดาร์ลงสำรวจหลุมที่มืดสุดบนดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก พร้อมส่งภาพมาให้นักวิทยาศาสตร์บนโลกได้ตื่นเต้น เตรียมค้นหาความลับของหลุมบนดวงจันทร์ ที่สังเกตจากโลกไม่ได้ พร้อมขุดหาร่องรอยน้ำแข็งขั้วโลกดวงจันทร์

เรดาร์ขนาดเล็ก มินิเอสเออาร์ (Mini-SAR) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ สำหรับการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ของจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกขององค์กรวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organization: ISRO) ได้ผ่านการทดสอบการเริ่มต้นบินสำรวจไปได้ด้วยดี พร้อมกับส่งภาพถ่ายพื้นผิวในหลุมบนดวงจันทร์ที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากโลกเพราะถูกเงามืดบดบังอยู่ตลอดเวลา

ตามรายงานของสเปซด็อตคอมระบุว่า มินิเอสเออาร์ถ่ายภาพบริเวณดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 51 ซึ่งอยู่ภายในหลุมฮาเวิร์ธ (Haworth crater) แถบขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์ รวมถึงพื้นผิวบริเวณขอบด้านทิศตะวันตกของหลุมซีเรส (Seares crater) ที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือ

"ทางเดียวที่จะสำรวจพื้นที่ดังกล่าวได้ คือต้องส่งเรดาร์อย่างมินิเอสเออาร์ออกไปสำรวจ ซึ่งผลครั้งนี้ ถือเป็นความตื่นเต้นในขั้นแรกของทีมงานที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นมากว่า 3 ปี เพื่อให้ได้เห็นภาพบริเวณจุดนี้" เบนจามิน บัสซีย์ (Benjamin Bussey) นักวิทยาศาสตร์ประจำการสำรวจด้วยเรดาร์มินิเอสเออาร์ จากหน่วยปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ (Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory) เมืองลอเรล มลรัฐแมรีแลนด์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากมินิเอสเออาร์ ยังเอื้ออำนวยให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ได้ว่าบริเวณที่อยู่ภายใต้เงามืดใกล้ขั้วโลกของดวงจันทร์เหล่านั้น ยังมีน้ำแข็งถูกทับถมหลงเหลืออยู่หรือไม่ ซึ่งเจสัน ครูแซน (Jason Crusan) ผู้บริหารโครงการมินิอาร์เอฟ (Mini-RF Program) ของนาซา กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกเขาหวังว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อุปกรณ์ทั้งหมดจะทำการสำรวจและเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์อันมีค่าบนดวงจันทร์ได้อย่างเต็มที่

นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ


นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 กิโลเมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่

บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้

"เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ

เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน

"ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก

นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน

ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก

สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย

"การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว

สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท

ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน


ลูกไฟตกที่สหรัฐฯ คาดเป็นเศษซากดาวเทียมชนกัน


เป็นไปได้ว่าเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ - รัสเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อนจะตกลงที่สหรัฐฯ เพราะมีผู้สังเกตเห็นลูกไฟจากท้องฟ้าเหนือเท็กซัสและเคนตักกีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยรายการโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเท็กซัสรายงาน ผู้คนจำนวนมากพบเห็นลูกไฟสว่างจ้า
สถานีเคบีทีเอกซ์นิวส์ 10 (KBTX News 10) ในรัฐเท็กซัส สหรัฐฯ ได้รายงานว่าประชาชนในท้องถิ่นจำนวนมาก ได้เห็นลูกไฟหรือได้ยินเสียงคำรามในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น
ส่วนหนังสือพิมพ์วาโค ทรีบูน-เฮอรัลด์ (Waco Tribune-Herald) อ้างรายงานจากประชาชนว่า ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดที่ทำให้หน้าต่างและประตูบ้านสั่นสะเทือน
ทั้งสองกรณี สเปซด็อทคอมรายงานว่า สหพันธ์การบินหสหรัฐฯ (The Federal Aviation Authorities: FAA) คาดว่าอาจจะเป็นเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้ว่าจะไม่มีเศษซาก เป็นหลักฐานยืนยันให้เห็นก็ตาม และทางสหพันธ์ก็ยังได้แจ้งเตือนแก่นักบิน ถึงอันตรายจากเศษซากดาวเทียมที่อาจผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามา
สำหรับดาวเทียมที่ชนกัน คือดาวเทียมทางทหารของรัสเซียชื่อว่า "คอสมอส 2251" (Cosmos 2251) ซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้ว และดาวเทียมสื่อสารของสหรัฐฯ "อิริเดียม 33" (Iridium 33) โดยชนกันขณะโคจรอยู่ที่ระดับความสูง 790 กิโลเมตรเหนือไซบีเรีย
ตามที่ตัวแทนผู้เชี่ยวชาญจากรัสเซียระบุการชนกันดังกล่าว ได้ทำลายดาวเทียมทั้งสองและทำให้เกิดเศษซากขนาดใหญ่คละคลุ้งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ และน่าจะมีเศษชิ้นส่วนเกิดชึ้นนับร้อยๆ ชิ้น ซึ่งบางส่วนน่าจะค้างอยู่ในวงโคจรได้นานถึง 10,000 ปี
เจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ (U.S. Strategic Command) ซึ่งกำกับดูแลการทำงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ยังคงติดตามเศษซากอวกาศกว่า 18,000 ในวงโคจร ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับรายงานการพบเห็นลูกไฟแล้ว
พันโทเทอร์รี พลัมบ์ (Lt. Col. Terry Plumb) จากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโฆษกของศูนย์บัญชาการยุทธศาสตร์สหรัฐฯ กล่าวกับทางสเปซด็อทคอมว่า ทางศูนย์ได้รับโทรศัพท์ทางหมายเลข 911 จากเมืองฮุสตันในรัฐเท็กซัสถึงการพบเห็นลูกไฟ แต่กำลังรอการยืนยันว่าสาเหตุเกิดจากเศษซากของดาวเทียมอิริเดียม 33 และคอสมอส 2251 ที่ชนกัน
"เรายังไม่ได้รับรายงานยืนยันอย่างเป็นทางการเลย" พันโทพลัมบ์ระบุ
นอกจากที่เท็กซัสแล้ว เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาศูนย์รายงานสภาพอากาศแห่งสหรัฐฯ (National Weather Service: NWS) ในเมืองแจ็คสัน รัฐเคนตักกี ระบุว่ามีผู้ก็ได้พบเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ โดยเห็นท้องฟ้าสว่างจ้าและแสงคำรามเหมือนแผ่นดินไหว ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากการเศษซากดาวเทียมชนกันหล่นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ
"หน่วยตรวจตราอวกาศ ได้รายงานไปยังฝ่ายบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีสาเหตุจากเศษซากดาวเทียมที่ตกลงมา และเศษซากเหล่านี้เป็นสาเหตุของโซนิคบูม (sonic boom) ซึ่งส่งผลให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน รวมทั้งแสงสว่างวาบเหนือท้องฟ้า" แถลงการณ์ของศูนย์รายงานสภาพอากาศสหรัฐฯ ระบุ
ตอนนี้ทางนักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) กำลังติดตามเศษซากจากการชนกันของดาวเทียมเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อดาวเทียมเพื่อการสื่อสารและดาวเทียมสำหรับศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) ที่โคจรรอบโลกด้วย
เศษซากจากอุบัติเหตุบนอวกาศนั้น ยังเพิ่มโอกาสที่จะทำให้สถานีอวกาศนานาชาติได้รับความเสียหายจากเศษซากในอวกาศเพิ่มขึ้น แต่เจ้าหน้าที่นาซาระบุว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้สถานีอวกาศโคจรอยู่ต่ำกว่าที่เกิดเหตุประมาณ 354 กิโลเมตร.

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อัศจรรย์กุมารกำเนิด แม่ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ ล่วงหน้า

มารดาสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับลูกได้โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ยังไม่ได้ตั้งท้องลูกเลย โดยนักวิจัยได้ค้นพบปรากฏการณ์อันนี้จากหนูทดลอง

วารสารวิชาการ “ประสาทวิทยาศาสตร์” ของสหรัฐฯรายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ อันมีศาสตราจารย์ลาร์รี เฟก โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยทัพฟ์ เป็นหัวหน้า พบในการศึกษาว่า หนูตัวเมียที่ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในสิ่งแวดล้อมอันพรั่งพร้อมด้วยของเล่นและเครื่อง ส่งเสริมต่างๆ สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ สู่ลูกๆของมันที่เพิ่งจะมาตั้งท้องขึ้นภายหลังได้

ศาสตราจารย์วิชาชีวเคมีกล่าวแจ้งว่า ลูกหนูที่เกิดมาเหล่านั้น พากันแสดงให้เห็นว่าได้รับมรดกความรู้ ที่แม่ของมันเคยเรียนรู้มาก่อนบางแง่ เขาอธิบายว่า “การเรียนรู้ทำให้ สมองของหนูที่เป็นแม่เปลี่ยนแปลงไป เกิดความ เจริญก้าวหน้าขึ้น โดยเฉพาะเซลล์ประสาทของมันจะสื่อสารกันได้ดีขึ้น และสมองที่ถูกเปลี่ยน แปลงไปนี้ได้ถ่ายทอดมรดกให้กับลูกที่มันตั้งท้องขึ้นมาภายหลัง เป็นเวลาตั้งหลายอาทิตย์ ลูกๆของมันจะเล่นของเล่น และถีบจักรกันเป็น ถึงจะไม่เคยเห็นเองมาก่อน”.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นค้นพบครั้งแรกโลก รำมะนาด ทำให้เป็นเอดส์

นักวิทยาศาสตร์ชาวซากุระ อ้างว่าค้นพบ เป็นคนแรกของโลกว่า กรดที่เกิดจากเชื้อโรคเหงือกในปาก ได้ไปเติมพลังให้กับเชื้อไวรัส ให้กลายเป็นเชื้อโรคเอดส์ที่เติบโตเต็มตัว

ศาสตราจารย์คินิยาสุ โอไชอาอิ คณบดี คณะจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยนิฮอน แถลงว่า เชื้อโรคซึ่งทำให้เป็นโรครำมะนาด ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำลายโครงกระดูกของเหงือก อันเป็นการบ่อนทำลายฟันและตลอดจนร่างกายด้วย “กรดที่เกิดขึ้นจำนวนมาก มีกลิ่นเหม็นเหมือนกับถุงเท้าที่ไม่ได้ซักมานาน มันเป็นกรดอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเนยบูด จะไปปิดล้อมเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ที่มีหน้าที่คอยขัดขวางเชื้อโรคเอดส์ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น”

คณบดีกล่าวต่อไปอีกว่า “การเป็นโรครำมะนาดอย่างหนัก อาจจะนำไปสู่การเกิดเชื้อโรคเอดส์ขึ้นได้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว จะขึ้นอยู่กับพละกำลังของแต่ละบุคคล กำลัง หวั่นกันอยู่ว่า ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อโรคเอดส์มา อาจจะเกิดเป็นโรคเอดส์ขึ้นเต็มตัวได้ หากว่าเกิดมีโรคของฟันแทรก”

การศึกษาเมื่อก่อนหน้า เคยพบว่าโรคเหงือกมีความเกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

แปลงลมหายใจออกให้เป็นเชื้อเพลิง ใช้พลังงาน ลมปราณ

มีข่าวที่น่าตื่นเต้น แต่ยังไม่ต้องถึงกับกลั้นหายใจว่า นักวิจัยกำลังเตรียมลงมือใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ เพื่อเปลี่ยนลมหายใจออกของคนเรา เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

วารสารข่าววิทยาศาสตร์ “ไลฟ์ ไซเอนซ์” รายงานว่า ท่า อากาศยานจอห์น เลนนอน ของเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ จะเปิดใช้เทคโนโลยี เพื่อแปลงลมหายใจออกของผู้โดยสารเครื่องบิน ไปใช้เป็นเชื้อเพลิง

บริษัทอุตสาหกรรมโอริโกได้สร้างเครื่องมือ ซึ่งจะเก็บรวบ รวมลมหายใจออกของผู้โดยสาร แล้วแปลงให้เป็นเชื้อเพลิง สำหรับใช้ประโยชน์ในอาคารท่าอากาศยาน เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงรถเครื่องยนต์ดีเซล และระบบทำความร้อน มันทำงานโดยพ่นลมหายใจออก เข้าไปในเตาชีวภาพ เหมือนกับป้อนอาหารให้กับสาหร่าย เพื่อแปลงให้เป็นพืชหรือมูลสัตว์ ที่จะนำมาใช้เป็นพลังงาน

นายเอียน เฮาตัน ผู้บริหารของบริษัทโอริโก ได้บอกชี้ว่า โครงการที่จะทำที่ท่าอากาศยาน เท่ากับเป็นการทดสอบระบบขั้นแรก ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้กับบริษัทต่างๆ ในปัญหาการหาเชื้อเพลิงมาใช้ และการจัดการกับมลพิษคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมา


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

200 ปี "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" ทั่วโลกร่วมยกย่องผู้สร้างทฤษฎีวิวัฒนาการ


เมื่อ 200 ปีก่อน เด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางครอบครัวผู้มีฐานะดี ในแถบชนบทของเกาะอังกฤษ เด็กน้อยผู้นี้ถูกกระบวนการคัดสรรทางธรรมชาติจนกลายเป็นนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ บนเส้นทางของนักธรรมชาติวิทยา

เพียงดินสอและแผ่นกระดาษก็สามารถนำพา "ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน" (Charles Robert Darwin) ให้อธิบายถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน และสั่นคลอนสถาบันศาสนาอย่างรุนแรง ทว่าทฤษฎีที่ผุดขึ้นในสมองของเขา กลายเป็นมรดกตกทอดมาถึงคนรุ่นหลัง และเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

12 ก.พ. 2552 ในปีนี้ นับเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 200 ปี ของดาร์วิน และเป็นวันที่ทั่วโลก ได้จัดงานเฉลิมฉลองให้กับเขา ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับไอแซค นิวตัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, กาลิเลโอ กาลิเลอิ และนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอีกหลายคน ที่ไม่เพียงแต่หักล้างความเชื่อเดิมและก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของคนเราด้วย

"สำหรับผม ชาร์ลส์ ดาร์วิน คือนักคิดนักปรัชญาคนสำคัญมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาในเผ่าพันธุ์มนุษย์" คำกล่าวของริชาร์ด ดอว์กินส์ (Richard Dawkins) นักชีววิวัฒนาการ ผู้เขียน "เดอะ ก็อด ดีลูชัน" (The God Delusion) ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีแผ่เกี่ยวกับความเชื่อแบบผิดๆ ในเรื่องของพระเจ้า

ผลงานจากแนวความคิดอันโดดเด่นของดาร์วิน ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ 2 เล่มด้วยกัน เล่มแรกคือ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" (On the Origin of Species) และ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" (The Descent of Man)

ทั้งนี้ "ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์" ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2402 และในปีนี้ก็นับเป็นโอกาสครบรอบ 150 ปีแห่งการตีพิมพ์เช่นกัน

เนื้อหาในเล่มนี้ ดาร์วินได้อธิบายถึงแนวคิดของเขา เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และการคัดสรรโดยธรรมชาติไว้อย่างละเอียดว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตบางชนิดถึงอยู่รอดได้ ทำไมบางชนิดจึงสูญพันธุ์ไป และแรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม กำหนดรูปร่าง ลักษณะ และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติได้อย่างไร ซึ่งเวลาผ่านไปอีกเกือบหนึ่งศตวรรษถึงจะมีการค้นพบดีเอ็นเอที่ช่วยอธิบายกลไกดังกล่าวให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

"ในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุดจะเป็นผู้มีชัยและขยายเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ต่อไปได้" ใจความที่ดาร์วินเขียนไว้ ในหนังสือ ออน ดิ ออริจิน ออฟ สปีชีส์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนในสมัยนั้นเปรียบเปรยคำกล่าวของดาร์วินว่า เหมือนแสงจากหลอดไฟธรรมดาแต่ส่องสว่างเจิดจ้าและโชติช่วง

ส่วนหนังสืออีกเล่มของเขาที่ได้รับการกล่าวขานมากไม่แพ้กันคือ "เดอะ เดสเซนต์ ออฟ แมน" ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2414 ซึ่งในเล่มนี้ดาร์วินได้นำทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้อธิบายเกี่ยวกับมนุษย์ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์และลิงไม่มีหาง (ape) มีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน

"มนุษย์ยังคงมีโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ที่เป็นเหมือนตราประทับถาวรที่ได้มาจากบรรพบุรุษ" คำกล่าวอย่างตรงไปตรงมาของดาร์วิน

ดาร์วินมองว่ามนุษย์ก็คือสัตว์สปีชีส์หนึ่ง มากกว่าที่จะคิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตสุดประเสริฐ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระเจ้า อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเชื่อถือกัน

แนวคิดดังกล่าวนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับรู้ของผู้คนในสังคม และทำให้กลุ่มคนที่เคร่งศาสนา กล่าวหาว่าแนวคิดเขาท้าทายกับคำสอนของศาสนาอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้

"คล้ายกับกรณีที่โคเปอร์นิคัส (Copernicus) เคยบอกว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งดาร์วินก็ดึงมนุษย์ออกมาจากการเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติเช่นกัน" ข้อความที่ระบุอยู่ในวารสารไซเอนติฟิกอเมริกัน (Scientific American) และด้วยความที่เป็นสุภาพชน อ่อนน้อมถ่อมตน ดาร์วินก็ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนแรกที่นำเสนอเรื่องของวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 จอร์จส์ กูวิเยร์ (Georges Cuvier) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส เคยอธิบายไว้ก่อนแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมส่งผลให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไป และต่อมา ฌอง-แบพติสต์ ลามาร์ค (Jean-Baptiste Lamarck) นักสัตววิทยาชาติเดียวกัน ก็เสนอแนวคิดว่า สิ่งมีชีวิตบางชนิด มีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย

ทว่าพวกเขายังมองว่า วิวัฒนาการเกิดขึ้นเป็นเส้นตรง สำหรับการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ซับซ้อนมากนัก แต่สำหรับมนุษย์นั้นถือว่าอยู่เหนือสุดและสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว

ดาร์วินไม่ได้ยอมรับแนวคิดของพวกเขาทั้งหมด โดยแสดงให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกสายวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกัน หรือที่เรียกว่า "ทรี ออฟ ไลฟ์" (tree of life) ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของศาสตร์ด้านชีววิทยา และก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้า และการค้นพบสิ่งใหม่ในทางวิทยาศาสตร์มากมายตามมาในภายหลัง ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรม วิวัฒนาการทางจิตวิทยา เรื่อยไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ทว่าก็ยังเกิดเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง เมื่อแนวคิดของดาร์วินที่ว่า "การอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมมากที่สุด" (survival of the fittest) ได้ถูกตีความผิดเพี้ยน หรืออาจเรียกได้ว่าถูกบิดเบือนไปอย่างร้ายกาจ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กลุ่มคนที่คิดว่าตนฉลาดและเหนือกว่าผู้อื่น (eugenicist) นำแนวคิดของดาร์วิน ไปใช้เป็นเหตุผลข้ออ้างเพื่อกำจัดกลุ่มคนที่เห็นว่าอยู่ชนชั้นต่ำกว่าให้หมดสิ้นไป ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อดาร์วิน อารยชนผู้รังเกียจการกดขี่ข่มเหง แต่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากไร้เสมอ

"ผมยกให้ดาร์วินเป็นหนึ่งใน 5 นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมวลมนุษยชาติ" คำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันนามว่า วิลฟรีด โรกาสช์ (Wilfried Rogasch)

โรกาสช์ กล่าวอีกว่า มีผู้คนมากมาย ที่พยายามอย่างถึงที่สุด เพื่อจะค้นหาสิ่งเล็กๆ หรือช่องโหว่ ที่ชี้ว่าทฤษฎีของดาร์วินผิดพลาด ทว่าพวกเขาก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะสิ่งที่ดาร์วินพบไม่ได้เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นกฏพื้นฐานของธรรมชาติ


นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ-รัสเซียชนกันไม่กระทบสถานีอวกาศ


นาซาระบุดาวเทียมสหรัฐฯ ชนดาวเทียมปลดระวางของรัสเซียไม่กระทบต่อสถานีอวกาศ เพราะโคจรอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดเหตุ 400 เมตร แต่เสี่ยงอันตรายต่อฮับเบิลและดาวเทียมสำรวจโลกที่โคจรอยู่สูงและใกล้บริเวณที่ชนกัน แจงต้องใช้เวลาอีกสักพักระบุได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนเท่าไหร่

บีบีซีนิวส์ระบุคำแถลงขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ว่า ดาวเทียมซึ่งเป็นของบริษัทอิริเดียม (Iridium) ในสหรัฐฯ ได้ชนเข้ากับดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งานแล้วของรัสเซียด้วยความเร็วสูง บริเวณเหนือไซบีเรียประมาณ 780 กิโลเมตร เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

อีกทั้งตามรายงานของเอพีนั้นนาซาเชื่อว่าความเสี่ยงต่อสถานีอวกาศนานาชาติค่อนข้างต่ำ เนื่องจากสถานีอวกาศอยู่ต่ำกว่าจุดเกิดการชนกันลงไปราว 430 กิโลเมตร และคาดว่าว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อนักบินอวกาศ 7 คนที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศในวันที่ 22 ก.พ.นี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็จะมีการประเมินความเสียหายใหม่อีกครั้งในไม่กี่วันนี้

"เรารู้ว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นแน่" เอพีอ้างคำพูดของมาร์ก มัทนีย์ (Mark Matney) นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เศษซากในวงโคจรประจำศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ในฮุสตัน สหรัฐฯ

เขาได้ให้ข้อมูลด้วยว่าดาวเทียมพาณิชย์ของอิริเดียมนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2540 ส่วนดาวเทียมของรัสเซียถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 2536 ซึ่งเชื่อว่าไม่ทำงานแล้วและไม่สามารถควบคุมแล้ว โดยดาวเทียมอิริเดียมมีน้ำหนักประมาณ 560 กิโลกรัมและดาวเทียมรัสเซียมีน้ำหนักเกือบ 1,000 กิโลกรัม แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดเศษซากจากการชนประมาณเท่าไหร่และมีขนาดใหญ่แค่ไหน

"ตอนนี้ที่นับได้ชัดๆ น่าจะมีเป็นโหล แต่ผมคาดว่าถ้าเริ่มต้นนับจริงน่าจะมีเป็นร้อย แต่หากมีเศษซากขนาดไมโครเมตรด้วยน่าจะนับได้เป็นพัน" มัทนีย์กล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของนาซาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นการชนกันที่ความเร็วสูงครั้งแรกของดาวเทียมที่ยังไม่เสียหาย โดยก่อนหน้านี้มีกรณีการชนกันยของวัตถุในอวกาศ 4 ครั้ง แต่เป็นเหตุการณ์ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนของจรวดที่หมดสภาพหรือกับดาวเทียมขนาดเล็ก

นิโคลัส จอห์นสัน (Nicholas Johnson) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเศษซากในวสงโคจรประจำศูนย์อวกาศในฮุสตันกล่าวว่า การชนกันของดาวเทียมขนาดใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และดาวเทียมสำรวจโลก ซึ่งอยู่ในวงโคจรที่สูงและใกล้กับบริเวณที่เกิดการชนกัน

ตั้งแต่ต้นปีนี้มีเศษซากที่เป็นผลจากการประดิษฐ์ของมนุษย์ราว 17,000 ชิ้นโคจรรอบโลก และขยะในวงโคจรได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศษซากที่หลุดออกมาจากดาวเทียมเก่าๆ และกลายเป็นเรื่องแย่อย่างยิ่งที่เศษซากดังกล่าวกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเที่ยวบินของกระสวยอวกาศ ที่นอกเหนือไปจากอันตรายระหว่างการทะยานฟ้าและการกลับสู่โลก

สำหรับการตรวจพบการชนกันของดาวเทียมสหรัฐฯ และรัสเซียในครั้งนี้ เป็นผลงานของเครือข่ายตรวจตราอวกาศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Space Surveillance Network) ที่ดำเนินการโดยการทหารสหรัฐฯ ซึ่งสามารถติดตามเศษซากอวกาศที่มีขนาดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป และนาซาได้จับมืออย่างเป็นทางการกับเครือข่ายนี้เพื่อคอยป้องกันสถานีอวกาศให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากวัตถุที่จะเข้ามาใกล้ รวมไปถึงกระสวยอวกาศในขณะบินด้วย

"การชนกันกำลังมีความสำคัญมากขึ้นและมากขึ้นในทศวรรษที่กำลังมาถึงนี้" มัทนีย์กล่าว

สำหรับบริษัทอิริเดียมโฮลดิงส์ แอลแอลซี (Iridium Holdings LLC) มีดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ 65 ดวง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณโทรศัพท์พกพาที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปประมาณ 2 เท่า ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 300,000 ราย โดยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท

ทางบริษัทอิริเดียมยังระบุด้วยว่า ความเสียหายต่อดาวเทียมครั้งนี้ส่งผลต่อการให้บริการไปสักพัก และคาดว่าจะแก้ไขได้ก่อนวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ รวมถึงจะทดแทนดาวเทียมที่เสียด้วยดาวเทียมสำรองที่อยู่ในวงโคจรแล้ว 8 ดวงภายใน 30 วัน