วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

ทุ่มมา 12 ปี สหรัฐฯ พร้อมสร้างดวงอาทิตย์(จำลอง)บนโลก

สหรัฐฯ เตรียมยิงเลเซอร์ยักษ์ 192 ตัวใส่ไฮโดรเจน สร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ ที่เกิดในใจกลางดวงอาทิตย์ไว้บนโลก ก่ออุณหภูมิได้ 100 ล้านองศา หลังทุ่มเทเวลามากว่า 12 ปี โดยเริ่มต้นการทดลองได้ มิ.ย.นี้ นับเป็นความหวังสร้างโรงไฟฟ้าปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่ให้พลังงานมหาศาล

หน่วยงานการเผาไหม้เครื่องยนต์แห่งสหรัฐฯ (The US National Ignition Facility) หรือเอ็นไอเอฟ ได้จำลองความเป็นไปได้ในการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ให้พลังงานสะอาดหมดจดได้

สำนักข่าวบีบีซีนิวส์ระบุว่า ห้องปฏิบัติการของสำนักงานแห่งนี้ จะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.52 ด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์จากเครื่องกำเนิดขนาดใหญ่ 192 ตัวไปที่ก้อนเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งหากการทดลองได้ผลต้องมีพลังงานได้ออกมากกว่าพลังงานที่ใส่ให้ระบบ

ดร.เอ็ด โมเซส (Dr.Ed Moses) ผู้อำนวยการเอ็นไอเอฟกล่าวว่า การทดลองนี้ถือเป็นหลักไมล์สำคัญ และพวกเขากำลังไปได้สวย ในการทดลองเพื่อควบคุมการเกิดปฏฺกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันอันคงที่ และให้พลังงานออกมาเป็นครั้งแรก โดยสหรัฐฯ ใช้เวลาถึง 12 ปีเพื่อสร้างเครื่องไม้เครื่องมือและเลเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดนี้ ซึ่งการทดลองจะเริ่มขึ้นในเดือน มิ.ย.52 นี้ และคาดว่าจะได้ผลที่แสดงนัยสำคัญออกมาในช่วงปี 2553-2555

สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันนั้น ถูกมองว่าเป็นเหมือน "จอกศักดิ์สิทธิ์" ของแหล่งพลังงาน ในแง่ของศักยภาพที่จะให้พลังงานสะอาดอย่างเกือบไร้ขีดจำกัด แต่นักวิทยาศาสตร์ยังห่างไกล ในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ชิวชันที่ใช้งานได้ เชิงปฏิบัติมาหลายทศวรรษ

แต่ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่า พวกเขากำลังเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว โดยการทดลองหลายๆ อย่างทั่วโลก พุ่งเป้าไปที่การก่อสร้างอาคารสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

ทั้งนี้ ในกระบวนการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันนั้น ไฮโดรเจนในรูปไอโซโทปที่หนักกว่าอย่าง "ดิวเทอเรียม" (deuterium) และ "ทริเทียม" (tritium) จะหลอมรวมกันกลายเป็นฮีเลียม ซึ่งดิวเทอเรียมนั้นพบได้ทั่วไปในน้ำทะเล ขณะที่ทริเทียมก็เตรียมได้จากลิเธียม ซึ่งเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปในดิน และเมื่อไอโซโทปเหล่านี้รวมกันที่อุณหภูมิสูง มวลเพียงเล็กน้อยจะสูญเสียไปและพลังงานมหาศาลจะถูกปล่อยออกมา

ในธรรมชาติปฎิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน เกิดขึ้นที่ใจกลางของดาวฤกษ์ โดยที่ความดันมหาศาลเนื่องจากความโน้มถ่วงทำให้เกิดปฏิกิริยาที่อุณหภูมิประมาณ 10 ล้านองศาเซลเซียส แต่ในที่ความดันต่ำกว่ามากอย่างบนโลก จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงกว่านั้นมาก คือประมาณ 100 ล้านองศาเซลเซียส เพื่อให้เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น โดยหน่วยงานเอ็นไอเอฟของสหรัฐฯ ได้มุ่งทำการทดลองนี้โดยอาศัยเลเซอร์ที่มีกำลังสูงอย่างยิ่งยวด

"เมื่อเลเซอร์ทั้งหมดของเอ็นไอเอฟเผาไหม้ที่พลังงานเต็มที่ จะปล่อยพลังงานจากรังสีอัลตราไวโอเลต 1.8 เมกะจูลส์ไปยังเป้าหมาย" ดร.โมเซสอธิบาย โดยความเข้มของพลังงานจากเลเซอร์ที่เอ็นไอเอฟผลิตขึ้นนี้มากกว่าระบบเลเซอร์ที่เคยมีถึง 60 เท่า

เมื่อเกิดการเผาไหม้จะมีพัลส์ (pulse) สั้นๆ ไม่กี่ "นาโนวินาที" (nanosecond) หรือประมาณ 1 ในพันล้านของวินาที แต่ปล่อยพลังงานออกมา 500 แสนล้านวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ เสียอีก และพลังงานที่เข้มมากนี้จะพุ่งตรงไปยังก้อนพลังงานที่เป็นก้อนกลมๆ จากนั้นละลายผิวของก้อนพลังงานแล้วหลอมรวมวัสดุที่เหลืออยู่ภายใน

"กระบวนการนี้ทำให้เกิดอุณหภูมิเป็น 100 ล้านองศาและมีความดันสูงกว่าความดันอากาศบนโลกพันล้านเท่า ขับให้นิวเคลียสของไฮโดรเจนหลอมรวม แล้วปลดปล่อยพลังงานออกมามากกว่าพลังงานเลเซอร์ที่ใช้จุดให้เกิดปฏิกิริยาหลายเท่า" ดร.มอสส์กล่าว

หากการทดลองได้ผล เอ็นไอเอฟจะทำให้ได้พลังงานมากกว่าที่ใส่ให้เลเซอร์เพื่อเริ่มต้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ 10-100 เท่า และการทดลองอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นว่าการทำให้เกิดพลังงานลักษณะนี้เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีใครให้ภาพได้ว่าพลังงานสุทธิที่จะได้รับนั้นเป็นเท่าใด.
ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ และภาพจาก BBC

"เอเลียน" ไม่ต้องตามหาไกล อาจอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก

"เอเลียน" อาจไม่ได้มีอยู่แค่ต่างดาว นักฟิสิกส์สหรัฐฯ เชื่อ โลกเราน่าจะเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด มีรูปแบบชีวิตและคุณสมบัติทางชีวเคมี ต่างไปจากที่เราคุ้นเคย หลบซ่อนอยู่ข้างๆ เรา ซ้ำยังทดลองสร้าง "เอเลี่ยน" เพื่อดูพัฒนาการ
ศ.พอล เดวีส์ (Prof. Paul Davies) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอาริโซนาสเตท (Arizona State University) สหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า โลกของเราอาจเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ที่มีรูปแบบชีวิตต่างไปจากชีวิตที่เรารู้จัก โดยชีวิตแปลกประหลาดเหล่านี้ อาจซ่อนตัวอยู่ในทะเลสาบที่เต็มไปด้วยสารหนูอันเป็นพิษ หรือน้ำเดือดจากช่องเล็กๆ ที่ระบายความร้อน (hydrothermal vents) ใต้ทะเลลึก

บีบีซีนิวส์รายงานว่า ศ.เดวีส์เสนอความเห็นดังกล่าว ระหว่างการประชุมของสมาคมอเมริกัน เพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (Association for the Advancement of Science: AAAS) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อกลางเดือน ก.พ.52 ที่ผ่านมา ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ

"เราไม่จำเป็นต้องไปดาวอื่น เพื่อหาสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดแต่อย่างใด เราอาจเริ่มต้นจากปลายจมูก หรือแม้แต่ในจมูกของเรานี่เอง มีเหตุผลเป็นไปได้ที่คาดหวังได้ว่า เราจะพบแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต ที่หลบซ่อนอยู่บนโลกนี่เอง แต่ไม่มีใครบากบั่นที่จะค้นหา คำถามคือทำไมล่ะ? ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพงมาก อาจจะเป็นแค่เศษเสี้ยวของเงินที่เราใช้เพื่อค้นหาชีวิตต่างดาวด้วยซ้ำ" ศ.เดวีส์กล่าว

ทั้งนี้ นักฟิสิกส์จากอาริโซนาสเตทเชื่อว่า น่าจะมีวิวัฒนาการของชีวิตบนโลกมานานแล้ว และลูกหลานของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ก็อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ใน "ชาโดว์ไบโอสเฟียร์" (shadow biosphere) หรือแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ และหลุดรอดจากการตรวจจับจากเรดาร์ของเราไปได้ เพราะรูปแบบของชีวเคมีที่แตกต่างจากเรามาก

เขาเชื่อด้วยว่า กล้องจุลทรรศน์ที่มีอยู่นั้น เหมาะสมเฉพาะกับสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จัก จึงไม่มีใครเคยพบจุลินทรีย์ที่มีชีวเคมีต่างไป และอาจก็ไม่อาจคาดเดาหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดนี้ ซึ่งความเป็นไปได้อันไม่จำกัด ทำให้ยากต่อการตามหา อย่างไรก็ดีเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นน่าจะมีดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอ หากแต่รหัสพันธุกรรม หรือกรดอะมิโนที่มีต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ศ.เดวีส์กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าหนึ่งในธาตุที่ก่อให้เกิดเป็นสิ่งมีีชีวิต อย่างคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส นั้นอาจถูกแทนที่ด้วยธาตุอย่างอื่น แล้วกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างไปจากเราอย่างมาก

“พอผมพูดอย่างนี้ ทุกๆ คนคงคิดถึงสิ่งมีชีวิตที่มีซิลิกอนเป็นองค์ประกอบทันที จากอิทธิพลของหนังเรื่องสตาร์เทรค แต่ผมไม่พูดถึงอะไรที่เป็นนิยายแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น สารหนูซึ่งมีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบนั้นเป็นพิษต่อมนุษย์ แต่อาจเป็นโครงสร้างของจุลินทรีย์ได้" ศ.เดวีส์ระบุ

เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เคยพบมาก่อนบนโลกนี้ ศ.เดวีส์แนะนำว่า อย่างแรกเราควรเริ่มจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย อาทิ ทะเลทราย ทะเลสาบที่เค็มจัด บริเวณที่มีความกดอากาศสูง อุณหภูมิร้อนจัดและมีปริมาณรังสียูวีมาก ซึ่งปฏิบัติการตามล่าหาสิ่งมีชีวิตเอเลียนนี้มีสถานที่มากมายให้ค้นหา

“ยกตัวอย่างเช่น หากเราตามหาสิ่งมีชีวิตที่อิงกับสารหนู เราก็มุ่งหน้าไปยังสิ่่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารหนู และมีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ อย่างในช่องระบายความร้อนใต้ทะเลลึก เป็นต้น" ศ.เดวีส์กล่าว

เขาบอกด้วยว่าที่แคลิฟอร์เนียมีทะเลสาบโมโน (Mono Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีการปนเปื้อนของสารหนูในปริมาณมาก และให้ความเห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่อิงต่อสารหนูนั้น สูบสารหนูเข้าสู่ตัวเองแล้วปล่อยออกมา ไม่ใช่หายใจเข้าไป หรืออีกนับหนึ่งสิ่งมีชีวิตรูปแบบดังกล่าวล้วนอยู่รอบๆ ตัวเราและผสานเป็นส่วนหนึ่งของเรา จึงจำเป็นต้องแยกสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นออกมา

อีกวิธีที่จะประเมินได้ว่า มนุษย์ต่างดาว หรือ เอเลียนที่ซ่อนอยู่ในโลกของเรานั้นหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น ศ.สตีเฟน เบนเนอร์ (Prof.Steven Benner) จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) บอกว่า คือ การสร้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นขึ้นมาจากห้องปฏิบัติการด้วยตัวของเราเอง โดยเขาและทีมได้ร่วมกันสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงกับรูปแบบของสิ่งมีชีิวิต ที่สร้างโดยมนุษย์ขึ้นมา

แม้ว่าสิ่งที่ทีมวิจัยของ ศ.เบนเนอร์สร้างขึ้นมาจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการป้อนอาหารของนักศึกษาที่ร่วมทีม แต่สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นก็มีวิวัฒนาการ โดยได้เปลี่่ยนแปลงเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ จากรหัสพันธุกรรมของเราที่มี 4 ตัว ไปเป็นรหัสพันธุกรรมที่มี 6 ตัว และทำสำเนาซ้ำได้ ด้วยเอนไซม์พอลิเมอเรสและความร้อนโดยธรรมชาติ

ส่วนงานขึ้นต่อไปคือการสร้างปัจจัยเพื่อให้การคัดเลือก โดยการเลือกภาวะกดดันให้กับสิ่งที่พวกเขาสร้างขึนมา

อย่างไรก็ดี เขาได้ตั้งคำถามการนิยามถึงการมีชีวิตของคนเราเป็นมุมมองที่ยึดโลกเป็นศูนย์กลางมากเกินไป

“จำไว้ว่า เพียงเพราะคุณคือระบบสารเคมีที่มีความมั่นคงในตังเอง และมีการวิวัฒนาการตามทฤษฎีของดาร์วิน นั่นไม่ได้หมายความว่า เป็นคำนิยามสิ่งมีชีวิตของเอกภพ" ศ.เบนเนอร์ให้ความเห็น
ข้อมูลดีๆ จาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และภาพจาก NASA/BBC

นักวิทย์มะกันพัฒนาซอฟต์แวร์ออกแบบเอ็นไซม์ สร้างยาต้านเชื้อดื้อสำเร็จเร็วขึ้น

การพัฒนายาใหม่ๆ ที่ต้องใช้เวลานับสิบๆ ปี อาจหดสั้นลงเหลือแค่ไม่กี่ปี เพราะทีมวิจัยสหรัฐฯ พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยออกแบบเอนไซม์ตัวสำคัญในแบคทีเรีย ที่ผลิตสารปฎิชีวนะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยย่นเวลานักวิจัยในการสุ่มสังเคราะห์ยาใหม่ในแล็บแบบวิธีเดิมๆ

บรูซ โดนัลด์ (Bruce Donald) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวเคมีและคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ค (Duke University) เมืองเดอรัม มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา นำทีมวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม เค สตาร์ (algorithm K*) เพื่อใช้ในการออกแบบโครงสร้างเอนไซม์สำคัญที่ช่วยผลิตยาปฏิชีวนะที่ชื่อ กรามิซิดิน เอส (gramicidin S) ในเซลล์ของแบคทีเรีย บาซิลลัส เบรวิส (Bacillus brevis) สำหรับการพัฒนายาใหม่ในตระกูลเดียวกัน เพื่อใช้ต้านเชื้อโรคที่ดื้อยาเดิม ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยให้การค้นหายาใหม่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โปรแกรม algorithm K* ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นนั้นสามารถช่วยสรรหาโครงสร้างของเอนไซม์สำคัญในการสร้างสาร gramicidin S โดยธรรมชาติในเซลล์แบคทีเรีย ที่มีความเป็นไปได้และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยปูทางสู่การออกแบบยาเดิมให้มีรูปแบบใหม่และสามารถทำลายเชื้อโรคที่ดื้อยาลงได้

"มันทำให้พวกเราตื่นเต้นจริงๆ ที่สามารถออกแบบเอนไซม์ได้ใหม่ในคอมพิวเตอร์ แล้วจึงค่อยไปสร้างเอนไซม์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในห้องแล็บ และมันก็ทำงานได้จริงตามที่เราหวังไว้" โดนัลด์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น ในผลสำเร็จของงานวิจัย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences: PNAS) ฉบับออนไลน์ เมื่อวันที่ 16 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิจัยได้เผยแพร่โปรแกรมเป็นโอเพนซอร์ซ (open source) เพื่อให้นักวิจัยที่สนใจนำไปใช้งานได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ โดยปรกติแล้วการวิจัยพัฒนายาตัวใหม่มักทำการทดลองสังเคราะห์โดยการดัดแปลงจากยาหรือสารประกอบตัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทว่าวิธีการของโดนัลด์คือใช้โปรแกรม algorithm K* ที่พัฒนาขึ้น มาทำนายแนวโน้มการการเปลี่ยนแปลงหรือการผันแปรของเอนไซม์ในจุลินทรีย์ที่ผลิตสารปฏิชีวนะชนิดนั้น ซึ่งจะช่วยให้การค้นหายาใหม่มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงเพื่อให้ได้รูปแบบของเอนไซม์ที่ดีที่สุด

"มันเป็นวิถีใหม่ที่มีความจำเป็นในการออกแบบยาใหม่ๆ ซึ่งในการที่เราจะสร้างโปรตีนตัวหนึ่งขึ้นมา มันมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเป็นไปได้ตั้งมากมาย แต่โปรแกรม algorithm K* มันสามารถทดสอบความผันแปรของโปรตีนในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าการทดลองในห้องแล็บแต่เพียงอย่างเดียว" โดนัลด์ แจง

ทีมวิจัยหวังให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการออกแบบโปรตีนชนิดอื่นๆ ด้วย รวมทั้งคำนวณทิศทางการเคลื่อนที่โดยรอบของโปรตีนในแบบ 3 มิติ ซึ่ง K* เวอร์ชันล่าสุดของเขาสามารถทำให้แกนหลักของโปรตีน (protein backbone) และสายโซ่ข้างเคียง (side chain) บิดโค้งงอได้มากกว่า และในขณะเดียวกันมันก็ช่วยคำนวณหาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นไปได้ทั้งหมดของโปรตีนนั้น

"เมื่อเป็นดังนั้นเราอาจจะค้นพบยาที่ต้องการได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมากหากเราใช้เทคนิคแบบเดิมทำการทดลองในห้องแล็บเพียงอย่างเดียว และโดยหลักการแล้วโปรแกรมนี้ก็น่าจะใช้ในการออกแบบเอนไซม์ใดๆก็ได้อย่างง่ายดายด้วยการป้อนข้อมูลโครงสร้างของโปรตีนหรือเอนไซม์นั้นเข้าไป แล้วเราก็สั่งการให้มันทำงาน" โดนัลด์ กล่าว

โดนัลด์ได้รับความร่วมมือจากเอมี แอนเดอร์สัน (Amy Anderson) นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต (University of Connecticut) ในการทดลองทางชีวเคมีเพื่อทดสอบความถูกต้องแม่นยำของการออกแบบเอนไซม์ในระบบของ กรามิซิดีน เอส ซินเทเตส (Gramicidin S Synthetase) ด้วยโปรแกรม algorithm K*

การออกแบบเอนไซม์ด้วยโปรแกรมดังกล่าวนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการสร้างยาปฏิชีวนะใหม่ ซึ่งโปรแกรมนี้ยังช่วยทดลองทำปฏิกิริยาเคมีต่อกันและการบิดหมุนโครงสร้างของโมเลกุลโปรตีนทุกแบบที่น่าจะเป็นไปได้ และคำนวณเพื่อคัดแยกรูปแบบของโครงสร้างโปรตีนที่ไม่ทำงานออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ในแล็บของทีมวิจัย

เมื่อประมวลผลเสร็จสมบูรณ์แล้ว นักวิจัยจึงทดลองสร้างโปรตีนที่ได้ออกแบบด้วยโปรแกรมดังกล่าวขึ้นในห้องแล็บโดยใช้แบคทีเรียช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนนั้น แล้วทดสอบการทำงานของโปรตีนแต่ละตัวที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า gramicidin S นั้นไม่น่าจะใช้รักษาโรคติดเชื้อได้ผลสักเท่าไหร่แล้ว ทว่ามันก็ยังเป็นต้นแบบสำหรับศึกษาการทำงานของเอนไซม์ได้เป็นอย่างดี เพราะว่านักวิจัยมีข้อมูลโครงสร้าง 3 มิติ ของเอนไซม์ชนิดนี้อยู่มาก ซึ่งมันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการออกแบบเอนไซม์ใหม่หรือปรับปรุงกลไกของเอนไซม์ชนิดอื่นให้ทำหน้าที่สังเคราะห์ยาในตระกูล gramicidin ได้ เช่น เพนิซิลลิน (penicillin) และ แวนโคมัยซิน (vancomycin).

ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

เศรษฐีซอฟต์แวร์ได้เบิ้ลเที่ยวอวกาศก่อนปิดกิจการ

ครั้งเดียวคงไม่พอ "ซิโมนี" เศรษฐีโปรแกรมอเมริกันผู้พัฒนาไมโครซอฟท์เวิร์ดและเอ็กเซล จ่ายอีก 1,250 ล้านบาท เพื่อท่องอวกาศรอบสอง ไม่แคร์วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถล่มสหรัฐฯ ส่งท้ายปิดกิจการทัวร์อวกาศของรัสเซีย โดยจะขึ้นไปพร้อมนักอวกาศที่จะขึ้นไปประจำบนสถานีอวกาศพฤหัสนี้ ส่วนเขาจะใช้เวลาอยู่นอกโลกนาน 2 สัปดาห์
ชาร์ลส ซิโมนี (Charles Simonyi) (คนซ้ายมือ) เศรษฐีอเมริกัน ผู้มีส่วนในการพัฒนาแอปพลิเคชั่นของไมโครซอฟท์ (Microsoft) จะกลายเป็นลูกทัวร์อวกาศคนแรก ที่ได้ขึ้นไปสถานีอวกาศถึง 2 ครั้ง เมื่อทะยานฟ้าไปพร้อมนักบินอวกาศมืออาชีพชาวสหรัฐฯ และรัสเซีย 2 คนในวันที่ 26 มี.ค.52 นี้ โดยนักบินอวกาศจะประจำอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลา 6 เดือน ขณะที่เศรษฐีอเมริกัน จะใช้เวลาชื่นชมบรรยากาศนอนกโลกเป็นเวลา 2 สัปดาห์

การท่องอวกาศรอบ 2 นี้ สำนักข่าวเอพีระบุว่า ซิโมนีได้จ่ายถึง 1,250 ล้านบาท ซึ่งรวมกับรายจ่ายครั้งก่อนแล้ว เขาใช้เงินไปกับการท่องนอกโลกกว่า 2,100 ล้านบาท และครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย ที่รัฐบาลรัสเซียจะอนุญาตให้มีลูกทัวร์ติดตามขึ้นไปบนสถานีอวกาศด้วย


ทั้งนี้ด้วยวัย 60 ปีของซิโมนีนับเป็นผู้ที่อายุค่อนข้างมากที่ได้ท่องอวกาศ ขณะที่สถิติของผู้มีอายุมากที่สุดที่ได้ขึ้นไปสู่วงโคจรรอบโลกคือ จอห์น เกลนน์ (John Glenn') ผู้ท่องอวกาศขณะมีอายุ 77 ปี

ซิมอนีบอกกับภรรยาคนใหม่ ลิซา เปอร์ดอทเตอร์ (Lisa Persdotter) ชาวสวีเดนวัย 28 ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกที่เขาแต่งงานด้วยว่า การเดินทางสู่อวกาศครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเขา โดยได้บอกแผนการเดินทางดังกล่าวกับภรรยาคนใหม่ขณะหมั้นกัน และเธอก็สนับสนุนแผนการของเขาอย่างยิ่ง แต่มีข้อแม้ว่าอนุญาตให้เดินทางได้แค่ครั้งนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น

"ซิโมนี" เศรษฐีอเมริกันเชื้อชาติฮังการี ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในซีแอตเทิล เป็นหนึ่งใน 6 เศรษฐีที่ซื้อทัวร์อวกาศผ่านบริษัท "สเปซแอดเวนเจอร์ส" (Space Adventures) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในมลรัฐเวอร์จิเนีย

ด้าน ไมค์ เซิร์ฟเฟอดินี (Mike Suffredini) ผู้จัดการโครงการสถานีอวกาศ ปฏิบัติกับกับซิโมนีเหมือนกันทุกๆ คนที่ขึ้นไปสถานีอวกาศ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ไปเยือน จะเข้าใจในข้อจำกัดภายใต้ความซับซ้อนของวงโคจร โดยเขาได้ให้ความเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ทุกคน เช่นเดียวกับที่ทำต่อนักบินอวกาศและสถานีอวกาศอวกาศเอง โดยค่อนข้างมีข้อจำกัดอย่างมากว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในสถานีอวกาศฝั่งของสหรัฐฯ

ทางฟากเจ้าหน้าองค์การอวกาศรัสเซียประเมินว่า หลังจากปีนี้แล้วไม่น่าจะมีที่นั่งพอสำหรับลูกทัวร์อวกาศอีก นั่นเป็นเพราะลูกเรือของสถานีอวกาศได้เพิ่มจำนวน 2 เท่า กลายเป็น 6 คน โดยหวังว่า จะขยายพื้นที่รองรับได้ทันสิ้นเดือน พ.ค.นี้ อีกทั้งพื้นที่สำหรับนักบินมืออาชีพก็ถูกวางตำแหน่งไว้หมดแล้ว

หลังกลับจากทัวร์อวกาศครั้งแรก เพียง 2 สัปดาห์เมื่อเดือน เม.ย.50 ซิโมนีกล่าวว่า นักบินอวกาศรัสเซียบอกกับเขาว่า เป็นความแตกต่างและคุ้มค่ามากเพียงใด หากได้กลับไปเยือนอวกาศเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นเมื่อทัวร์อวกาศกำลังจะหยุดกิจการ เขาจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป และเนื่องจากการฝึกครั้งแรก ไม่ห่างจากการเดินทางครั้งนี้เท่าไหร่นัก เขาจึงได้รับสิทธิ์ในการย่นย่อตารางฝึกบิน ซึ่งปกติต้องใช้เวลา 6-8 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน และเขาจะกลับสู่โลก ในการเดินทางครั้งล่าสุดนี้วันที่ 7 เม.ย.52

"ผมมองดูว่า ครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากเที่ยวบินแรก เหตุผลก็เหมือนเดิม เพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางด้านอวกาศ เพื่อสร้างความนิยมในเที่ยวบินอวกาศแก่พลเรือน และสื่อสารถึงความน่าตื่นเต้นของวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมไปยังเด็กๆ" ซิโมนีกล่าว

ทั้งนี้ซิโมนี มีความสนใจในอวกาศตั้งแต่วัยเด็ก เขาเป็นตัวแทนนักบินอวกาศรุ่นเยาว์ของฮังการีเมื่ออายุ 13 และได้รางวัลในการเดินทางไปกรุงมอสโคว์ของรัสเซีย เพื่อพบกับหนึ่งในมนุษย์อวกาศของอดีตสหภาพโซเวียต แต่ความสนใจในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้นำพาเข้าสู่สหรัฐอเมริกา และได้เป็นพลเมืองของสหรัฐฯ มา 27 ปีแล้ว

ทั้งนี้ เขาจบปริญญาเอกทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และได้พัฒนาโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ดและไมโครซอฟท์เอกเซล จากนั้นเขาได้ลาออกจากไมโครซอฟท์เมื่อปี 2545 และตั้งบริษัทอินเทอร์เนชันแนล ซอฟต์แวร์ (Intentional Software Corp.) และกองทุนชาร์ลซิโมนีเพื่อศิลปะและวิทยาศาสตร์ (Charles Simonyi Fund for Arts and Sciences)

เมื่ออยู่ในวงโคจร ซิโมนีเสนอตัวที่จะทดลองทางการแพทย์ และการทดลองทางด้านรังสีขณะอยู่ในวงโคจร และจะใช้โปรแกรมวินโดว์สเพื่อบันทึกภาพของโลกไว้ ส่วนภรรยาซึ่งแต่งงานกันมาได้ 4 เดือน จะไปให้กำลังใจเขาที่ฐานปล่อยจรวดในคาซัคสถาน ท่ามกลางครอบครัวและเพื่อนๆ อีกนับสิบ แต่บิล เกตส์ (Bill Gates) จะไม่ได้ไปร่วมในวันนั้นด้วย.


ข้อมูลดีๆ จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ และภาพจากสำนักข่าว AP

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

ไอบีเอ็มเผย 5 นวัตกรรม

ไอบีเอ็มเปิดเผยรายงานประจำปี "IBM Next Five in Five" ฉบับที่สาม ซึ่งแสดงรายการนวัตกรรมที่มีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนเราในช่วง 5 ปีข้างหน้า รายการดังกล่าวอ้างอิงแนวโน้มตลาดและแนวโน้มทางสังคมที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรารวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ จากห้องปฏิบัติการทั่วโลกของไอบีเอ็ม ซึ่งจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเหล่านี้ให้กลายเป็นจริง
ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีดังต่อไปนี้:

• เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่จะถูกติดตั้งไว้ตามพื้นถนน ผนังอาคาร และหน้าต่าง
ท่านเคยสงสัยไหมว่าเราจะสามารถผลิตพลังงานได้มากเท่าไร หากมีการติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ตามทางเดิน ถนนหนทาง รางรถไฟ กำแพง หลังคา และหน้าต่าง ในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาไม่แพง ปัจจุบันวัสดุและกระบวนการผลิตเซลล์สุริยะหรือโซลาร์เซลล์ที่ใช้ในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ามีราคาแพงเกินกว่าที่จะสามารถนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ในอนาคต ปัญหาดังกล่าวจะไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไป เนื่องจากการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะทำผ่านเซลล์สุริยะแบบ “ฟิล์มบาง” (thin-film) ซึ่งเป็นชุดเซลล์สุริยะราคาประหยัดที่มีความบางกว่าเซลล์สุริยะแบบแผ่นซิลิคอนถึง 100 เท่า และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เซลล์สุริยะแบบฟิล์มบางนี้ถูก “พิมพ์” และจัดเรียงไว้บนแผงรองรับที่ยืดหยุ่น โดยนอกจากจะติดตั้งบนหลังคาได้แล้ว ยังสามารถติดตั้งไว้ที่ผนังด้านข้างของอาคาร หน้าต่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รถยนต์ และแม้กระทั่งเสื้อผ้าได้อีกด้วย

• แพทย์จะสามารถพยากรณ์อนาคของสุขภาพท่านได้
ภายใน 5 ปีข้างหน้า แพทย์จะสามารถนำเสนอแผนที่พันธุกรรมที่บอกท่านได้ว่าสุขภาพของท่านมีแนวโน้มจะเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง พร้อมทั้งวิธีการที่แน่ชัดในการป้องกันสิ่งเหล่านั้น โดยอ้างอิงจากดีเอ็นเอของท่านเอง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 7,000 บาท (200 เหรียญสหรัฐฯ) เพราะการที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีจัดทำแผนที่จีโนมทั้งหมดของมนุษย์ เท่ากับเป็นการเผยความลับของพันธุกรรม และใช้ข้อมูลนี้ในการแนะนำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตและการรักษา นอกจากนั้น บริษัทยายังสามารถพัฒนายาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนโดยเฉพาะ การจัดทำแผนที่พันธุกรรมจะเปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพของคนเราในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น

• ท่านจะสามารถพูดคุยโต้ตอบกับเว็บได้
“การเข้าชม” เว็บกำลังจะเปลี่ยนไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า ในอนาคต ท่านจะสามารถท่องอินเทอร์เน็ตแบบแฮนด์ฟรีโดยใช้เสียงแทนข้อความโดยไม่ต้องใช้หน้าจอหรือคีย์บอร์ด ทั้งนี้ ในบางประเทศ เช่น อินเดีย ถ้อยคำที่พูดมีความสำคัญมากกว่าภาษาเขียนในระบบการศึกษา การบริหารราชการ และวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ “การพูดคุย” กับเว็บกำลังพัฒนาแซงหน้าอินเทอร์เฟซอื่นๆ ทั้งหมด และโทรศัพท์มือถือก็กำลังเข้ามาแทนที่พีซีด้วยการใช้งาน “เว็บไซต์เสียง” (VoiceSite) ซึ่งสะดวกและเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และผู้ไม่รู้หนังสือได้ และเมื่อเว็บสามารถเข้าใช้งานได้โดยใช้เสียง ทุกๆ คนจะสามารถใช้งานเว็บได้ง่ายขึ้น

• ท่านจะมีผู้ช่วยช๊อปปิ้งดิจิตอลส่วนตัวของท่านเอง
ท่านเคยติดอยู่ในห้องลองเสื้อพร้อมด้วยเสื้อผ้าผิดขนาดโดยที่ไม่มีพนักงานขายอยู่แถวนั้นเลยหรือไม่? ภายใน 5 ปีข้างหน้า ท่านจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แทนที่จะต้องรอความช่วยเหลือจากพนักงานขายในห้าง การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคใหม่จะทำให้การช้อปปิ้งเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น เพราะอีกไม่นานเราจะมีผู้ช่วยช้อปปิ้งดิจิตอล (Digital Shopping Assistant)ในห้องลองเสื้อ ซึ่งประกอบด้วยจอแบบทัชสกรีน และตู้บริการ (Kiosk) ที่สั่งงานด้วยเสียง ซึ่งจะทำให้ท่านเลือกหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แบบครบชุด เมื่อท่านเลือกสินค้าผ่านผู้ช่วยช้อปปิ้งดิจิตอล พนักงานขายจะได้รับแจ้งและรวบรวมสินค้าเพื่อส่งให้ท่านโดยตรง นอกจากนี้ ท่านยังสามารถถ่ายภาพตัวเองในชุดต่างๆ และอีเมลหรือส่ง SMS ภาพเหล่านั้นไปให้เพื่อนๆ เพื่อพิจารณาว่าจะซื้อ..หรือไม่ซื้อ นอกจากนี้ ท่านยังจะสามารถเรียกดูความคิดเห็นและเรตติ้งที่ลูกค้าท่านอื่นได้ให้ความเห็นไว้ได้ รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดคูปองส่วนลดสำหรับสินค้าที่ต้องการซื้อได้อีกด้วย

• ความหลงลืมจะกลายเป็นเรื่องราวในอดึต
ท่านคงเคยมีปัญหาหรือกังวลกับความพยายามจดจำข้อมูลมากมายมหาศาลต่าง ๆ รอบตัวหรือไม่ ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ปัญหาดังกล่าวอาจหมดไป เนื่องจากท่านจะจำได้ง่ายขึ้น ว่าต้องซื้ออะไร ที่ไหน ท่านมีนัดพบปะกับใครและเมื่อใด ร ายละเอียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จะถูกบันทึก จัดเก็บ วิเคราะห์ และจัดเตรียมให้เมื่อถึงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยไมโครโฟน และกล้องวิดีโอ ซึ่งจะบันทึกบทสนทนาและกิจกรรมต่างๆเอาไว้ จากนั้นจะจัดเก็บและวิเคราะห์โดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำให้เราสามารถ“จดจำ” ได้ทันทีถึงการพูดคุยสนทนาทางโทรศัพท์กับบุคคลในครอบครัวหรือแม้แต่กับแพทย์ประจำตัว นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยเตือนความจำให้ท่านเวลาแวะซื้อของใช้หรือแวะซื้อยาตามใบสั่งเมื่อเดินทางผ่าน
ที่มา
MSN เทคโนโลยี

ไม่มีให้ดูบ่อย! เหล่าบริวารทั้ง 4 ชุมนุมกันหน้าดาวเสาร์



ดวงจันทรืบริวารทั้ง 4 ดวง เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดิออน (Dione) ไททัน (Titan) และไมมัส (Mimas) ผ่านหน้าดาวเสาร์ (ภาพประกอบทั้งหมดดัดแปลงจากต้นฉบับรอยเตอร์)

กล้องฮับเบิลบันทึกภาพจันทร์บริวารทั้ง 4 ผ่านหน้าดาวเสาร์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ดูได้ไม่บ่อยนัก โดยเกิดขึ้นเมื่อดาวเสาร์เกือบจะเข้าสู่ปรากฏการณ์ "ไร้วงแหวน" ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี


ภาพที่ทางองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และองค์การอวกาศยุโรป (อีซา) นำมาเผยแพร่นี้ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) เมื่อวันที่ 24 ก.พ.52 ที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นจันทร์บริวารทั้ง 4 คือ เอ็นเซลาดัส (Enceladus) ดิออน (Dione) ไททัน (Titan) และไมมัส (Mimas) อยู่หน้าดาวเสาร์หรือเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า "ดวงจันทร์ผ่านหน้า" (moon transit)





ในภาพดวงจันทร์ไททันอยู่ใกล้ๆ กับขั้วเหนือ และทอดเงาทับขั้วเหนือ บริเวณกลางดาวเสาร์ใกล้ๆ กับวงแหวน มีจุดขาวเล็กๆ คือภาพของไมมัสที่ทอดเงาลงบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร และทางซ้ายออกไปเหนือวงแหวนมีจันทร์บริวารอีก 2 ดวงคือ ดิออนที่สว่างกว่าซึ่งเห็นเยื้องไปทางขวาของอีกดวง และเอ็นเซลาดัสที่เห็นจางกว่าและอยู่เยื้องไปทางซ้ายล่าง

ทั้งนี้สเปซดอทคอมระบุว่า ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ผ่านหน้าดาวเสาร์พร้อมกันหลายๆ นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก และเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อวงแหวนดาวเสาร์เอียงจนเกือบจะหายไปเมื่อสังเกตจากโลก หรือเรียกปรากฏการณ์ที่วงแหวนดาวเสาร์หายไปว่า "เอดจ์ออน" (edge on) ซึ่งในปีนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ส.ค.และ 4 ก.ย. แต่โชคร้ายที่ช่วงเวลาดังกล่าวดาวเสาร์จะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากมุมบนโลก

สำหรับปรากฏการณ์ที่วงแหวนหายไปหรือ "ระนาบวงแหวนปิด" (ring plane crossing) นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 14-15 ปี โดยเมื่อปี 2538-2539 กล้องฮับเบิลได้สังเกตเห็นระนาบวงแหวนค่อยๆ หายไป พร้อมกับที่ดวงจันทร์หลายดวงผ่านหน้าดาวเคราะห์ ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งนั้นช่วยให้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์ได้เพิ่มขึ้นอีกหลายดวง

ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

จะจำใบหน้าของใครให้ได้แม่นยำ ต้องจ้องคอยดูที่ลูกตา

นักวิจัยเมืองกระทิงดุแนะนำว่า หากจะจำหน้าใครให้แม่น ให้มองดูที่ดวงตาของเขา พวกเขาได้บทเรียนจากการศึกษามาว่า สมองของเราจะกลั่น กรองเอาข้อมูลสำคัญของใบหน้า โดยเอาจากลูกตา

คณะนักวิจัยได้ศึกษาด้วยการวิ-เคราะห์ใบหน้าของผู้ชายและผู้หญิง จำนวนฝ่ายละ 868 คน ได้พบว่า จะได้ พบข้อมูลสำคัญลักษณะของใบหน้า จากดวงตา มากกว่าจากปากและจมูก เป็นการส่อให้เห็นว่ากลไกจดจำใบหน้าของสมอง จะถนัดกับการจ้องดูที่ตามากกว่าที่แห่งอื่น.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ